วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/25 (1)


พระอาจารย์
10/25 (560317F)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17  มีนาคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  มันอยู่กันแบบกลัวตายน่ะ ไม่กล้าเผชิญความจริงมาตั้งแต่เกิดแล้ว แล้วก็ถูกปิดบังความเป็นจริงมาตั้งแต่เกิดว่า...อายุยืน ขอให้อายุมั่นขวัญยืนนะคะ

มาขอพร กูก็ให้พรไป...อายุ วรรโณ สุขัง พลัง ...ตายแน่ๆๆ (หัวเราะกัน) จริงๆ น่ะคือการให้พรรึเปล่า หรือแช่ง  ...ก็ว่าได้พร อายุ วรรโณ สุขะ พละ

คือถ้ามีแต่อายุ ไม่มีวรรณะ สุขะ พละ จะอยู่ไปทำไมวะ ก็เลยต้องให้ ๔ อย่าง ...ถ้าให้อย่างเดียวนี่มันไม่รู้จะอยู่ไปทำไม อยู่ไป มีอายุแต่ไม่มีวรรณะ ไม่มีสุขะ แล้วก็ไม่มีกำลังวังชา พละ กูตายซะดีกว่า

เพราะนั้นพระเลยให้จนครบเลยสี่อย่าง อายุ วรรณะ สุขะ พละ ขาดไม่ได้  จะเอาแต่สุขะก็ไม่ได้ ไม่มีอายุ อายุสั้น อ้าว ไม่ชอบอีก ...มันจะเอาแบบต้องครบด้วยนะ

พอไม่ให้พรก็มีบังคับขอให้ให้พร ...คือเกิดมานี่เราแทบจะไม่ให้พรใครเลยนะ ด่าลูกเดียว...ตายแน่ๆคือกลัวทำไม มันตายอยู่แล้ว ตายหลอก แต่เผาจริง เข้าใจมั้ย ...ตายหลอกแต่เผาจริงนะ

เมื่อไหร่ที่มันจะตายจริงเผาจริงซะที มัวแต่เอ้อระเหยลอยชาย ลอยไปลอยมา ทั้งอัตตกิลมถานุโยค และกามสุขัลลิกานุโยค ...คือตกขอบมรรคอยู่ทั้งวี่ทั้งวัน ทุกวี่ทุกวัน ทุกขณะ

กลับมารู้ตัวได้ประเดี๋ยวนึง พอแล้ว มันเหมือนถูกจับฉีดยาวัคซีนรึไงฮึ ...รู้ตัวนี่ เดี๋ยวก็ "ฮื้อ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า" เนี่ย มันเป็นโรคอะไร มันเป็นโรคกลัวมรรคผลในการกระทำรึไง

แต่เป็นโรคที่ไม่กลัวมรรคผลในการคิด เออ คิดอยู่นั่น ไอ้ทำน่ะไม่ทำ เอาแต่ว่า “เมื่อไหร่จะได้สักที  เห็นคนโน้นก็อนุโมทนา สาธุ โสดาเกิดอีกแล้ว” เอ้า อยากเป็นๆๆ

เห็นอาจารย์องค์นั้น เขาว่า อ่านประวัติมา ท่านได้สำเร็จเมื่ออายุพรรษาเท่านั้นเท่านี้ ท่านทำอย่างนี้  อู้หู อยากเป็นๆๆ ...แต่ไม่ทำ ให้ทำก็ไม่ทำ

พอกลับมารู้ตัว เอาแล้ว อ่านนิดอ่านหน่อย เกิดศรัทธา แต่แบบศรัทธาหัวเต่า ค้อนตอกสิ่ว โป้งๆๆ รู้ตัวๆๆ แล้วก็...เบื่อออ ได้แค่นี้ ...แล้วก็มานั่งจมตายหายอยู่กับความอยากนี่

ถ้ามรรคผลนิพพานมันได้ง่ายๆ อย่างนี้ มึงไม่ต้องมาเกิดแล้ว ไม่ต้องมาฟังธรรมแล้ว พระอรหันต์เต็มโลกแล้ว

แต่นี่พระอรหันต์สักองค์หาแทบไม่ได้ หารสองใส่สแควร์รูท ร่อนด้วยเครื่องร่อน ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ยังหาแทบไม่เจอเลย ...ถ้ามันง่าย มันก็มีเยอะแยะเต็มโลกแล้ว แบบขายตามท้องตลาด

อย่างสมัยพระพุทธเจ้า ในชุมชนนี่ ถ้าเดินมาเอาหินปาลงไปนี่...โอ้ย โสดา..อย่างต่ำนะ ... โยนไปอีกที ปึ้ง...อรหันต์นะโว้ย ...เอ้า มันเยอะกันขนาดนั้นน่ะ

แต่สมัยนี้โยนหินไปนี่ โดนต่อยทันทีเลย โดยฉับพลันทันด่วน ดีไม่ดีโดนยิงซ้ำอีก มันตามมายิงถึงบ้านเลย เนี่ย มันเปลี่ยนกัน...มันเปลี่ยนแบบสวนทางกัน

