วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 10/5 (แทร็กต่อเนื่อง 10/4)




พระอาจารย์

10/5 (560221C)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

21 กุมภาพันธ์ 2556


พระอาจารย์ –

อยู่ตัวคนเดียว...สบาย สบายหลงกับสบายรู้...มีอยู่สองอย่าง หลงก็สบาย รู้ก็สบาย ลืมตัวก็สบายดี รู้ตัวก็สบายอีกแบบนึง คนละสบายกัน ... แต่ส่วนมากมันจะหลง ไม่ค่อยรู้ตัว เพราะมันเคยชิน 

ต้องเคี่ยวกรำ...ด้วยความเพียรนี่ จึงจะเอากันอยู่ ...ต้องภาวนาถึงจะเอาอยู่ 

จิตไม่อยู่หรอกถ้าไม่ภาวนา มันไปเรื่อยน่ะ ...ไม่มีเรื่องให้ไป มันก็ลอยหาย ไม่มีเรื่องให้คิด มันก็ลอยหาย จิต...สันดาน ... ถ้าไม่เอาความเพียร สติกำกับจนทุกลมหายใจเข้าออก อย่างที่ท่านว่าเอาไว้นี่ เอาจิตไม่อยู่หรอก เอาจิตให้อยู่ในกรอบไม่ได้

ถ้าจิตมันไม่อยู่ในกรอบกายนี่ มันจะไม่แจ้งกาย ...ถ้ามันไม่อยู่ในกรอบกาย มันไปอยู่นอกกรอบ หมายความว่าถ้ามันออกนอกกรอบ มันก็จะไปเรื่อย ...ไปในที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไปในที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไปในที่ที่ว่า เลื่อนๆ ลอยๆ ปรุงแต่ง เป็นเหตุการณ์นั้น บุคคลนั้น

แม้แต่เรื่องของธรรม ก็ยังเป็นธรรมแบบเลื่อนๆ ลอยๆ เป็นอรรถ เป็นภาษา เป็นสมมุติธรรม เป็นสังขารธรรมบทนั้นประโยคนี้ ...ถึงจะพิจารณาขนาดไหน ก็ยังเลื่อนๆ ลอยๆ หลายหลาก ...มันหลายสิ่ง มันเลยไม่สามารถทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง

แต่เมื่อใด สติกำกับ รักษาจิต รักษาให้จิตมันอยู่ในกรอบ คือหมายความว่าให้อยู่ในกรอบกาย หรือว่าอยู่ในปกติกาย หรือว่าอยู่ในกรอบของปัจจุบันกาย หมายความว่ามันมีกายอันเดียวเป็นที่รู้

เมื่อจิตมันถูกกำกับควบคุมด้วยสติ ให้มารู้จำเพาะกาย...คือสิ่งเดียว จากที่มันเคยรู้หลายสิ่ง ชอบรู้หลายอย่าง ชอบรู้ไปเรื่อย ไปทั่ว แตกแขนงเหมือนเห็ดขึ้นกลางป่า ไม่รู้ตรงไหนเป็นตรงไหน  นั่น มันจะไปแจ้งอะไร

แต่เมื่อถูกจำเพาะให้แจ้ง สติมันกำกับให้อยู่กับกายเดียว กายปัจจุบัน นั่นแหละ เพราะรู้ในสิ่งเดียวนั่นแหละ มันจึงแจ้ง มันจึงพอดีแจ้งได้ เพราะมันมีแค่สิ่งเดียวที่มันต้องรู้ หรือว่าถูกบังคับให้รู้ด้วยสติ มันก็เลยชัดเจนในความเป็นกายตามความเป็นจริง

มันก็ค่อยๆ เห็นขึ้นตามลำดับของกายตามความเป็นจริง เพราะมันก็ซ้ำซากวนเวียนๆ ในสิ่งเดียวอันเดียว สิ่งเดียวอันเดียวที่มันจะต้องรู้ จะต้องเห็น ก็เรียกว่าสติ ด้วยความพากความเพียรกำกับไว้ กับอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน กับการปรากฏขึ้นของเวทนาในกาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ปวด เมื่อย ตึง แน่น

