วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/10




พระอาจารย์

10/10 (560302A)

2 มีนาคม 56



พระอาจารย์ –  คนไม่เคยรู้จัก คนไม่เคยมาฟังนี่ ฟังแล้วฟังไม่รู้เรื่อง

โยม –  บางทีชวนมาแล้วบางคนเขาก็บอกเวลาที่พระอาจารย์สอนเข้าใจค่ะ  แต่บางคนเขาก็คงอยาก...แบบว่าจะเลือก 

พระอาจารย์ –  พวกชอบเปลือก ชอบกินเปลือก เขาว่าเอร็ดอร่อยก็เพราะว่ามีสาระ 

กว่าที่มันจะเข้าถึงศีลสมาธิปัญญานี่ มันต้องมีปัญญาสะสมมาพอสมควร ... แม้แต่พวกที่มาฟังๆ นี่พอเอาไปทำ มันก็ไม่ทำ ...เดี๋ยวก็เปลี่ยน เพราะมันไม่เชื่อ มันเข้าไม่ถึงจิต มันเข้าไม่ถึงศีล มันเข้าไม่ถึงใจ 

แม้แต่พวกติดนิสัยดูจิตดูอะไร ก็ยังไม่ยอมฟัง ไปอยู่กับอาการ ...การปฏิบัติมันจึงไม่เข้าถึงใจพอจะละเลิกเพิกถอนกิเลสได้ หรือเกิดความรู้แจ้งได้ ...เหมือนว่ามันก็คือเปลือก 

ถ้าไม่เข้าถึงรากฐาน...ศีลสมาธิปัญญา...มันไม่สามารถทำความแจ้งชัดในกองขันธ์ได้

ไม่มีพระอริยะองค์ไหนหรอก ที่ไม่พิจารณาขันธ์ก่อน ... "ก่อน" ด้วยนะ ไม่ใช่ทีหลัง  ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังกำหนดพิจารณาลมหายใจเข้าออกเป็นกรรมฐาน เป็นเบื้องต้น

ถ้าทำจริง เอาสิ่งเดียว ทำสิ่งเดียวนี่...ที่กาย เข้าใจหมดแหละ ไม่ว่าอะไร ไม่ว่ากิเลสเล็กกิเลสน้อยใหญ่ มันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เห็นหมด ความปรุงแต่งของจิตทุกดวง เท่าทันและละได้โดยทันทีเป็นปลิดทิ้งเลย 

ถ้ามันเหลือแต่กายใจล้วนๆ จริงๆ ... แม้แต่เสี้ยวนึง อณูนึง ปรมาณูนึงของนามธรรม ที่มันหมายขึ้นมา สังเคราะห์ขึ้นมา ในลักษณะของนามธรรม มันก็เท่าทันและละหมด ...เท่าทันแล้วละทันที

แต่ถ้ามันยังไม่ชัดเจนในองค์ศีลนี่เมื่อไหร่  มันจะมีอาการเคลือบแคลง ลังเล สงสัย ในเรื่องราวในจิต ในความคิด  

เพราะว่าสันดานที่มันคิดเล็กคิดน้อยยังมีตลอด ฟุ้งซ่าน คิด...มันคิดมันก็เกิดความลังเล ลังเลปึ๊บนี่ มันก็เหมือนกับเหยียบเรือสองแคม จิตมันก็ไม่รวมเป็นหนึ่งได้

ส่วนมากมันจะมุ่งไปทางออกนอก ส่งออก เป็นสมุทัยหมด ...ไปในเรื่องราวของจิต แม้จะเป็นการกระทำในภาคการปฏิบัติก็ตาม โดยที่ว่าเพื่อจะเอาสติไปตั้งระลึกรู้ 

มันเข้าใจว่าจิตตานุสสติปัฏฐานน่ะเป็นฐาน แล้วก็ไม่เท่าทัน...ไม่เท่าทันจิตสังขารหรือว่าจิตมาร หรือว่าขันธมาร ...จิตสังขารน่ะเป็นมารอันหนึ่ง สังขารมาร ซึ่งก่อให้เกิดขันธมาร กิเลสมาร

ถ้าไม่มีฐาน ถ้าไม่มีที่ตั้งหลัก...หลักของศีล หลักของกาย  มันจะเดินไปท่ามกลางความค้นคว้า  เลื่อนลอยไป ไปมาเหมือนเดินอยู่บนพยับแดด ซึ่งมันไม่มีตัวตน ...มันก็เหมือนกับฝัน 

