วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/11




พระอาจารย์

10/11 (560302B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

2 มีนาคม 2556



โยม –  เวลาที่ต้องข้องเกี่ยวกับทางโลกมากๆ นี่ค่ะ ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนเยอะๆ อย่างนี้ แล้วกายมันไม่วิเวก จะทำจิตให้วิเวก

พระอาจารย์ –  จิตมันไม่วิเวกอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่วิเวก  แต่กายเขาวิเวกตั้งแต่เกิดจนตาย  มันมีอยู่แล้ว ...เพราะนั้นกายนี่ ให้อยู่ในฐานกาย  แต่ไม่จำเป็นบอกว่าจะต้องอยู่ตลอดเวลา  ...มันทำไม่ได้หรอก

แต่ว่าอย่าให้ลืมบ่อย อย่าให้ลืมนาน อย่าให้ลืมตัวนาน อย่าให้หลงไปอยู่ในจิต  อย่าไปมัวแต่ดูจิต หรือว่าคอยเฝ้าแต่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอารมณ์อย่างเดียว ถ่ายเดียว

ไอ้ตรงนั้นน่ะ ที่มันจะไปทำงานตรงนั้นน่ะ มันจะลืมกาย มันจะทิ้งกายเลย ... พอมันทิ้งกายปั๊บนี่ เดี๋ยวมันก็เกิดการไหลวนไปกับอาการของจิตแล้ว ...แล้วพอมันไม่มีเรื่องราวในจิต ก็อยู่ด้วยความปล่อยเนื้อปล่อยตัว

มันจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวเลยเมื่อจิตมันสงบ หรือว่าเมื่อจิตมันหมดอารมณ์ หรือว่าอารมณ์นั้นมันมอด  ตรงนั้นน่ะจะอยู่แบบปล่อยเนื้อปล่อยตัว คืออยู่ด้วยความหลงเลย อยู่กับความหลงเป็นพื้นน่ะ แล้วมันจะมีฐานของสมาธิตรงไหนล่ะ

แต่ถ้ามันหมดเรื่องในจิตแล้วนี่  ถ้าเน้นอยู่ที่กาย หมายความว่างานยังไม่เลิก ภายในยังไม่หยุดงาน ... มรรคยังเดินต่อ มรรคยังมีการกระทำอยู่ ยังมีการประกอบเหตุแห่งศีล ประกอบเหตุแห่งสมาธิ ประกอบเหตุแห่งปัญญาอยู่

ไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องราวในจิตแล้วไม่ต้องทำอะไร ...ส่วนมากมันดูจิตแล้วพอมันดูถึงจุดนั้น เป้าหมายนั้น พอไม่มีอะไรแล้วมันทิ้งเลย ปล่อยเลย ...ไม่ใช่ปล่อยวางนะ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยศีล ปล่อยสติ ปล่อยสมาธิ ปล่อยปัญญา ปล่อยเลย

แล้วไปอยู่กับอะไร ...อยู่กับความไม่รู้ ไม่รู้ตัว ไม่รู้อะไร...แรกเลย ก็คือไม่รู้ตัวนั่นแหละ ไอ้ตัวไม่รู้ตัวนั่นก็คืออวิชชานั่นเอง โมหะนั่นน่ะ โมหะมันเป็นตัวที่ติดแนบกับอวิชชาเลย 

เพราะนั้นโมหะนี่เป็นกิเลสรากเหง้า หรือว่าเป็นตัวแรกของการเกิดของราคะ ปฏิฆะ แล้วก็อดีตอนาคต พวกนี้ ...ก่อนที่จะเกิดพวกนี้ขึ้นมานี่ โมหะเกิดก่อน 

เพราะโมหะมันเป็นกิเลสนอนเนื่อง มันเป็นหน้าตาพื้นผิวของอวิชชานะนั่น ...เพราะนั้นก่อนที่มันจะทำงานนี่มันเริ่มจากโมหะก่อน

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันมีสมาธิ หรือว่าจิตตั้งมั่น รู้ เห็น ตรงนั้นน่ะ  มันชำระโมหะ ...เมื่อใดที่มีสมาธิหมายความว่าไม่มีนิวรณ์ ในลักษณะของง่วงเหงาหาวนอน นี่คือโมหะอย่างหนึ่ง คือ เบลอ ซึม ลอย

ถึงไม่ง่วงก็เบลอ ไม่เบลอก็ซึม ไม่ซึมก็เอ๋อ ...มันเอ๋อๆ ข้างใน ไม่รู้เรื่องรู้ราว ปล่อย ลอย  เหมือนกับเคว้งคว้างไปมา ไม่รู้  จับอะไรไม่ถูก ไม่มีที่จับ เหมือนลอยคออยู่ในมหาสมุทร แล้วแต่กระแสลมกระแสน้ำจะพัดพาไป

ไปไหนล่ะ ...ไปเจอเกาะเจอแก่งก็กระโดดขึ้นเกาะ  นั่นคือความคิด อารมณ์ ...แล้วพอไปเจอเกาะแล้วถึงจะรู้ว่ามีเสืออยู่ในเกาะ แล้วก็วิ่งหนี แล้วก็โดดลงน้ำ ก็แค่นั้นน่ะ ...แล้วมันจะข้ามฝั่งมหาสีทันดรได้ไหมเนี่ย 

ก็นั่นแหละ มันไปตามกระแสวน  เพราะว่ากระแสน้ำในมหาสมุทรนี่มันวน ไหลวน  มันเป็นวังวน หมุนวนอยู่นั่นน่ะ เป็นวัฏฏะจิต วัฏฏะสงสาร

แต่ถ้าเป็นมรรคนี่ มันจะมีร่อง ...มันจะมีร่องน้ำ เหมือนเป็นร่องน้ำ เหมือนกับเป็นทางเดิน ที่มันจะข้ามทะเลไปสู่แผ่นดิน ไปสู่ความที่ไม่มีทะเล...ทะเลทุกข์ ทะเลขันธ์

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันหมดเรื่องราวในจิต สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการดูจิต ...อย่าทิ้งกาย ต้องกลับมาหยั่งรู้ดูเห็น ต้องหยั่งรู้ดูเห็นอิริยาบถ 

เช่น กำลังนั่งที่โต๊ะ กำลังเอามือเท้าคาง กำลังเอามือสัมผัสแป้นคอมพิวเตอร์  นี่ ส่วนมากมันจะทำงานอยู่อย่างนั้นน่ะ กึกกักๆๆ ...ดูมันไป แว๊บนึงก็ยังดี

ดึงกลับมาดูความรู้สึกในการเคลื่อนในการไหว ณ ปัจจุบันกายนั้นๆ ...สร้างนิสัยนี้ อย่าปล่อยให้มันเหลิง ลอย แล้วก็จะไปตั้งหน้าตั้งตาดูแต่อารมณ์ 

เวลามันมีอะไรขึ้นมาแรงๆ พอดูเสร็จแล้วก็เหมือนกับหมดภารกิจแล้ว หมดงานแล้ว ... มันหมดไปเป็นช่วงๆ หนึ่งแล้ว กูจะได้นอนตายใหม่ พอหมดไปช่วงนึงก็นอนตาย หมดไปช่วงก็นอนตาย นอนหลับ