ปัญญามันก็เกิดตรงนี้ เกิดตรงที่รู้เห็นสิ่งเดียวนี่ ด้วยอำนาจของสมาธิ ที่ว่ารู้ในสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง เรียกว่าจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง ... เมื่อจิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง จิตดวงนั้นน่ะที่ท่านเรียกว่าดวงจิตผู้รู้อยู่ ที่เกิดด้วยอำนาจของสติ และกำกับด้วยศีล ระลึกรู้อยู่กับศีลคือกายปัจจุบัน กายปกติ

จิตมันก็รวมเป็นหนึ่ง มันก็ทำหน้าที่แค่รู้และเห็น ปราศจากความคิดความจำ ปราศจากอดีต ปราศจากอนาคต ปราศจากความเห็น ปราศจากภาษาบัญญัติสมมุติ มันก็คงสภาพดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น

เมื่อมันคงสภาพจิตหนึ่ง จิตเป็นสัมมาสมาธิ คงแค่รู้และเห็น เพราะนั้นสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามันนี่ ในที่นี้คือกาย คือศีล เพราะมันตั้งมั่นอยู่กับกายอยู่กับศีล เป็นที่ตั้งที่รู้

อาการที่มันเห็นเบื้องหน้าของมันนี่ ก็เรียกว่ามันก็เห็นโดยการปราศจากความเห็น ปราศจากสมมุติ ปราศจากภาษา ปราศจากตำรา ปราศจากคำกล่าวอ้างใดๆ มันก็จะเห็นสภาพกายคือสภาพหนึ่งตามความเป็นจริง ที่ปราศจากบัญญัติสมมุติ ปราศจากอดีตอนาคต ปราศจากความเป็นสัตว์บุคคลเราเขา

มันก็จะเห็นในลักษณะที่สามารถจะเทียบเคียงได้เป็นแค่ธาตุ เป็นแค่เวทนา คือเป็นแค่...สักแต่ว่าก้อนธาตุ สักแต่ว่าเป็นก้อนเวทนา ไม่มีความเป็นก้อนสัตว์ ไม่มีความเป็นก้อนเรา ไม่มีความเป็นก้อนเขา ไม่มีความเป็นก้อนบุคคล ไม่มีความเป็นก้อนชื่อก้อนเสียงใดๆ แต่เป็นก้อนธาตุ

เพราะมันเป็นอะไรที่ปรากฏโดยที่ไม่มีชีวิตจิตใจ เย็นคือเย็น ร้อนคือร้อน อ่อนคืออ่อน ตึงคือตึง แน่นคือแน่น ไหวคือไหว มันเป็นแค่นี้จริงๆ 

ดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นนั่นน่ะจึงเป็นฐานให้เกิดปัญญาญาณ ญาณทัสสนะ คือเห็น รู้และเห็น สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามันตามสภาพที่แท้จริง ไม่ใช่ตามสภาพคิดและจำ แต่เป็นตามสภาพแท้จริงของธาตุและขันธ์ที่ปรากฏ

ตรงนี้ มันจึงจะเกิดความรู้แจ้ง สภาพที่แท้จริงของกาย ก็จะเห็นว่าสภาพที่แท้จริงของกาย ไม่ใช่สภาพของเรา ไม่ใช่สภาพชื่อนั้นชื่อนี้ ไม่ใช่สภาพเป็นชาย เป็นหญิง เป็นคน เป็นสัตว์ แต่เป็นแค่สิ่งหนึ่ง อาการหนึ่ง ลักษณะหนึ่ง ปรากฏการณ์หนึ่ง เป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่งเท่านั้น 

ดวงจิตผู้รู้จะเห็นกายนี่เป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่ง หรือเป็นแค่ธรรมชาติหนึ่ง ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล

ไม่มีความเป็นบุคคลหมายความว่า ไม่มีความเป็นเราของเรา นั่นแหละ สักกายทิฏฐิ ตั้งไม่ได้ ความเป็นเรา ของเรา ไม่เห็น...ในก้อนนี้ ...ไม่เห็นความเป็นเราของเราในความแข็ง ไม่เห็นความเป็นเราของเราในความไหว ไม่เห็นความเป็นเราของเราในความหนัก จิตมันเชื่อ ดวงจิตผู้รู้ก็เชื่อ...ตามความเป็นจริง มากกว่าเชื่อตามที่ไม่จริงที่เกิดจากความคิดความปรุงของจิตผู้ไม่รู้

ตรงนี้ เรียกว่าถอดถอนความเห็นผิดในกาย เรียกว่าถอดถอนมิจฉาทิฏฐิในกาย คือสักกายทิฏฐินั่นเอง คือความเห็นผิดในกาย เมื่อถอดถอนสักกายทิฏฐิ เห็นกายตามความเป็นจริง หมายความว่าสักกายทิฏฐิก็จะค่อยๆ เบาบางจางคลายลงไป ทีละเล็กทีละน้อย

เมื่อเบาบางจางคลายจากสักกายทิฏฐิ หรือว่ากายเราตัวเราของเราแล้ว สิ่งที่เนื่องด้วยกาย ที่เป็นอารมณ์เนื่องด้วยกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นราคะ ปฏิฆะ หงุดหงิด สุขทุกข์ อดีตอนาคต เรื่องราวสัตว์บุคคลนั้นสัตว์บุคคลนี้ มันก็จะจางคลาย ค่อยๆ จางคลายพร้อมกับสักกายทิฏฐิที่จางคลายลงไปนั่นเอง

ความอึดอัด ความคับข้อง ความวิตกกังวล ความกลัว ความไม่แน่นอน ความลังเลสงสัย ในอดีตในอนาคตที่จะมาถึง ในขันธ์ที่จะเป็นข้างหน้าข้างหลัง ในกายที่จะเป็นอดีตอนาคต จะค่อยๆ หมดความหมาย หมดการทะเยอทะยานไปหมายไปมั่น ไปจับไปจอง ไปมีไปเป็นในอดีตอนาคตของขันธ์นั้นๆ เรียกว่าอุปาทานขันธ์ก็หมด จางลงไปพร้อมกัน

เหลือแต่กายปัจจุบัน เหลือแต่กายตามความเป็นจริงที่ไม่ใช่สัตว์บุคคล เป็นแค่อาการที่แปรปรวนไปมาตามเหตุปัจจัย ควบคุมไม่ได้ ไม่มีใครจับจองได้ แล้วแต่ ...ลมพัดทีเย็นทีๆ นี่ ใครจะห้ามได้ ใครจะครอบครองได้ ใครจะบอกให้มันอยู่ได้ ใครจะบอกไม่ให้มันเกิดได้ล่ะ...ไม่มี 

ทุกอย่างมันล้วนแล้วแต่อาศัยเหตุและปัจจัยอันควรเท่านั้น จึงมาประกอบเหตุแห่งกายให้ปรากฏขึ้นเช่นนี้ อย่างนี้ เป็น ณ ทุกปัจจุบันๆ ไป ... เนี่ย คือกายตามความเป็นจริง

มันเป็นเราตรงไหนในการที่ลมพัดเย็นแล้วรู้สึกว่าเย็นนี่ มันเป็นของเราตรงไหน มันเป็นดีเป็นร้าย มีเจตนาดีเจตนาร้าย เจตนาถูกเจตนาผิดอย่างไร...ไม่มี ทุกอย่างล้วนประกอบด้วยเหตุและปัจจัย แล้วหมดไปดับไปเพราะหมดเหตุและปัจจัยนั้นๆ

เพราะนั้นกายก็จึงเป็นของอะไรลอยๆ ที่เกิดๆ ดับๆ...เกิดๆ ดับๆ แปรปรวนไปมา เปลี่ยนแปลงไปมา หาความแน่นอนไม่ได้ แล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัย ไม่ใช่ด้วยความอยาก ไม่ใช่ด้วยความไม่อยากเลย ...เป็นธรรมชาติ