พยับแดด ...อย่างในทะเลทรายในแดดร้อนๆ น่ะ เห็นเหมือนน้ำ แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงๆ ...มันก็ยิ่งเคลื่อนออกไป ยิ่งหาก็ยิ่งออก ยิ่งดูมันก็ยิ่งมา ยิ่งมาก็ยิ่งไป ...ไม่หยุดอยู่ได้

จริงๆ น่ะ ครูบาอาจารย์ท่านถนัดดูจิตก็จริง แต่เพิ่นก็ไม่ได้บอกให้ดูจิตอย่างเดียวนะ  ก็บอกให้ดูกายดูใจ ขันธ์ห้า  แต่พวกเรามันไปเข้าใจว่าจิตนั้นจะเร็วกว่า เพราะมันเป็นอะไรที่วูบวาบ กำหนดง่ายๆ ในมัน...เวลาที่มันมีเรื่องราว 

แต่พอมันไม่มีอะไรนี่ มันก็อยู่ในภาวะของโมหะ ความหลง เลื่อนลอยไป ซื่อบื้อ ซึม หาย เบลอ ...มันไม่ตื่น ไม่ลุกขึ้น ...จิตมันไม่ตื่น ใจไม่ตื่น ใจมันไม่ตั้ง สัมมาสมาธิมันไม่เกิด

จับอิริยาบถให้ได้ รู้ชัดในอิริยาบถ ในภาคกายคตาสตินี่ ได้ตั้งหลายบท  รูปแบบทั้งกายานุสติปัฏฐานและก็แบบกัมมัฏฐานด้วย ในกาย 

พิจารณาอสุภะ พิจารณาธาตุ พิจารณาปฏิกูล  พิจารณาอาการ 32 แล้วก็พิจารณาอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย พวกนี้เป็นหมวดกายหมด กายานุสติปัฏฐาน มันรวมไว้หมด ...คราวนี้ว่าจะเลือกตามอุบายตามถนัดอย่างไร

แต่ถ้าพิจารณากายคตาสติ ใช้สติเป็นตัวพิจารณากาย  มันก็จะเป็นปัญญาพร้อมมูลกันไป มันก็จะเป็นลักษณะของปัญญาวิมุติ คือไม่ใช้ความคิดมาพิจารณากาย แต่ใช้สติมาพิจารณากาย ด้วยการรู้และการเห็น 

ตรงนี้จะเป็นบ่อเกิดแห่งญาณทัสสนะ แล้วก็ถือเป็นการกำหราบจิตไปในตัว ความหมายมั่นในจิต หรือว่าความหมายมั่น ความเชื่อ ความที่จิตมันบอก มันว่า มันเล่า ต่างๆ นานา

ถ้าใช้จิตคิดค้นพิจารณาปุ๊บ มันก็ต้องเข้าใจว่า ถ้าไม่มีจิตไปพิจารณานี่ก็จะไม่เกิดปัญญา มันก็จะมาติดขั้นจินตามยปัญญา คือยังเป็นสังขารธรรม

ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสังขารน่ะ มันก็มีสิทธิ์ถูกหลอกได้หมด ...มันก็ไปติดธรรมในเรื่องของเก่า ไปติดสังขารธรรม ในอรรถ ในธรรม ในความหมายของธรรม คือยังเข้าไม่ถึงตัวทัสสนะอันวิสุทธิ์

แต่เมื่อใดที่มันพิจารณากายด้วยสติ เรียกว่ากายคตาสติ  จิตมันก็จะว่าง ว่างจากความปรุงแต่ง หยุด...เบื้องต้นจะหยุดจากการปรุงแต่ง  

พอเริ่มหยุดแล้ว โดยสัญญามันยังมีความปรุงขึ้นมา...มันก็เกิดภาวะรู้เท่าทัน แล้วก็ละความปรุงแต่งที่เกิดจากสัญญาอารมณ์ภายใน ...จิตมันก็จะเข้าสู่ความเป็นจิตวิเวก

เมื่อใดที่มันเข้าเป็นจิตวิเวกแล้วนี่  กายใจนี่มันจะแยกกันด้วยความเห็นชัด เป็นอิสระซึ่งกันและกัน  แยกกันในลักษณะที่เป็นแค่ของกองหนึ่งเท่านั้นเอง 

เมื่อเห็นเป็นแค่ของกองหนึ่ง เป็นแค่สิ่งหนึ่ง ไม่มีความหมายใดๆ ในนั้น  มันก็หมดความหมายในความหมายว่าเป็นกายด้วย ...มันไม่ได้หมดความหมายแค่ใจ มันหมดแม้กระทั่งความหมายว่าเป็นกาย 