มันถึงไม่ไปไหนกันน่ะ ... ก็ตายอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ไปแล้วกัน นอนหลับตายอยู่หน้าคอม นอนหลับตายอยู่หน้าโต๊ะทำงาน นอนหลับตายอยู่กับจานข้าว

ตราบใดที่ยังไม่แจ้งกายนี่ เรื่องราวในจิตไม่มีวันจบ บอกให้ ดูไปเหอะ  เกิดมาล้านชาติก็ดูไปล้านชาติ ตาเห็น...คิด หูได้ยิน...คิดใหม่  ไม่มีอะไรให้เห็น ไม่มีอะไรให้ได้ยิน ก็จำขึ้นมา...คิดต่อ ... ก็อยู่อย่างนั้นแหละ มันเคยน้อยถอยลงมั้ยเอ้า

วันไหนอารมณ์ดี มันก็ว่าง เบาหน่อย เหมือนถูกหวย...โอ้ วันนี้ถูกหวย ไม่ค่อยคิดมาก  วันไหนอารมณ์ไม่ดี แม่ก็คิดมันด่ามันทุกอย่างที่มันมากระทบกูตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา วันนี้อารมณ์ไม่ดี ดูแทบไม่ทัน ...มันก็เป็นอย่างนั้นเรื่องราวในจิต

แล้วยังไงล่ะ มันเข้าใจอะไร เข้าใจสภาพขันธ์ยังไง อะไรเป็นขันธ์ รู้จักมั้ย  อะไรเป็นสักกาย แยกสักกายออกมั้ย แยกกายจริงกับกายสักกายออกมั้ย รู้จักสภาพจิตที่แท้จริงมั้ย รู้จักรูปนามในจิตมั้ย ...รู้จักเห็นอย่างที่เราบอกมั้ยว่าจิตเป็นถุง รูปนามในจิตน่ะคือของในถุง เคยเข้าใจมั้ย

ก็ไม่เข้าใจ ...เพราะอิฉันเป็นบ้าหอบฟางอยู่ ไอ้บ้าแบกหินกับไอ้บ้าหอบฟาง  เบื่อก็ทิ้ง เดินไปเดินมา เสียดาย เก็บใหม่  แล้วก็ไล่เก็บ ไอ้นั่นก็มีค่า ไอ้นี่ก็มีประโยชน์ เอาไว้ก่อน  พอดูไป หนักไปหนักมา ทิ้ง

แต่มันก็ยังเห็นว่ามีคุณค่าหมดน่ะ ไอ้ของที่ทิ้งมันก็เสียดายว่ายังไม่เข้าใจอะไร ...ก็เอาล่อเอาเถิดกันอยู่แค่นี้ เดี๋ยวก็ทิ้ง เดี๋ยวก็หยิบ  เดี๋ยวก็ทิ้ง เดี๋ยวก็ใส่ใหม่ 

นั่นคือจิต ...มันไม่รู้ เข้าใจมั้ย  มันไม่รู้ตัวมันเองเลยว่าตัวมันเองคืออะไร มันปิดบังแม้กระทั่งว่าตัวมันเองคืออะไร ...มันปิดบังตัวมันเองว่าตัวมันน่ะคือความไม่จริง คือความไร้สาระ 

แล้วมันก็ไปหาของไม่มีสาระให้มันเป็นสาระ ...จับของที่ไม่มีรูป ไม่มีนาม ไม่มีตัว ไม่มีตน  ให้มาเป็นรูป เป็นนาม เป็นตัว เป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลขึ้น ...แล้วก็เชื่อแบบเอาหัวทิ่มดินเลยน่ะ 

เพราะไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของจิต ... เหมือนเฟอร์บี้น่ะ ...คุยกับมันมาก มันก็คุย  หัวเราะกับมัน มันก็หัวเราะ  ให้มันทำอะไร มันก็ทำอย่างนั้น 

เพราะนั้นการเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับมัน เหมือนเอามือไปซุกหีบ เหมือนเอามือไปจิ้มขี้ ก็เหม็น เพราะมันเป็นของที่ไม่มีสาระอยู่แล้ว จะออกจากความหมายมั่นในความเป็นสาระยังไง

เพราะนั้นคำว่าปล่อยวาง ลักษณะของการปล่อยวาง  คือเวลามันคิด...มีเรื่องราวในความคิด แต่ไม่เข้าไปอยู่ในความคิด แล้วก็ไม่สนใจความคิด 

เมื่อใดที่เราไม่สนใจความคิดนี่  แรกๆ จะรู้สึกถึงความอึดอัด หรือว่าความเสียดาย หรืออดไม่ได้ที่จะต้องไปหาถูกหาผิดกับมัน หรือจะต้องทำอะไรกับมันดี

นั่นแหละเขาเรียกว่าคำว่าวาง หรือรู้เท่าทัน ...ไม่ใช่ไปนั่งคอยดู คอยจ้อง คอยสืบ คอยค้น ที่มาที่ไปของมัน ...มันก็ดึงลากออกไปเรื่อย หมดเรื่องนี้ก็กระโดดไปเรื่องนั้น ก็ดูต่อไปเรื่องนั้น แล้วกระโดดไปเรื่องโน้นเรื่องนู้น

ให้สังเกต ดูจิตไปเรื่อยๆ นี่ กายหาย หายไปเลยๆ  ตัวนี่หายไปเลย ตัวที่นั่งนี่หายไปเลย ...มันสบายดีนะ เหมือนสบายดี มันว่าง กายมันเบา ...หายไปเลยกาย 

ทั้งที่ว่ากายมีอยู่ ไม่หายนะ ...แล้วจะบอกว่ามันเป็นสัมมาสติที่เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิได้อย่างไร

ไหนล่ะ ...จิตที่ตั้งมั่นอยู่ที่ไหน สัมมาสมาธิ จิตหนึ่งอยู่ไหน แล้วปัญญาญาณอยู่ไหน  อาการรู้อาการเห็น มันมีแต่เคลื่อนคล้อยออกไป 

เพราะนั้นการดูจิตน่ะ เราจะไม่เรียกว่าดูจิต แต่เราเรียกว่าเห็นจิต ... ดูกายจะเห็นจิต มันเป็นลักษณะเห็น

เราเคยอธิบายแล้วไง อย่าง...ถ้ามีนกบินมา มีสองคนดู  ถ้าเราถามคนนึง ว่านกนี่นกอะไร  คนนึงตอบได้ คนนึงตอบไม่ได้  ...ไอ้คนที่ตอบได้ ว่านกนี้ชื่ออะไร เพราะมันหันมองตลอด 

แต่ไอ้คนที่ตอบไม่ได้ว่านกอะไร เพราะไม่ได้หันมอง  แต่รู้ว่ามีนกบินผ่าน แต่ไม่สนใจที่จะดูว่านกอะไร  เพราะว่าตามองตรงไม่หันตาม ...เนี่ย อย่างนี้เรียกว่าเห็น

ถ้าดูนี่หมายความว่ามันส่ายตาม หัวคอนี่ต้องส่ายไป ...แต่ถ้าเห็นก็แค่เห็น มันจะไปมา...ช่างหัวมัน  แล้วนกอะไรก็ไม่สน เพราะไม่ใส่ใจ 