ก็คืนสู่ธรรมชาติ จิตมันก็สลัดขันธ์ สลัด “เรา” ออกจากขันธ์ มันก็คืนสู่ธรรมชาติของขันธ์ที่แท้จริง ว่าเป็นแค่...อะไรอย่างหนึ่ง...ที่เกิดๆ ดับๆ ตามเหตุและปัจจัย ไม่ใช่ตามเหตุแห่งกิเลส ไม่ใช่ตามเหตุแห่งความอยากหรือความไม่อยาก ...นี่ ปัญญา

มันก็จะอยู่กับขันธ์ได้โดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ทุรนทุราย ไม่อนาทร ไม่ห่วงหา ไม่หวงแหน ไม่จับจอง ไม่ครอบครอง ไม่เป็นเจ้าของ ไม่เสียดาย ไม่อาลัย ไม่อาวรณ์ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจกับอาการของขันธ์ ...ก็จะเห็นว่าขันธ์ก็คือขันธ์ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ของใคร เป็นแค่ธรรมชาติหนึ่ง

ใจคือใจ ดวงจิตผู้รู้คือดวงจิตผู้รู้ ก็มีหน้าที่แค่รู้และเห็น ...ไม่มีคิด ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีปรุง ไม่มีแต่ง ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ก็กลายเป็นว่า...ขันธ์ก็เป็นธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏตามเหตุปัจจัย กับธรรมชาติหนึ่งที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปมา

นั่น กลายเป็นว่า ขันธ์นี่เป็นเรื่องของสองสิ่งเท่านั้นเอง คือธรรมชาติที่รู้กับธรรมชาติที่ถูกรู้ และในสองธรรมชาตินี้ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล ในสองธรรมชาตินี้ไม่มีความเป็นเราเป็นเขา ในธรรมชาติสองธรรมชาตินี้ ไม่มีใครครอบครองได้

นี่ เรียกว่าปัญญาญาณ ...อยู่กับขันธ์ด้วยความเข้าใจสภาพที่แท้จริงของสองสิ่ง คือกาย คือใจ นั่นเอง 

ภาวนาทั้งหมดนี่ เพื่อให้เห็นกายใจตามความเป็นจริง ...ไม่ได้เห็นอะไรเลย ไม่ได้มีความประหลาดมหัศจรรย์พิสดาร หรือว่าดีหรือว่าชั่วหรือว่าถูกว่าผิดอะไร แต่เพื่อให้เห็นกายตามความเป็นจริงและเห็นใจตามความเป็นจริง

เมื่อเห็นสองสิ่งนี้ตามความเป็นจริงแล้ว จะเห็นเลยว่า นอกจากนี้ไป...ไม่จริง ล้วนออกมาจากความไม่รู้ คือจิตน้อมนำสร้างสรรค์ปรุงแต่งต่อเติมเสริมต่อ นั่นแหละ ล้วนแต่เป็นมายา ล้วนแต่ไม่ใช่ของจริง

ก็เหลือแต่กายใจของจริงที่ไม่สามารถคงสภาพได้ถาวร เกิดๆ ดับๆ แม้แต่ในปัจจุบันที่ปรากฏอยู่จริงก็ตาม เป็นของชั่วคราว ... ขันธ์ห้า จึงกลายเป็นของชั่วคราวหมดเลย จะไปครอบครองไม่ได้ จะไปหมาย ไปแต่ง ไปปั้น ไปดีไปร้าย ไปเอา ไปบังคับ ไปจัดการไม่ได้เลย ... มันก็รามือ วางมือ ปล่อยมือ

ก็กลับมาอยู่ในสภาพที่ ต่างคนต่างเป็นอิสระซึ่งกันและกัน ขันธ์ก็ดำเนินไป ดวงใจผู้รู้ผู้เห็นก็ดำเนินไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ไปตามธรรม ตามสภาพ ตามธรรมชาติของลักษณะธาตุลักษณะธรรมนั้นๆ