ทั้งๆ ที่ความรู้นี่เต็มโลกเลยนะ คือโสตทัศนศึกษานี่ถึงที่ อยากรู้อะไร หมวดไหน อาจารย์องค์ไหนทำอะไร นี่ กดปึ้กๆๆ เอ็นเตอร์ปึ่ก รู้หมด 

แต่โง่ กลับโง่ลง อรหันต์น้อยลง โสดาน้อยลง อริยจิตน้อยลง มรรคผลไกลขึ้น ห่างขึ้น ยากขึ้น มันเป็นยังไงกัน ...เพราะอะไร ...เพราะมันรู้ไม่จริง มันรู้จำกับรู้คิดมาก

สมัยพระพุทธเจ้านะ เขียนหนังสือกันยังไม่เป็นน่ะ พระธรรมคำสอนก็ไม่มีการก๊อปปี้ไปฟังไปอ่านได้ทุกที่...ไม่มี ไม่รู้จัก ศีลไม่รู้จัก สมาธิไม่รู้จัก มรรคไม่รู้จัก เอาแต่ทำมาหากินอย่างเดียว

พอเขาบอกว่า “พระพุทธเจ้ามาแล้ว” นี่ เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ น่าเชื่อ เออ เป็นผู้ตรัสรู้ขึ้นมาเอง ผิวพรรณวรรณะผ่องใส ดูดีกว่าพราหมณ์เยอะแยะ ...ก็ไปลองดูสักหน่อย

ไปทั้งที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ปริยัติ หรือวิธีของการปฏิบัติก็ไม่มี ...ไปด้วยศรัทธาความอยากรู้อยากเห็น แค่นั้นแหละ มีความอยากอยู่แค่นั้นน่ะ

ฟังธรรมกันก็ฟังแบบ ไม่เคยฟังมาก่อนน่ะ ฟังครั้งแรก ไม่มีเรื่องปฏิบัติอยู่ในหัวสมองเลย ไม่มีกระทั่งสัญญาว่า ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ ชอบ-ไม่ชอบ ควร-ไม่ควร มีวิธีทางเลือกอื่นมั้ย ...ไม่รู้  ฟังอย่างเดียว

ฟังครั้งแรก ก็ใคร่ครวญตาม...ไม่ดื้อ จิตไม่มี...อย่างพวกเรามันดื้อเพราะอะไร หือ เพราะมันมีทางเลือก แล้วมันเคยทำแล้วมันได้ผลในทางเลือกที่มันเคยทำ มันดื้อแล้ว

แต่นี่ไม่ดื้อ เพราะไม่เคยทำ ก็ฟัง...ใคร่ครวญตาม เรียกว่าสุตตะก็ดี จินตามยปัญญาก็เกิด ไม่ต้องรอกลับบ้านด้วย ภาวนามยปัญญาลงไปหยั่งถึงกายใจปัจจุบัน ณ ขณะนั้น

พระพุทธเจ้าว่าทุกขสัจก็ทุกขสัจ คืออาการที่ปรากฏขึ้นท่านว่าทุกขสัจ...ให้กำหนดรู้...ก็กำหนดรู้ ...นี่ ว่านอนสอนง่ายนะ แต่ว่าสอนง่ายตามธรรม ไม่ใช่ถูกชักจูงไปโดยคนที่ไม่รู้

พอบอกว่าทุกข์ให้กำหนดรู้ ...อะไรเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าก็พูดอธิบายให้เข้าใจว่า ทุกขสัจ คือทุกข์ธรรมชาติ คือทุกข์ตามความเป็นจริง

ยกตัวอย่างเช่นเจ็บไข้ได้ป่วย ไอจาม ลุกนั่งเคล็ดขัดยอก ปวด เมื่อย หิว กระหาย อิ่ม ร้อน หนาว เย็น อุ่น แข็ง หนัก เบา เหล่านี้ ท่านเรียกว่ามันเป็นทุกข์ธรรมชาติ

คือเป็นทุกข์ตามปกติ หรือเหตุการณ์ที่เป็นปกติของการที่มีกายอย่างนี้...มีทุกคนไป  หนีไม่ได้ แก้ไม่ได้ ...ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันทั้งสิ้น

ไอ้คนฟังก็นั่งฟังพนมมือแต้ ...มันไม่มีทางเลือกนี่ เพราะไม่เคยทำอะไรเลย  จิตมันก็..เออ เห็นแล้วๆ  แล้วพอเห็นแล้วก็สงสัยมาแล้วว่า ...แล้วจะทำยังไงกับมันล่ะ

พระพุทธเจ้าก็จะบอกเลยว่า เมื่อเห็นว่ามีอาการของกายเป็นทุกข์อย่างนี้  เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหวไป นิ่งมา เป็นก้อนเป็นกองอยู่อย่างนี้

นี่ ไม่ต้องไปแก้ไข ไม่ต้องไปต่อต้าน ไม่ต้องไปดีใจเสียใจ ยินดียินร้าย ...แต่ท่านบอกเพียงแค่ รู้อยู่เฉยๆ