เนี่ย เห็น พร้อมกับวางความอยากรู้อยากเห็น ว่ามันคืออะไร มาจากไหน มันเป็นนกดีนกร้าย หรือมันจะมาจิกกัดรึเปล่า ...ไม่สน  มันผ่านครรลองไปแล้ว...ไม่สน หรือมันจะบินกลับมา...ก็ไม่สน 

จึงมองหน้าตรงอย่างเดียว ต่อธรรมเฉพาะหน้า เบื้องหน้า ปัจจุบัน นี่คือปัจจุบัน ...เพราะนั้นมันต้องมีหลักที่ตานี่ต้องมองตรง จิตมันถึงจะหยุดอยู่ตรงนี้ ไม่หัน ไม่เห ไม่ส่าย ไม่ไหว ไม่เคลื่อน ...เนี่ย คือฐานของสัมมาสมาธิ

เพราะนั้นอะไรจะเป็นฐานของสัมมาสมาธิ บอกแล้วไม่มีอะไรเกินกายเกินศีล ... เพราะนั้นระหว่างที่มองหน้าตรงนี่ อะไรผ่านไปผ่านมา ก็ช่างหัวมัน เนี่ย เขาเรียกว่าดูกายเห็นจิต 

แต่ถ้าดูจิตน่ะมันจะไม่เห็นกายที่ตรงอยู่เบื้องหน้ามัน ...เพราะหมดเรื่องนี้มันก็หันไปนี่ หันไปนั่น หันไปเรื่อย จนมันลืมไปเลยว่ากายอยู่ไหน หรือว่าธรรมเฉพาะหน้าอยู่ไหน หรือว่าปัจจุบันธรรมคืออะไร

เพราะนั้นถ้าออกจากปัจจุบันธรรมน่ะ ออกจากความจริงหมดเลย  ออกจากปัจจุบันขันธ์ก็ออกจากปัจจุบันโลก ออกจากปัจจุบันรูป เสียง กลิ่น รส 

เพราะนั้นถ้าออกจากปัจจุบันก็ออกจากเหตุ มันก็เกินเหตุ นอกเหตุ ...มันจะไปแจ้งในเหตุได้อย่างไร มันจะละที่เหตุได้อย่างไร มันจะเข้าใจเหตุที่ปรากฏได้อย่างไร ...นั่นแหละคือปัญญา

นี่ไม่มีปัญญาเลย มัวแต่ดูนก ชมนกชมไม้อยู่นั่น  เดี๋ยวก็มีนกหงส์หยกบินมา คราวนี้กะจะจับเลยล่ะ สวยนี่  หรือนกนี้มีราคาดีนกแก้วมาคอว์ ราคาแพงดี  ถ้าอีแร้งมาไม่เอา ...นี่ มีแบ่งด้วย

พอดูไปดูมา จิตมันก็จะเปลี่ยนสภาพไป อยากได้อะไรจัดให้ ...เหมือนเฟอร์บี้น่ะ  อยากได้จิตดี เดี๋ยวจัดให้ ...เพราะมันดูไปเพื่อให้จิตเป็นอย่างนั้น เพื่อให้จิตไม่มีอะไร เดี๋ยวก็ไม่มีอะไร ...ก็ไปตายอยู่ตรงนั้นน่ะ

เหมือนไก่ในเล้า หมูในอวย ของกรงขัง ของขันธมาร ...สังขารมาร มันรู้ใจเจ้าของดีที่สุด เจ้าของติดอะไร เจ้าของรักอะไร เจ้าของชอบอะไร...เดี๋ยวจัดให้ 

พอได้แล้วก็ สำเร็จผล สมหวังดังคาด  แล้วก็ล้มไป ก็ทำใหม่ ให้ได้ถึงจุดนั้นอีก ...แล้วถ้าได้จุดนั้นเที่ยงถาวรเมื่อไหร่...เสร็จกูล่ะ 

ไม่รู้ใครเสร็จใคร ...ส่วนมากเราน่ะเสร็จมัน เขาเรียกว่าหลง นี่เขาเรียกว่าหลงธรรม หลงตำรา หลงสภาวะ หลงจิต หลงอาการในจิต หลงสภาวธรรมในจิตเรียกว่าธรรมารมณ์ 

เห็นจิตดูจิต แล้วก็ไปติดธรรมารมณ์ในจิต ...เพราะนั้นธรรมารมณ์สูงสุดที่เป็นที่หมาย ที่ครอง ที่ปอง ที่หวังคือ "ไม่มีอะไร" ...  เพราะมันเข้าใจว่านั่นคือนิพพาน 

ถึงจุดนั้นเมื่อไหร่ล่ะ...เสร็จ ตายหยังเขียด  นู่น ไปอรูปเสร็จเลย สำเร็จรูปเป็นอรูป  มันสำเร็จรูปไง กลายเป็นอรูป เพราะไม่มีรูป ...มันก็พอใจแล้ว มีความสุขแล้วว่าการปฏิบัติถึงที่แล้วอย่างนี้

พระอรหันต์พวกคิดว่าแบบนี้นี่ถึงเต็มบ้านเต็มเมือง โสดาก็เกลื่อนกล่นไปหมด ...ส่วนมากมันโสดากระป๋อง ใส่ตู้เย็นไว้ เอาไว้กินแนม แล้วเอาไว้โชว์ว่าข้าพเจ้ามีโสดาในตู้เย็น

แต่ของจริงน่ะ ...ท้ายสุด สุดท้าย เหลือแค่กายใจ เปล่าๆ  กายก็เปล่า ใจก็เปล่า เหลือแค่นั้น  พระอรหันต์ก็เหลือแค่นั้น ธรรมะธรรมแมะ ไม่เหลือ ไม่มีอ่ะ ...เหลือแต่กายกับใจ เหลือแต่ธรรมคู่สองธรรมที่ไม่ใช่ใครของใคร ทั้งสองอย่าง 

กายก็คือกาย...มหาภูตรูป ใจก็คือใจ...รู้และเห็น แล้วอะไรมาเกิดขึ้นผ่านอายตนะก็รู้และเห็น ... ใจก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสภาพจากรู้และเห็นไปเป็นอื่น 


โยม –  ก็คือไม่ต้องสนใจสภาวะที่เกิดทางจิตเลย ปล่อยไปเลย

พระอาจารย์ –  อือ ก็มันไร้สาระไง ...แต่ว่าจิตของพวกเรายังเห็นว่ามันมีสาระ หมายความว่ามันยังเห็นว่าเรื่องราวในจิตมันมีสาระ มันไม่ยอมปล่อย  เพราะไม่มีปัญญา เพราะปัญญามันยังไม่เข้าถึงที่สุด

เพราะนั้นอาจจะปล่อยได้บางเรื่อง แต่บางเรื่องไม่ยอมปล่อย  เช่น ไอ้คนนี้ทำอย่างนี้...เออ ผ่านได้  แต่ถ้าไอ้คนนั้นทำนี่ "มึงอย่านะ กูจะต้องไม่ยอม" ... อย่างเนี้ย คือมันยังแบ่งยังเลือกอยู่ มันยังเห็นเป็นสาระอยู่