จึงเรียกว่า ใจกับขันธ์นั้นหลุดพ้นหลุดขาดจากกัน ก็เรียกว่าใจดวงนั้นก็อยู่กับขันธ์ในสภาพที่ว่าวิมุติ หลุดพ้นจากขันธ์ และก็หลุดไปเรื่อยๆ ห่างออกจากกันเรื่อยๆ จนเรียกว่าหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง เป็นสมุจเฉท 

หมดสิ้นเยื่อใยในขันธ์ หมดเยื่อหมดใย หมดอาลัย หมดอาวรณ์ในขันธ์และโลก ...  ขาด  ไม่สามารถที่จะต่อเติม หรือว่าดึง เหนี่ยว รั้ง ด้วยอำนาจใดอำนาจหนึ่ง ให้กลับมาคืนสู่ขันธ์ได้อีก หรือว่าเอาขันธ์มาเป็นเราได้อีกต่อไป

นั่นเรียกว่า สิ้นสุดแห่งการเกิด ที่จะมาจับจองครอบครองขันธ์ใหม่ขึ้นมาเมื่อขันธ์นี้หมดสภาพหมดวาระ คือถึงกาลอวสานคือแตกดับ ... จึงไม่มีคำว่าทุรนทุราย กระวนกระวาย เพราะมันขาดกันตั้งแต่ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญา หรือว่าไตรสิกขาหรือว่ามรรคมีองค์แปดแล้ว

มันเข้าใจ มันก็เป็นอิสระซึ่งกันและกัน ขันธ์ก็ไปตามสภาพที่แตกดับ คือกายคืนสู่สภาพเดิมคือดินน้ำไฟลม อากาศ ความว่าง ใจก็คืนสู่สภาพเดิมคือรู้และเห็นที่ไม่มีประมาณ ที่ไม่มีที่ตั้ง ที่ไม่มีสัณฐาน ที่ไม่มีรูปลักษณ์ ที่ไม่มีสีสัน ที่ไม่มีลักษณะ ...เป็นธรรมชาติ 

คืนสู่ธรรมชาติเดิมที่เรียกว่าสู่ความบริสุทธิ์ดั้งเดิม เป็นบริสุทธิ์พุทโธเดิม คือความเป็นอมตธาตุ อมตธรรม เป็นอมตธาตุ อมตธรรมที่เหนือธรรมชาติของไตรลักษณ์ คือเหนือธรรมชาติของการเกิดและการดับ

ดวงจิตผู้รู้สุดท้ายก็คืนสู่สภาพเดิม เป็นใจอันบริสุทธิ์ เป็นวิสุทธิจิต วิสุทธิใจ เป็นบริสุทธิจิต เป็นวิมุตติจิต จนถึงที่สุดสุดท้ายก็เรียกว่าเป็นวิมุตติจิต คือไม่หวนคืนกลับมาอยู่ใต้อำนาจของขันธ์ หรือมากลืนกินขันธ์อีกต่อไป หรือมากลืนกินโลกเป็นขันธ์อีกต่อไป

มันก็ขาดออกจากสามโลกธาตุเลย ... อย่าว่าแต่กามโลก รูปโลก หรืออรูปโลกเลย...ไม่มี ก็คืนสู่ธรรมชาติเดิมที่ไม่มีหวนคืน ต่อให้กิเลสน้อย กิเลสใหญ่ กิเลสละเอียด กิเลสประณีตก็ไม่สามารถมาดึงมารั้งให้กลับมากลืนกินเป็นตัวเป็นตนได้อีกต่อไป จึงเรียกว่า ไม่หวนคืน เรียกว่านิโรโธ เรียกว่านิโรธคือความดับโดยสิ้นเชิง

จิตน่ะดับโดยสิ้นเชิง ดับสิ้นจากความปรุงแต่ง ไม่สามารถจะสร้างสรรค์ความปรุงแต่งใดๆ มาหลอกล่อให้เกิดความเข้าไปมีเข้าไปเป็นได้อีก ในขันธ์...ทั้งขันธ์ละเอียด ขันธ์ประณีต ขันธ์สุดประณีต จนถึงไม่มีขันธ์ ไม่มีทางที่จะมาหลอกได้อีกต่อไป เรียกว่า วิมุตติจิต หลุดพ้น