เพราะมันหมดภาษา หมดบัญญัติ หมดสมมุติ  มันหลุด...หลุดจากบัญญัติ หลุดจากสมมุติไปเลย  พร้อมกับจิตมันก็ว่างจากความปรุงแต่ง ยังคงเหลือแต่การเคลื่อนไปมาของจิตที่ไร้ทิศทาง

แต่ว่ามันยังมีสันดานในการแสวงหาอยู่ อย่างรถวิ่งมาร้อยกิโลเมตรแล้วเหยียบเบรก ก็หยุด แต่มันก็ยังมีไถลออก แต่ว่ามันหยุด แม้ไม่ได้เดินเครื่องเหยียบคันเร่งแล้ว แต่ว่าแรงเฉื่อยของมันยังมี 

นั่น มันจะเหลือแต่อาการของจิตที่เป็นลักษณะเกิดดับๆๆ  เป็นจิตว่างๆ เป็นจิตเปล่าๆ เกิดดับๆ ... ตรงนั้นน่ะเป็นการทำลายอนุสัย...อนุสัยที่แท้จริง เป็นอนุสัยความเคยชินของจิตที่มันแสวงหา ทะยาน ด้วยความเคยชิน

แต่ว่ามันไม่สามารถเข้าไปเกาะเกี่ยวเป็นชิ้นเป็นอันกับรูปนามใดๆ แล้ว มันถูกทำลายบัญญัติความหมายไปตั้งแต่เรื่องของกายแล้ว ...รูปนามมันก็ดับ ดับจากความหมาย

เพราะนั้นรูปนามที่ปรากฏ อยู่ในความคิดก็ตาม ในความปรุงก็ตาม เป็นลักษณะของรูปนามว่างๆ เท่านั้นเอง ...ว่างจากตัวตน 

เหมือนกับเป็นของโปร่งแสงโปร่งใส ไม่ทึบไม่หนา ไม่หนักไม่แน่น ไม่เป็นสัตว์บุคคล ไม่เป็นเราไม่เป็นเขา ...ซึ่งเป็นความปรุงของจิต มันก็เลื่อนลอยไปมา ว่างไปว่างมาเหมือนอากาศธาตุ

พวกเราน่ะมันไม่เห็นจิตในสภาพที่เป็นเหมือนถุง ก็ว่ามันเป็นอะไร ...นักดูจิตน่ะมันจะเห็นจิต คือเห็นของในถุง แล้วก็หนีถุง 

ก็ไปดูของในถุง แล้วแต่ว่าถุงมันจะใส่อะไร เครื่องสำอาง ขนม เพชรนิลจินดา มันก็อยู่ในถุงนั่นน่ะ แล้วแต่มันจะเอาของอะไรใส่เข้าไป ...นั่นแหละคือรูปนามในจิต

แต่ถ้าหมดจากรูปนามในจิตแล้วนี่ ของในถุงไม่มี ... มันก็เป็นถุงเปล่า ไม่มีสัมภาระอะไรในนั้น 

ตราบใดที่ยังมีถุงไปคอยเก็บเกี่ยวของ ซื้อของตามห้างสรรพสินค้าร้านค้า  นี่คือหมายมั่นในรูปและนาม ทั้งวัตถุ ทั้งบุคคล ...มันก็เป็นเรื่องราวในจิต 

ถ้ายังไม่เข้าใจรูปนามนั้นตามความเป็นจริง ว่ารูปนามมันก็เนื่องด้วยกายนี้ ...เพราะมันไม่เข้าใจกายนี้

แต่เมื่อใดที่มันทำลายรูปกายได้ ... คือจริงๆ มันไม่ได้ทำลายรูปกาย แต่ว่าจิตมันรวมเป็นหนึ่งด้วยสัมมาสมาธิ มันไม่แบ่งแยกออกเป็นสัญญาอุปาทาน 

ซึ่งสัญญาอุปาทานนั่นแหละเป็นตัวให้ก่อรูปขึ้นมา แล้วก็มีความหมายในรูป ความจดจำได้ในรูปนั่นเอง

เพราะนั้น ตาเนื้อนี้...ที่เรามองกาย แล้วมันเห็นรูป มันจะจดจำรูป...เป็นบุคคล  แล้วมันจะเก็บไว้ในสัญญา เป็นรูปสัญญา 