แต่ถ้าพระอรหันต์ไม่มีอะไรเป็นสาระเลย  คือหมายความว่าเป็นความเที่ยงของใจ ที่คงสภาวะธาตุ เป็นธรรมธาตุ เป็นธาตุรู้จริงๆ ที่อะไรในสามโลกธาตุนี่ไม่เที่ยง แต่ใจน่ะเที่ยง เป็นธาตุรู้ที่เที่ยง จึงเรียกว่าเป็นอนันตกาล 

นั่นน่ะ เที่ยงในลักษณะมหาสุญญตา แล้วอะไรที่มากระทบใจผ่านใจนี่สูญหมด สูญสิ้นหมดตรงนั้นเลย ...จึงเรียกว่าเป็นอนันตมหาสุญญตา

แต่ของพวกเรานี่ อะไรมากระทบผ่านตาหูจมูก เข้าถึงใจเมื่อไหร่ เกาะปึ่กๆๆ ....ติด มีสาระหมด  จะปล่อยก็เสียดาย จะปล่อยก็กลัว  เห็นมั้ย มันไม่เสียดายก็กลัว 

เขาเรียกว่ามันมีโมหะคติ ภยาคติ ฉันทาคติ  มันก็เลยยึด...ไม่คติใดก็คติหนึ่งน่ะ  ถ้าปล่อยอย่างนึงก็ว่า "เอ๊ อย่างนั้นรึเปล่า" ... ลังเลแล้ว ลังเลในธรรม

แต่ถ้าพระอรหันต์นี่...เบ็ดเสร็จ ชำระออกเกลี้ยง  มันหมุน...ไม่ว่าอะไรจะหมุนผ่านมา ทางตา ทางหู ทางความคิด ทางอารมณ์ ทางสัญญาความจำ...เกลี้ยงหมด  ไม่ติด ไม่เกาะ ไม่แนบ 

เหมือนกับมันเป็นสภาพธรรมคนละส่วนกัน มันไม่กลืนกัน แล้วมันไม่สามารถจะมาเกาะติดได้ ...นั่นแหละ คือธรรมชาติของธาตุรู้จริงๆ ที่ถูกชำระแล้ว

เพราะนั้นไอ้ที่มันติด อะไรที่มันมาติดอยู่ที่ใจนี่  หมายความว่าใจดวงนั้นไม่ใช่ใจ แต่เป็นใจที่เคลือบด้วยอวิชชา ...เพราะตัวอวิชชานี่เหมือนมียาง มันเป็นยาง เหมือนกาว 

เหมือนกับมีก้อนแก้วก้อนนึงแล้วทากาวไว้อย่างนี้ ลมพัดอะไรมาเป็นสารลอยอะไรมานี่ มาถึงตรงนี้ ติดหมดแหละ  

จะบอกว่าติดแก้วรึเปล่า...ไม่ติดแก้วนะ ไม่ติดลูกแก้ว ... มันติดเพราะ มีกาว...นั่นน่ะคืออวิชชา

เพราะนั้นจิตของพวกเรานี่มันมีอย่างนี้อยู่  พออะไรผ่านหู ผ่านตา ผ่านจมูก ผ่านลิ้น ผ่านปาก ผ่านความคิด ผ่านความจำนี่ ...ติดหมด  

ที่ติดเองยังไม่พอนะ คืออย่างที่มันมาเองโดยธรรมชาตินี่คือติดด้วยความไม่รู้ตัว...ยังไม่พอ ยังมีที่วิ่งไปหามาติดอีก ...นี่ต่างหาก เขาเรียกว่าพอกพูน

เพราะนั้นมันจะหนาเตอะไหมนี่ ...แก้วก็เป็นแก้วอยู่ ใช่ป่าว  ไม่มีอะไรมาแผ้วพานแก้วเลยนะ แก้วก็ยังใสอยู่ข้างในนั้นแหละ ...นั่นแหละใจ 

นี่คือธาตุรู้ นี่คือธรรมชาติแท้จริงของใจ คือจะไม่ขึ้นไม่ลง ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ...แต่ว่ามันทำอะไรไม่ได้ เพราะมันถูกหุ้มไว้ ด้วยยาง เหมือนยาง

ยาง...อวิชชานี่เป็นยาง และเป็นยางที่ไม่มีเนื้อมีตัว ไม่เห็นหน้าเห็นตา เห็นตัวเห็นตนมันเลยน่ะ ...แต่มันอยู่ข้างในนั่นน่ะ มันขึ้นมาจากตรงไม่มีอะไรนั่นแหละ อารมณ์น่ะ และไอ้ตรงไม่มีอะไรนั่นแหละ มีทุกอย่างเลยน่ะ

แล้วจะละตรงไหนล่ะ ...นั่นแหละปัญหามันอยู่ตรงนี้  ถ้ามันเห็นมันก็ละได้น่ะสิ  แต่มันไม่เห็นไง ก็เพราะมันไม่เห็นไง ...มันมัวแต่หา มันจะไปเห็นอะไร 

แต่ถ้ามันหยุด แล้วก็ดู แล้วก็เห็น ...นั่นแหละ มันจะเห็นที่มาที่ไปของมัน เห็นว่ามันมาจากตรงไหน ...แล้วก็อยู่ตรงนั้นน่ะ ตรงที่รู้นั่นแหละ มันก็อยู่ด้วยกันนั่นแหละ 

รู้อยู่ตรงไหน อาสวะมันก็อยู่ตรงนั้นล่ะ  ใจอยู่ตรงไหน อาสวะก็อยู่ตรงนั้นน่ะ ...มันแนบแน่นกันแบบ เป็นสหาย เป็นซี้ เป็นเสี่ยวกัน เป็นญาติที่ไม่ได้ร่วมสายโลหิตกัน มันตีขลุมบังอาจ

เพราะนั้นน่ะ เมื่อใดที่รู้อยู่ ตรงนั้นน่ะ ...ถ้าอยากละอวิชชาก็ละตรงนั้นน่ะ ตรงที่รู้นั่นแหละ  ถ้าอยากเห็นอวิชชาอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่รู้นั่นแหละ  เดี๋ยวมันก็ออกมาจากตรงนั้น เดี๋ยวมันก็แสดงธาตุแท้ของมันออกมาเอง 

อยากเห็นธาตุแท้มั้ยล่ะ ...ยื่นหน้ามาใกล้ๆ สิ จะตบมันให้ ... เนี่ย เหมือนกัน เมื่อใดที่มันกระทบ มันก็จะแสดงธาตุแท้ของมันออกมา  

ถ้ามันยังมีสันดานอะไร มันก็จะแสดงธาตุแท้ออกมา ...จิตก็เคลื่อน เคลื่อนมาเป็นอาการของจิต ทะยานออกมาคือตัณหา จิตก็วิ่งไปหาอุปาทานภพ 

เนี่ย แสดงธาตุแท้ของมันออกมาแล้ว...ตรงที่รู้น่ะ ไม่อยู่ตรงไหนหรอก ...ถึงบอกว่ามหาเหตุ อยู่ที่เดียวกันน่ะ...รู้กับอวิชชา  เพราะนั้นน่ะ จะละอวิชชาก็อยู่ตรงรู้น่ะ 