พวกนั่งฟังก็ไม่ใช่ฟังเข้าหูซ้ายออกหูขวา ฟังด้วยปฏิบัติด้วย เข้าใจด้วย อ่อนน้อมถ่อมตน ทำตามเลย
...ไม่ว่านอนสอนยาก ไม่ดื้อไม่ด้าน ไม่คัดง้าง ไม่ลังเลสงสัย 

ท่านบอกว่ารู้เฉยๆ ให้กำหนดรู้ ก็กำหนดรู้ ...แล้วลักษณะที่กำหนดรู้ ตรงนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า การกระทำอย่างนี้เรียกว่ามรรคปฏิปทา

หรือการดำเนินไปในองค์มรรค เรียกว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา...สองสิ่งท่ามกลางกายกับใจ เป็นเพียงแค่ผู้รู้ผู้ดูผู้เห็นเฉยๆ

นี่ ทุกคนก็ฟังด้วยความสงบ แล้วน้อมนำ ไม่ดื้อแพ่ง ระหว่างนั้นน่ะ น้อม...ด้วยศรัทธาที่ไม่ดื้อแพ่ง

แต่จิตยังดื้อแพ่งโดยสันดาน คิด สงสัยยังมี...อย่างนั้นดีมั้ย อย่างนี้จะใช่มั้ย แล้วจะทำยังไงต่อไปดีมั้ย แล้วกลับบ้านไปจะทำอย่างนี้รึเปล่า แล้วอยู่กับเมียจะทำยังไงดี ถ้าเกิดคนนั้นคนนี้จะมาจะทำยังไง

พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ในขณะที่ดำรงอยู่ในองค์มรรคนี่ หรือประกอบเหตุแห่งมรรคอยู่นี่ มันจะมีอาการของความอยากทะยานของจิตเกิดขึ้นมา ที่เรียกว่า กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

คือความอยากโลดแล่นไปในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ที่ห่างไกลบ้าง ที่ใกล้บ้าง ที่เหนือกว่าบ้าง ที่ประเสริฐกว่าบ้าง  ที่ต่ำกว่าบ้าง ...เหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านเรียกว่า ทุกขสมุทัย

ไอ้จิตที่มันขี้สงสัยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่ก่อนเกิดมาเป็นคนในยุคสมัยนี้ มันก็สงสัยขึ้นมาอีกว่า เนี่ย  แล้วจะทำยังไงกับมันดีล่ะ

พระพุทธเจ้าท่านก็เทศน์ว่า ให้ละซะ วางซะ ...ท่านใช้คำว่า สละออก...จาโค ปฏินิสสัคโค  จนกว่ามันจะเป็น มุตติ และ อนาลโย

คำว่า “มุตติ” แปลว่า หลุดพ้น  คำว่า “อนาลโย” แปลว่า ไม่หวนกลับมาซ้ำเดิมอีก คือมาอยากในแบบเก่าๆ อยากแล้วอยากอีก อยากซ้ำซาก ...จนมันไม่อยากซ้ำเดิมอีก เนี่ย ท่านเรียกว่า อนาลโย

แต่ระหว่างที่มันจะเกิดความวิมุติและอนาลโย หรือมุตติ อนาลโย ...ระหว่างนั้นจะต้องอยู่ด้วย จาโค ปฏินิสสัคโค สละละวางอยู่ตลอด ในอาการเหล่านี้ๆ

คือที่มันทะยานออกมาระหว่างที่เหล่าท่านทั้งหลายกำลังเจริญ หรือประกอบเหตุในองค์มรรค คือเจริญศีลสติสมาธิปัญญา ณ รู้ปัจจุบันกับสิ่งที่ถูกรู้ในปัจจุบัน คือการปรากฏขึ้นแห่งทุกขสัจคือกาย

นี่ คนนั่งฟังนั่นก็ไม่ได้นั่งฟังเฉยๆ ปฏิบัติพร้อมไป ดูไป ละไป  จากที่ว่า “เออ เดี๋ยวกลับบ้านจะไปหุงข้าวให้ลูกผัวกิน แล้วระหว่างเอาข้าวให้ลูกผัวก็จะมีสติ ก็จะทำอย่างนี้ด้วย”

 ก็...เอ๊ะ นี่มันคิดนี่หว่า ปึ๊บ...ละ  อยาก..ละ วางซะ กลับมารู้อยู่กับทุกขสัจ...ที่กำลังนั่งพนมมือแต้อยู่นี่

ประกอบเหตุอย่างนี้ๆ ระหว่างที่ฟังพระพุทธเจ้าท่านก็เทศน์ไป สั้นบ้างยาวบ้างแล้วแต่จำนวนคนที่มันยังสงสัยในแง่มุมนั้นแง่มุมนี้ ...ไอ้คนฟังก็ทำไป ไม่สงสัยไม่ลังเล


(ต่อแทร็ก 10/25  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น