เพราะนั้นในรูปสัญญานี้...มันเนื่องด้วยลูกตาที่เห็นรูปนี่ มันจึงไปสร้างรูปในจิตขึ้นมา รวมทั้งรูปของมันเองด้วย...คือขันธ์ห้า

เพราะนั้นตามันเห็นรูป แต่มันไม่ได้เห็นกาย ...มันเห็นรูป แล้วมันไปติดรูป  แล้วมันก็มาคิดมาจำอย่างนั้นว่าเป็นบุคคลตามรูปนั้นๆ 

แต่เมื่อใดที่มันเห็นกายกับรูปนี่คนละอันกัน ...แล้วก็เห็นกายตามความเป็นจริง ว่าลักษณะของกายน่ะมันไม่มีรูป มันไม่มีรูปร่าง มันไม่มีรูปลักษณ์ ...มันเป็นลักษณะความรู้สึก 

เป็นแค่ความรู้สึก การสัมผัสได้ภายใน ...ใจเข้าไปสัมผัส เข้าไปสัมผัสด้วยการหยั่งรู้ แล้วก็เป็นลักษณะอาการ เช่นอาการแข็ง อาการอ่อน อาการไหว อาการวูบวาบ ...เป็นลักษณะอาการ

เมื่อนั้นแหละ จิตมันก็จะรวม รวมเป็นหนึ่ง จดจ่อกับกายมากขึ้น  จนรูปนั้นดับ รูปกายดับ ...พอจิตมันรวมเป็นหนึ่ง รูปกายดับ  มันก็จะคงแต่กายนี่แหละ เกิดดับ 

มันก็จะเห็นกายเกิดดับๆๆๆ  ตั้งอยู่แล้วก็ดับๆๆๆ ไม่มีขอบเขต  เพราะมันไม่มีรูปห่อหุ้มไว้ กายมันเลยไม่มีขอบเขต ไม่มีที่ตั้ง ...มันก็ไม่เป็นลักษณะเหมือนกายที่มันเคยจดจำได้ในรูป

นั่นแหละมันจึงจะเข้าใจที่ว่าทำลายรูปหรือว่าล้างรูป ลบรูป ออกจากความหมายมั่นจริงจังในรูป ว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ รูปสวยรูปงาม

แล้วราคะ-ปฏิฆะนี่ มันเนื่องด้วยรูป ...เห็นแล้วชอบ เห็นแล้วไม่ชอบเพราะรูป  เพราะมันเชื่อว่ารูปนั้นเป็นคน สัตว์ ...เมื่อมันไม่มีรูป เพราะเห็นกายในลักษณะกายตามความเป็นจริง คือกายที่ไม่มีรูปห่อหุ้มไว้นี่  มันก็จะออกจากราคะปฏิฆะได้

ถ้าจะให้จิตมันไปหาความสุขด้วยการเสพกามกับแข็ง อ่อน นิ่ม อย่างนี้ ...มันไม่มีหรอก จิตไม่มีราคะ  ถ้ามันเห็นกายนี่เป็นแค่แข็งอ่อนนิ่มตามความเป็นจริง มันจะไม่เกิดราคะ-ปฏิฆะ 

ไม่ต้องไปพิจารณาอสุภะอะไรหรอก  เมื่อเห็นกายเป็นลักษณะธาตุเกิด-ดับ หรือว่าเป็นธาตุแข็ง-อ่อน  มันหาความสวย-ความไม่สวยไม่ได้ ...อย่าว่าแต่ไม่สวย ความสวยก็ยังหาไม่ได้ ไม่สวยก็ไม่มี ...มันเป็นแค่อาการวูบวาบๆ เท่านั้นเอง

ลักษณะอย่างนี้ จิตมันก็จะหยุดความปรุงแต่งค้นหารูป ...เวลาราคะเกิดขึ้นมาก หรือว่ามันมี...สมมุติว่าเลเวลมันแค่นี้  แล้วถ้าระดับเลเวลมันแรงขึ้น...เพราะอะไร 

เพราะจิตมันจะปรุงแต่งรูปอนาคตของความสุขที่จะได้จากรูปนั้น การเข้าไปสัมผัส เข้าไปแตะต้อง เข้าไปคลอเคลีย เข้าไป แล้วมันจะสร้างนิมิตๆๆ ในจิต ...ราคะมันจะเกิดขึ้นตามอนาคตของรูปที่มันปรุงขึ้นมา