แต่ถามว่าเจอรู้รึยังล่ะ แล้วอยู่ที่รู้รึยังล่ะ แล้วรู้มันอยู่รึเปล่าล่ะ ...ก็มันไม่มีสมาธิ มันจะมีรู้ยังไง มันจะตั้งได้ยังไง ดวงจิตผู้รู้มันจะอยู่ที่ไหนล่ะ 

มัวแต่หาไปหามา ดูไปดูมาอยู่นั่น จิตมันจะไปตั้งมั่นแล้วมีสถานที่ให้ชำระขัดเกลามั้ยล่ะ ...เพราะนั้นมันจะชำระขัดเกลาตรงไหน ก็ชำระขัดเกลาตรงสัมมาสมาธิที่ตั้งที่ใจน่ะ เพราะมันอยู่ด้วยกัน

ถ้ายังหาใจไม่เจอ อยู่ที่ใจไม่ได้...มันก็ไปอยู่ที่จิต  ถ้าอยู่ที่จิตก็อยู่ที่เปลือก เปลือกไข่ ไม่ใช่ไข่แดง ...ถ้าอยู่ที่ไข่แดงก็จะไม่มีไข่ขาว  

แต่ถ้าอยู่ที่จิตก็อยู่ที่เปลือกแล้วกัน เปลือกไข่ ยังเข้าไม่ถึงใจเลย ...เพราะจะเข้าถึงใจมันต้องรู้ต้องเห็น อยู่ที่รู้อยู่ที่เห็น ...เพราะนั้นถึงบอกว่า กายนี่ ศีลนี่ มันเป็นสะพานเชื่อมสู่ใจ  

นั่ง...รู้  นี่ชัดเลย นั่งอันนึง...รู้อันนึง  ชัดเลยนะ รู้อันนึง...นั่งอันนึง  ขณะนึงนี่มันแยกออกสองที่สองสภาพธรรม นั่งอันนึง...รู้อันนึง  ขยับอันนึง...รู้อันนึง  ไหวอันนึง...รู้อันนึง  นี่...มันจะชัด


(ต่อแทร็ก 10/12)



วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/10




พระอาจารย์

10/10 (560302A)

2 มีนาคม 56



พระอาจารย์ –  คนไม่เคยรู้จัก คนไม่เคยมาฟังนี่ ฟังแล้วฟังไม่รู้เรื่อง

โยม –  บางทีชวนมาแล้วบางคนเขาก็บอกเวลาที่พระอาจารย์สอนเข้าใจค่ะ  แต่บางคนเขาก็คงอยาก...แบบว่าจะเลือก 

พระอาจารย์ –  พวกชอบเปลือก ชอบกินเปลือก เขาว่าเอร็ดอร่อยก็เพราะว่ามีสาระ 

กว่าที่มันจะเข้าถึงศีลสมาธิปัญญานี่ มันต้องมีปัญญาสะสมมาพอสมควร ... แม้แต่พวกที่มาฟังๆ นี่พอเอาไปทำ มันก็ไม่ทำ ...เดี๋ยวก็เปลี่ยน เพราะมันไม่เชื่อ มันเข้าไม่ถึงจิต มันเข้าไม่ถึงศีล มันเข้าไม่ถึงใจ 

แม้แต่พวกติดนิสัยดูจิตดูอะไร ก็ยังไม่ยอมฟัง ไปอยู่กับอาการ ...การปฏิบัติมันจึงไม่เข้าถึงใจพอจะละเลิกเพิกถอนกิเลสได้ หรือเกิดความรู้แจ้งได้ ...เหมือนว่ามันก็คือเปลือก 

ถ้าไม่เข้าถึงรากฐาน...ศีลสมาธิปัญญา...มันไม่สามารถทำความแจ้งชัดในกองขันธ์ได้

ไม่มีพระอริยะองค์ไหนหรอก ที่ไม่พิจารณาขันธ์ก่อน ... "ก่อน" ด้วยนะ ไม่ใช่ทีหลัง  ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังกำหนดพิจารณาลมหายใจเข้าออกเป็นกรรมฐาน เป็นเบื้องต้น

ถ้าทำจริง เอาสิ่งเดียว ทำสิ่งเดียวนี่...ที่กาย เข้าใจหมดแหละ ไม่ว่าอะไร ไม่ว่ากิเลสเล็กกิเลสน้อยใหญ่ มันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เห็นหมด ความปรุงแต่งของจิตทุกดวง เท่าทันและละได้โดยทันทีเป็นปลิดทิ้งเลย 

ถ้ามันเหลือแต่กายใจล้วนๆ จริงๆ ... แม้แต่เสี้ยวนึง อณูนึง ปรมาณูนึงของนามธรรม ที่มันหมายขึ้นมา สังเคราะห์ขึ้นมา ในลักษณะของนามธรรม มันก็เท่าทันและละหมด ...เท่าทันแล้วละทันที

แต่ถ้ามันยังไม่ชัดเจนในองค์ศีลนี่เมื่อไหร่  มันจะมีอาการเคลือบแคลง ลังเล สงสัย ในเรื่องราวในจิต ในความคิด  

เพราะว่าสันดานที่มันคิดเล็กคิดน้อยยังมีตลอด ฟุ้งซ่าน คิด...มันคิดมันก็เกิดความลังเล ลังเลปึ๊บนี่ มันก็เหมือนกับเหยียบเรือสองแคม จิตมันก็ไม่รวมเป็นหนึ่งได้

ส่วนมากมันจะมุ่งไปทางออกนอก ส่งออก เป็นสมุทัยหมด ...ไปในเรื่องราวของจิต แม้จะเป็นการกระทำในภาคการปฏิบัติก็ตาม โดยที่ว่าเพื่อจะเอาสติไปตั้งระลึกรู้ 

มันเข้าใจว่าจิตตานุสสติปัฏฐานน่ะเป็นฐาน แล้วก็ไม่เท่าทัน...ไม่เท่าทันจิตสังขารหรือว่าจิตมาร หรือว่าขันธมาร ...จิตสังขารน่ะเป็นมารอันหนึ่ง สังขารมาร ซึ่งก่อให้เกิดขันธมาร กิเลสมาร

ถ้าไม่มีฐาน ถ้าไม่มีที่ตั้งหลัก...หลักของศีล หลักของกาย  มันจะเดินไปท่ามกลางความค้นคว้า  เลื่อนลอยไป ไปมาเหมือนเดินอยู่บนพยับแดด ซึ่งมันไม่มีตัวตน ...มันก็เหมือนกับฝัน 

พยับแดด ...อย่างในทะเลทรายในแดดร้อนๆ น่ะ เห็นเหมือนน้ำ แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงๆ ...มันก็ยิ่งเคลื่อนออกไป ยิ่งหาก็ยิ่งออก ยิ่งดูมันก็ยิ่งมา ยิ่งมาก็ยิ่งไป ...ไม่หยุดอยู่ได้

จริงๆ น่ะ ครูบาอาจารย์ท่านถนัดดูจิตก็จริง แต่เพิ่นก็ไม่ได้บอกให้ดูจิตอย่างเดียวนะ  ก็บอกให้ดูกายดูใจ ขันธ์ห้า  แต่พวกเรามันไปเข้าใจว่าจิตนั้นจะเร็วกว่า เพราะมันเป็นอะไรที่วูบวาบ กำหนดง่ายๆ ในมัน...เวลาที่มันมีเรื่องราว 