เพราะนั้นว่าถ้าเราจับจุด...จับจุดพอมันเข้าใจกระบวนการการเกิด หรือปัจจยาการแห่งการเกิดกิเลสมันมาจากไหน ...มันจะเข้าใจว่าจะละที่ไหนดี 

แต่ตอนนี้พอมีราคะหรือมีปฏิฆะเกิดปุ๊บ ก็จะมาพิจารณาอสุภะ เข้ามาแก้ เข้ามาดับ ...เราบอกยังไงๆ มันก็แก้แบบเอาขี้เถ้าไปกลบถ่านไฟ ...มันคนละเรื่องกัน 

มันไม่ใช่การแก้  มันเป็นการระงับชั่วคราว ระงับไว้ชั่วคราวโดย...ภาษาสมัยนี้เขาก็เรียกว่า positive thinking น่ะ คือคิดในแง่ที่กลับกัน แล้วก็ดูเหมือนราคะนั้นหายไป


โยม –  แล้วถ้าเป็นกรณีที่ ราคะ...ที่เป็นนามธรรม

พระอาจารย์ –  เหมือนกันหมด ...ไม่ว่าจะเป็นราคะ พอใจในเสียง พอใจในรูป พอใจในรส พอใจในกลิ่น พอใจในความสุขในอนาคต อะไรพวกนี้เป็นราคะหมดน่ะ 

เข้าใจคำว่าความยินดีมั้ย ... เลี้ยงหมามั้ย ใครเลี้ยงหมานี่ แค่เอามือไปลูบหมานี่ มีความพอใจ ราคะเกิดแล้ว ...ความยินดีตรงไหนเกิด ตรงนั้นน่ะราคะเกิด

มองดูจานอาหาร...แล้วเห็นมั้ยล่ะ อันไหนชอบ อันไหนไม่ชอบ ...อันที่ชอบน่ะราคะ อันที่ไม่ชอบก็ปฏิฆะ 

นั่นน่ะราคะเกิด  มันก็เกิดทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้น จิตมันเข้าไปหมายมั่น ...แล้วเวลาราคะเกิด มันไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาสมมุติบัญญัติอะไร แค่มีความสุขความพอใจนี่ ราคะเกิดแล้ว

นั่งที่นุ่มๆ กับนั่งที่แข็ง นี่ราคะเกิดขึ้น เห็นมั้ย  แล้วเอาของนุ่มออกนี่...ไม่พอใจเลย ... มันติดนะ เห็นมั้ย พอยินดีปุ๊บ เอาเหตุออกนี่ เอาของนุ่มออกไป เกิดปฏิฆะเลย 

เพราะมันติดสุข ติดราคะในผัสสะ ... ถ้าดูจิตน่ะเอาให้ทัน มันต้องทันทุกขณะเลย  แล้วจะไหวไหมนี่ 

ถึงบอกว่า ถ้าไม่ถึงขั้นมหาสติ...ไม่มีทางเท่าทันทุกดวงจิตได้หรอก

เพราะนั้นลักษณะของสัมมาสมาธิที่เกิดขึ้นจากมหาสติมหาศีลนี่ มันเหมือนจักรผันเลย  จิตนี่มันจะแตกออกไป...แค่เป็นสะเก็ดไฟ  เคยเห็นกองไฟมั้ย แค่สะเก็ดไฟกระเด็นออก เห็นเลย ...แล้วก็ละตรงนั้นเลย 

เพราะนั้นสะเก็ดไฟนั่นจะไม่ลามเลย จะไม่ลุกไหม้กับเชื้อใดๆ ไม่ว่าเชื้อทางตาทางหูจมูก ทางรูปทางนาม ทางเสียงทางกลิ่นทางรส ทางความคิดทางอารมณ์ พวกนี้เชื้อเพลิง 

โลกนี่เป็นเชื้อเพลิง จิตนี่ที่กระเด็นออกไป คือสะเก็ดไฟ ...นั่นน่ะคือจิตแรก ที่ออกมาพร้อมกับอุปาทาน ...ถ้าไม่อยู่ในระดับมหาสติ ไม่มีทางเท่าทันหรอก...ไม่เท่าทันจิตดวงนั้นเลย 

เพราะนั้นไอ้นักดูจิตอย่างพวกเรานี่ มันดูตรงไหนรู้มั้ย ดูตรงที่มันไหม้แล้ว จนกว่ามันจะดับหมดเชื้อ ...พอดับ แล้วก็ว่าเออ ดีแล้ว  

นี่ เข้าใจมั้ย  มันแก้อะไรไม่ได้หรอก มันไม่ทัน...มันไม่ทันตั้งแต่จิตแรกที่เคลื่อนเลย ...เขาเรียกว่ายังเข้าไม่ถึงฐีติจิต...ฐีติธาตุ ฐีติจิต 

เพราะนั้นว่าคนที่จะเข้าถึงฐีติธาตุ ฐีติจิต คือพระอริยะระดับโสดาบัน  เพราะนั้นท่านจะแยกได้ออกระหว่างจิตแรก รูปแรกนามแรก ที่จิตมันจะไปเกิดด้วย แล้วดับ ...พระโสดาบันนี่เห็นตรงนี้บ่อย 

พอเห็นตรงนี้บ่อยๆๆ จนถึงจุดนึงแล้วนี่  เหมือนกับมันรวมกำลังของศีลสมาธิปัญญา มันตัดฉับ คือเชื่อเลย ไม่ออกจากนี้เลย ...ไอ้ที่เคยปฏิบัติ หรือจะปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมานี่ ไม่มีแล้ว หยุดหมดเลย 

นี่เรียกว่าเต็ม...เต็มฐานของภูมิปัญญาขั้นนั้น ... ความลังเลสงสัยในธรรม...จบ หมายถึงธรรมปฏิบัตินะ ไม่ใช่ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนะ แต่เป็นธรรมปฏิบัติ นี่ พระโสดาบันหายสงสัยหมดเลย 

เคยทำอะไรมา ใครแนะนำให้ทำอะไรต่อ ใครจะให้ทำยังไง ใครบอกว่าอันนี้ดีกว่า...ไม่สนเลย  มันลงถึงฐีติธาตุ ฐีติจิต ฐีติธรรมแล้วนี่ จบที่เดียวหมด  เหตุเกิดที่ไหน...จบที่นั้น

ไม่เหลาะแหละ ...จิตจะไม่เหลาะแหละแล้ว  ใครจะมาแนะนำให้ดูนั่นดูนี่ ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ไม่ทำแล้ว เลิก ไม่สงสัยด้วย ...จะโง่ไปอย่างนี้ จนวันตายจากโลกธาตุ จนตายจากจิต 

จนจิตตาย จนจิตหลุดกระเด็น แตกสะเก็ด...นั่นน่ะมหาเหตุ คือไฟกองนี้ คืออวิชชา มันจะมอดๆ ลงไปตามลำดับของมัน  เพราะตัวมันก็มีความลุกไหม้ในตัวของมัน 

แต่ว่าการลุกไหม้นี่มันไม่ได้ลุกไหม้ในกองของมันอย่างเดียวนะ มันมีสะเก็ดไฟ  พอมันมีสะเก็ดไฟปั๊บนี่ หมายความว่าอะไร ...คือมันก็ลุกลามไป มันก็เป็นไฟเร่าร้อนไปทั่ว

พอเป็นไฟเร่าร้อนไปทั่วแล้ว  ด้วยความไม่รู้นี่ ยังมีการเติมเชื้ออีกต่างหาก ...เห็นดีเห็นงามในการกระทำด้วยเจตนาต่างๆ ทั้งหมดน่ะ ทั้งในแง่แก้ไข ทั้งในแง่ละออก ทั้งในแง่จะทำอะไรให้มันดีขึ้น ให้มันเร็วขึ้น

นี่ เจตนาทั้งหลายทั้งปวงน่ะ เหมือนเอาเชื้ออะไรมาใส่กองไฟใหญ่ ให้มันไม่ดับมอดง่ายๆ ...ด้วยอำนาจของความอยากและความไม่อยากนั่นเอง 

เพราะนั้นตัวอวิชชามันก็เลยเหมือนกับเป็นชั่วนิจนิรันดร ตลอดเป็นอนันตกาล ...เพราะโง่

แต่เมื่อใดที่หยุด...หยุดยื่นมือยื่นแขนยื่นขาออกไป หยุดเข้าไปแก้ไข หยุดเข้าไปทำอะไร หยุดเข้าไปหา เข้าไปควาน ...ตรงนี้มันจะเหลือแค่ไฟกองนี้ กับสะเก็ดไฟที่มันแตกตัว 

แล้วมันจะหาทางไปลุกไหม้...เพื่อจะเร้าให้เกิดการกระทำของเรา แล้วให้เราเข้าไปทำอะไรขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อใดที่เราเข้าไปทำอะไรขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง...ก็เหมือนเติมเชื้อไฟให้ตัวมันนั่นเอง


(ต่อแทร็ก 10/11)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น