แต่พอมันไม่มีอะไรนี่ มันก็อยู่ในภาวะของโมหะ ความหลง เลื่อนลอยไป ซื่อบื้อ ซึม หาย เบลอ ...มันไม่ตื่น ไม่ลุกขึ้น ...จิตมันไม่ตื่น ใจไม่ตื่น ใจมันไม่ตั้ง สัมมาสมาธิมันไม่เกิด

จับอิริยาบถให้ได้ รู้ชัดในอิริยาบถ ในภาคกายคตาสตินี่ ได้ตั้งหลายบท  รูปแบบทั้งกายานุสติปัฏฐานและก็แบบกัมมัฏฐานด้วย ในกาย 

พิจารณาอสุภะ พิจารณาธาตุ พิจารณาปฏิกูล  พิจารณาอาการ 32 แล้วก็พิจารณาอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย พวกนี้เป็นหมวดกายหมด กายานุสติปัฏฐาน มันรวมไว้หมด ...คราวนี้ว่าจะเลือกตามอุบายตามถนัดอย่างไร

แต่ถ้าพิจารณากายคตาสติ ใช้สติเป็นตัวพิจารณากาย  มันก็จะเป็นปัญญาพร้อมมูลกันไป มันก็จะเป็นลักษณะของปัญญาวิมุติ คือไม่ใช้ความคิดมาพิจารณากาย แต่ใช้สติมาพิจารณากาย ด้วยการรู้และการเห็น 

ตรงนี้จะเป็นบ่อเกิดแห่งญาณทัสสนะ แล้วก็ถือเป็นการกำหราบจิตไปในตัว ความหมายมั่นในจิต หรือว่าความหมายมั่น ความเชื่อ ความที่จิตมันบอก มันว่า มันเล่า ต่างๆ นานา

ถ้าใช้จิตคิดค้นพิจารณาปุ๊บ มันก็ต้องเข้าใจว่า ถ้าไม่มีจิตไปพิจารณานี่ก็จะไม่เกิดปัญญา มันก็จะมาติดขั้นจินตามยปัญญา คือยังเป็นสังขารธรรม

ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสังขารน่ะ มันก็มีสิทธิ์ถูกหลอกได้หมด ...มันก็ไปติดธรรมในเรื่องของเก่า ไปติดสังขารธรรม ในอรรถ ในธรรม ในความหมายของธรรม คือยังเข้าไม่ถึงตัวทัสสนะอันวิสุทธิ์

แต่เมื่อใดที่มันพิจารณากายด้วยสติ เรียกว่ากายคตาสติ  จิตมันก็จะว่าง ว่างจากความปรุงแต่ง หยุด...เบื้องต้นจะหยุดจากการปรุงแต่ง  

พอเริ่มหยุดแล้ว โดยสัญญามันยังมีความปรุงขึ้นมา...มันก็เกิดภาวะรู้เท่าทัน แล้วก็ละความปรุงแต่งที่เกิดจากสัญญาอารมณ์ภายใน ...จิตมันก็จะเข้าสู่ความเป็นจิตวิเวก

เมื่อใดที่มันเข้าเป็นจิตวิเวกแล้วนี่  กายใจนี่มันจะแยกกันด้วยความเห็นชัด เป็นอิสระซึ่งกันและกัน  แยกกันในลักษณะที่เป็นแค่ของกองหนึ่งเท่านั้นเอง 

เมื่อเห็นเป็นแค่ของกองหนึ่ง เป็นแค่สิ่งหนึ่ง ไม่มีความหมายใดๆ ในนั้น  มันก็หมดความหมายในความหมายว่าเป็นกายด้วย ...มันไม่ได้หมดความหมายแค่ใจ มันหมดแม้กระทั่งความหมายว่าเป็นกาย 

เพราะมันหมดภาษา หมดบัญญัติ หมดสมมุติ  มันหลุด...หลุดจากบัญญัติ หลุดจากสมมุติไปเลย  พร้อมกับจิตมันก็ว่างจากความปรุงแต่ง ยังคงเหลือแต่การเคลื่อนไปมาของจิตที่ไร้ทิศทาง

แต่ว่ามันยังมีสันดานในการแสวงหาอยู่ อย่างรถวิ่งมาร้อยกิโลเมตรแล้วเหยียบเบรก ก็หยุด แต่มันก็ยังมีไถลออก แต่ว่ามันหยุด แม้ไม่ได้เดินเครื่องเหยียบคันเร่งแล้ว แต่ว่าแรงเฉื่อยของมันยังมี 

นั่น มันจะเหลือแต่อาการของจิตที่เป็นลักษณะเกิดดับๆๆ  เป็นจิตว่างๆ เป็นจิตเปล่าๆ เกิดดับๆ ... ตรงนั้นน่ะเป็นการทำลายอนุสัย...อนุสัยที่แท้จริง เป็นอนุสัยความเคยชินของจิตที่มันแสวงหา ทะยาน ด้วยความเคยชิน

แต่ว่ามันไม่สามารถเข้าไปเกาะเกี่ยวเป็นชิ้นเป็นอันกับรูปนามใดๆ แล้ว มันถูกทำลายบัญญัติความหมายไปตั้งแต่เรื่องของกายแล้ว ...รูปนามมันก็ดับ ดับจากความหมาย

เพราะนั้นรูปนามที่ปรากฏ อยู่ในความคิดก็ตาม ในความปรุงก็ตาม เป็นลักษณะของรูปนามว่างๆ เท่านั้นเอง ...ว่างจากตัวตน 

เหมือนกับเป็นของโปร่งแสงโปร่งใส ไม่ทึบไม่หนา ไม่หนักไม่แน่น ไม่เป็นสัตว์บุคคล ไม่เป็นเราไม่เป็นเขา ...ซึ่งเป็นความปรุงของจิต มันก็เลื่อนลอยไปมา ว่างไปว่างมาเหมือนอากาศธาตุ

พวกเราน่ะมันไม่เห็นจิตในสภาพที่เป็นเหมือนถุง ก็ว่ามันเป็นอะไร ...นักดูจิตน่ะมันจะเห็นจิต คือเห็นของในถุง แล้วก็หนีถุง 

ก็ไปดูของในถุง แล้วแต่ว่าถุงมันจะใส่อะไร เครื่องสำอาง ขนม เพชรนิลจินดา มันก็อยู่ในถุงนั่นน่ะ แล้วแต่มันจะเอาของอะไรใส่เข้าไป ...นั่นแหละคือรูปนามในจิต

แต่ถ้าหมดจากรูปนามในจิตแล้วนี่ ของในถุงไม่มี ... มันก็เป็นถุงเปล่า ไม่มีสัมภาระอะไรในนั้น 

ตราบใดที่ยังมีถุงไปคอยเก็บเกี่ยวของ ซื้อของตามห้างสรรพสินค้าร้านค้า  นี่คือหมายมั่นในรูปและนาม ทั้งวัตถุ ทั้งบุคคล ...มันก็เป็นเรื่องราวในจิต 

ถ้ายังไม่เข้าใจรูปนามนั้นตามความเป็นจริง ว่ารูปนามมันก็เนื่องด้วยกายนี้ ...เพราะมันไม่เข้าใจกายนี้

แต่เมื่อใดที่มันทำลายรูปกายได้ ... คือจริงๆ มันไม่ได้ทำลายรูปกาย แต่ว่าจิตมันรวมเป็นหนึ่งด้วยสัมมาสมาธิ มันไม่แบ่งแยกออกเป็นสัญญาอุปาทาน 

ซึ่งสัญญาอุปาทานนั่นแหละเป็นตัวให้ก่อรูปขึ้นมา แล้วก็มีความหมายในรูป ความจดจำได้ในรูปนั่นเอง

เพราะนั้น ตาเนื้อนี้...ที่เรามองกาย แล้วมันเห็นรูป มันจะจดจำรูป...เป็นบุคคล  แล้วมันจะเก็บไว้ในสัญญา เป็นรูปสัญญา 

เพราะนั้นในรูปสัญญานี้...มันเนื่องด้วยลูกตาที่เห็นรูปนี่ มันจึงไปสร้างรูปในจิตขึ้นมา รวมทั้งรูปของมันเองด้วย...คือขันธ์ห้า

เพราะนั้นตามันเห็นรูป แต่มันไม่ได้เห็นกาย ...มันเห็นรูป แล้วมันไปติดรูป  แล้วมันก็มาคิดมาจำอย่างนั้นว่าเป็นบุคคลตามรูปนั้นๆ 

แต่เมื่อใดที่มันเห็นกายกับรูปนี่คนละอันกัน ...แล้วก็เห็นกายตามความเป็นจริง ว่าลักษณะของกายน่ะมันไม่มีรูป มันไม่มีรูปร่าง มันไม่มีรูปลักษณ์ ...มันเป็นลักษณะความรู้สึก 

เป็นแค่ความรู้สึก การสัมผัสได้ภายใน ...ใจเข้าไปสัมผัส เข้าไปสัมผัสด้วยการหยั่งรู้ แล้วก็เป็นลักษณะอาการ เช่นอาการแข็ง อาการอ่อน อาการไหว อาการวูบวาบ ...เป็นลักษณะอาการ

เมื่อนั้นแหละ จิตมันก็จะรวม รวมเป็นหนึ่ง จดจ่อกับกายมากขึ้น  จนรูปนั้นดับ รูปกายดับ ...พอจิตมันรวมเป็นหนึ่ง รูปกายดับ  มันก็จะคงแต่กายนี่แหละ เกิดดับ 

มันก็จะเห็นกายเกิดดับๆๆๆ  ตั้งอยู่แล้วก็ดับๆๆๆ ไม่มีขอบเขต  เพราะมันไม่มีรูปห่อหุ้มไว้ กายมันเลยไม่มีขอบเขต ไม่มีที่ตั้ง ...มันก็ไม่เป็นลักษณะเหมือนกายที่มันเคยจดจำได้ในรูป

นั่นแหละมันจึงจะเข้าใจที่ว่าทำลายรูปหรือว่าล้างรูป ลบรูป ออกจากความหมายมั่นจริงจังในรูป ว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ รูปสวยรูปงาม

แล้วราคะ-ปฏิฆะนี่ มันเนื่องด้วยรูป ...เห็นแล้วชอบ เห็นแล้วไม่ชอบเพราะรูป  เพราะมันเชื่อว่ารูปนั้นเป็นคน สัตว์ ...เมื่อมันไม่มีรูป เพราะเห็นกายในลักษณะกายตามความเป็นจริง คือกายที่ไม่มีรูปห่อหุ้มไว้นี่  มันก็จะออกจากราคะปฏิฆะได้

ถ้าจะให้จิตมันไปหาความสุขด้วยการเสพกามกับแข็ง อ่อน นิ่ม อย่างนี้ ...มันไม่มีหรอก จิตไม่มีราคะ  ถ้ามันเห็นกายนี่เป็นแค่แข็งอ่อนนิ่มตามความเป็นจริง มันจะไม่เกิดราคะ-ปฏิฆะ 

ไม่ต้องไปพิจารณาอสุภะอะไรหรอก  เมื่อเห็นกายเป็นลักษณะธาตุเกิด-ดับ หรือว่าเป็นธาตุแข็ง-อ่อน  มันหาความสวย-ความไม่สวยไม่ได้ ...อย่าว่าแต่ไม่สวย ความสวยก็ยังหาไม่ได้ ไม่สวยก็ไม่มี ...มันเป็นแค่อาการวูบวาบๆ เท่านั้นเอง

ลักษณะอย่างนี้ จิตมันก็จะหยุดความปรุงแต่งค้นหารูป ...เวลาราคะเกิดขึ้นมาก หรือว่ามันมี...สมมุติว่าเลเวลมันแค่นี้  แล้วถ้าระดับเลเวลมันแรงขึ้น...เพราะอะไร 

เพราะจิตมันจะปรุงแต่งรูปอนาคตของความสุขที่จะได้จากรูปนั้น การเข้าไปสัมผัส เข้าไปแตะต้อง เข้าไปคลอเคลีย เข้าไป แล้วมันจะสร้างนิมิตๆๆ ในจิต ...ราคะมันจะเกิดขึ้นตามอนาคตของรูปที่มันปรุงขึ้นมา

เพราะนั้นว่าถ้าเราจับจุด...จับจุดพอมันเข้าใจกระบวนการการเกิด หรือปัจจยาการแห่งการเกิดกิเลสมันมาจากไหน ...มันจะเข้าใจว่าจะละที่ไหนดี 

แต่ตอนนี้พอมีราคะหรือมีปฏิฆะเกิดปุ๊บ ก็จะมาพิจารณาอสุภะ เข้ามาแก้ เข้ามาดับ ...เราบอกยังไงๆ มันก็แก้แบบเอาขี้เถ้าไปกลบถ่านไฟ ...มันคนละเรื่องกัน 

มันไม่ใช่การแก้  มันเป็นการระงับชั่วคราว ระงับไว้ชั่วคราวโดย...ภาษาสมัยนี้เขาก็เรียกว่า positive thinking น่ะ คือคิดในแง่ที่กลับกัน แล้วก็ดูเหมือนราคะนั้นหายไป


โยม –  แล้วถ้าเป็นกรณีที่ ราคะ...ที่เป็นนามธรรม

พระอาจารย์ –  เหมือนกันหมด ...ไม่ว่าจะเป็นราคะ พอใจในเสียง พอใจในรูป พอใจในรส พอใจในกลิ่น พอใจในความสุขในอนาคต อะไรพวกนี้เป็นราคะหมดน่ะ 

เข้าใจคำว่าความยินดีมั้ย ... เลี้ยงหมามั้ย ใครเลี้ยงหมานี่ แค่เอามือไปลูบหมานี่ มีความพอใจ ราคะเกิดแล้ว ...ความยินดีตรงไหนเกิด ตรงนั้นน่ะราคะเกิด

มองดูจานอาหาร...แล้วเห็นมั้ยล่ะ อันไหนชอบ อันไหนไม่ชอบ ...อันที่ชอบน่ะราคะ อันที่ไม่ชอบก็ปฏิฆะ 

นั่นน่ะราคะเกิด  มันก็เกิดทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้น จิตมันเข้าไปหมายมั่น ...แล้วเวลาราคะเกิด มันไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาสมมุติบัญญัติอะไร แค่มีความสุขความพอใจนี่ ราคะเกิดแล้ว

นั่งที่นุ่มๆ กับนั่งที่แข็ง นี่ราคะเกิดขึ้น เห็นมั้ย  แล้วเอาของนุ่มออกนี่...ไม่พอใจเลย ... มันติดนะ เห็นมั้ย พอยินดีปุ๊บ เอาเหตุออกนี่ เอาของนุ่มออกไป เกิดปฏิฆะเลย 

เพราะมันติดสุข ติดราคะในผัสสะ ... ถ้าดูจิตน่ะเอาให้ทัน มันต้องทันทุกขณะเลย  แล้วจะไหวไหมนี่ 

ถึงบอกว่า ถ้าไม่ถึงขั้นมหาสติ...ไม่มีทางเท่าทันทุกดวงจิตได้หรอก

เพราะนั้นลักษณะของสัมมาสมาธิที่เกิดขึ้นจากมหาสติมหาศีลนี่ มันเหมือนจักรผันเลย  จิตนี่มันจะแตกออกไป...แค่เป็นสะเก็ดไฟ  เคยเห็นกองไฟมั้ย แค่สะเก็ดไฟกระเด็นออก เห็นเลย ...แล้วก็ละตรงนั้นเลย 

เพราะนั้นสะเก็ดไฟนั่นจะไม่ลามเลย จะไม่ลุกไหม้กับเชื้อใดๆ ไม่ว่าเชื้อทางตาทางหูจมูก ทางรูปทางนาม ทางเสียงทางกลิ่นทางรส ทางความคิดทางอารมณ์ พวกนี้เชื้อเพลิง 

โลกนี่เป็นเชื้อเพลิง จิตนี่ที่กระเด็นออกไป คือสะเก็ดไฟ ...นั่นน่ะคือจิตแรก ที่ออกมาพร้อมกับอุปาทาน ...ถ้าไม่อยู่ในระดับมหาสติ ไม่มีทางเท่าทันหรอก...ไม่เท่าทันจิตดวงนั้นเลย 

เพราะนั้นไอ้นักดูจิตอย่างพวกเรานี่ มันดูตรงไหนรู้มั้ย ดูตรงที่มันไหม้แล้ว จนกว่ามันจะดับหมดเชื้อ ...พอดับ แล้วก็ว่าเออ ดีแล้ว  

นี่ เข้าใจมั้ย  มันแก้อะไรไม่ได้หรอก มันไม่ทัน...มันไม่ทันตั้งแต่จิตแรกที่เคลื่อนเลย ...เขาเรียกว่ายังเข้าไม่ถึงฐีติจิต...ฐีติธาตุ ฐีติจิต 

เพราะนั้นว่าคนที่จะเข้าถึงฐีติธาตุ ฐีติจิต คือพระอริยะระดับโสดาบัน  เพราะนั้นท่านจะแยกได้ออกระหว่างจิตแรก รูปแรกนามแรก ที่จิตมันจะไปเกิดด้วย แล้วดับ ...พระโสดาบันนี่เห็นตรงนี้บ่อย 

พอเห็นตรงนี้บ่อยๆๆ จนถึงจุดนึงแล้วนี่  เหมือนกับมันรวมกำลังของศีลสมาธิปัญญา มันตัดฉับ คือเชื่อเลย ไม่ออกจากนี้เลย ...ไอ้ที่เคยปฏิบัติ หรือจะปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมานี่ ไม่มีแล้ว หยุดหมดเลย 

นี่เรียกว่าเต็ม...เต็มฐานของภูมิปัญญาขั้นนั้น ... ความลังเลสงสัยในธรรม...จบ หมายถึงธรรมปฏิบัตินะ ไม่ใช่ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนะ แต่เป็นธรรมปฏิบัติ นี่ พระโสดาบันหายสงสัยหมดเลย 

เคยทำอะไรมา ใครแนะนำให้ทำอะไรต่อ ใครจะให้ทำยังไง ใครบอกว่าอันนี้ดีกว่า...ไม่สนเลย  มันลงถึงฐีติธาตุ ฐีติจิต ฐีติธรรมแล้วนี่ จบที่เดียวหมด  เหตุเกิดที่ไหน...จบที่นั้น

ไม่เหลาะแหละ ...จิตจะไม่เหลาะแหละแล้ว  ใครจะมาแนะนำให้ดูนั่นดูนี่ ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ไม่ทำแล้ว เลิก ไม่สงสัยด้วย ...จะโง่ไปอย่างนี้ จนวันตายจากโลกธาตุ จนตายจากจิต 

จนจิตตาย จนจิตหลุดกระเด็น แตกสะเก็ด...นั่นน่ะมหาเหตุ คือไฟกองนี้ คืออวิชชา มันจะมอดๆ ลงไปตามลำดับของมัน  เพราะตัวมันก็มีความลุกไหม้ในตัวของมัน 

แต่ว่าการลุกไหม้นี่มันไม่ได้ลุกไหม้ในกองของมันอย่างเดียวนะ มันมีสะเก็ดไฟ  พอมันมีสะเก็ดไฟปั๊บนี่ หมายความว่าอะไร ...คือมันก็ลุกลามไป มันก็เป็นไฟเร่าร้อนไปทั่ว

พอเป็นไฟเร่าร้อนไปทั่วแล้ว  ด้วยความไม่รู้นี่ ยังมีการเติมเชื้ออีกต่างหาก ...เห็นดีเห็นงามในการกระทำด้วยเจตนาต่างๆ ทั้งหมดน่ะ ทั้งในแง่แก้ไข ทั้งในแง่ละออก ทั้งในแง่จะทำอะไรให้มันดีขึ้น ให้มันเร็วขึ้น

นี่ เจตนาทั้งหลายทั้งปวงน่ะ เหมือนเอาเชื้ออะไรมาใส่กองไฟใหญ่ ให้มันไม่ดับมอดง่ายๆ ...ด้วยอำนาจของความอยากและความไม่อยากนั่นเอง 

เพราะนั้นตัวอวิชชามันก็เลยเหมือนกับเป็นชั่วนิจนิรันดร ตลอดเป็นอนันตกาล ...เพราะโง่

แต่เมื่อใดที่หยุด...หยุดยื่นมือยื่นแขนยื่นขาออกไป หยุดเข้าไปแก้ไข หยุดเข้าไปทำอะไร หยุดเข้าไปหา เข้าไปควาน ...ตรงนี้มันจะเหลือแค่ไฟกองนี้ กับสะเก็ดไฟที่มันแตกตัว 

แล้วมันจะหาทางไปลุกไหม้...เพื่อจะเร้าให้เกิดการกระทำของเรา แล้วให้เราเข้าไปทำอะไรขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อใดที่เราเข้าไปทำอะไรขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง...ก็เหมือนเติมเชื้อไฟให้ตัวมันนั่นเอง


(ต่อแทร็ก 10/11)