ก็เนื่องด้วยแค่...รู้กับปัจจุบันกาย...เท่านั้นเอง เรียกว่ารู้อยู่ในองค์ศีล เป็นผู้รักษาศีล เป็นผู้อยู่กับศีลเป็นสรณะ แล้วทุกอย่างศีลนั่นแหละจะเป็นผู้ชักนำให้เกิดสมาธิและปัญญาขึ้นมาเองเลย

การที่จะรักษาศีลก็ไม่ได้รักษาศีลด้วยความอยากหรือความไม่อยาก แต่รักษาศีลด้วยสติ รักษาศีลคือรักษากายปกติกายนั่นแหละ จะรักษาปกติกาย รักษาอิริยาบถ รักษาการรู้อยู่...ตรงอยู่กับอิริยาบถนั่นแหละ คือการรักษาศีล

เพราะนั้นตัวที่จะรู้อิริยาบถให้ตรงกัน...ระหว่างรู้กับอิริยาบถทางกาย ก็คือสตินั่นเอง เพราะนั้นสติที่รู้และพอดีกันกับอาการที่ปรากฏจริงในปัจจุบัน จึงเรียกว่า สัมมาสติ เป็นสติที่ระลึกรู้กับสิ่งที่ปรากฏจริง ณ ปัจจุบันนั่นเอง โดยถือปัจจุบันที่ปรากฏคือศีล

ท่านให้กายเป็นหลัก เป็นศีล ... อย่าออกนอกศีล อย่าออกนอกกาย อย่าล่วงละเมิดกายปัจจุบัน อย่าก้าวข้ามกายหรือลืมกาย นั่นแหละจึงเรียกว่ารักษาศีล แล้วศีลก็จะเป็นศีลวิสุทธิขึ้น 

เมื่อศีลยิ่งวิสุทธิขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นเท่าไหร่ กายก็จะยิ่งวิสุทธิขึ้นเท่านั้น คือกายตามสภาพที่แท้จริงก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นเท่านั้น ในความเป็นสิ่งหนึ่ง อาการหนึ่ง ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลนั่นเอง

จิตก็จะยิ่งรวมตั้งมั่น ดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นก็จะชัดเจนอยู่ภายใน สว่างกายสว่างรู้อยู่อย่างนี้ จนหากายไม่เจอ เจอแต่ธรรม กายเป็นธรรมหนึ่ง กายเป็นแค่สิ่งหนึ่งธรรมหนึ่ง ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีชื่อ ไม่มีเป็นแขน เป็นผม เป็นหน้า เป็นตา เป็นเล็บ เป็นหนัง เป็นขน เป็นสวย เป็นงาม ไม่มีชื่อ เป็นแค่ธรรมหนึ่งที่ปรากฏเท่านั้น

นี่ มันสว่างกาย จนเห็นกายเป็นธรรม สว่างใจ คือสว่างรู้ด้วยปัญญาญาณ ตื่นรู้ตื่นเห็น เท่านั้นเอง ...ปัญญาก็เกิดอยู่ที่นี้เอง ไม่ได้เกิดที่ไหนเลย ไม่ได้เกิดเพราะการกระทำใดเลย ไม่ได้เกิดเพราะการค้นคิดค้นหา ควานหาควานค้นเลย

อยู่ที่ว่า รู้พอดีกันกับปัจจุบันกายกับปัจจุบันจิตเท่านั้นเอง จึงเรียกว่าเกิดเป็นปัจจุบันธรรมขึ้น กายก็กลายเป็นปัจจุบันธรรม จิตก็กลายเป็นปัจจุบันรู้ ไม่มีความปรุง ไม่มีความแต่งขึ้นมาเติมเสริมต่อ

เอ้า เท่านี้แหละ พอ ... ภาวนาไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรอก เป็นเรื่องที่อยู่กับตัวนี่เอง

เอ้า ญาติโยมนี่ก็พอแล้ว ฟังมาสองรอบแล้ว ไป ... ฟังมากเดี๋ยวมันจะ...จำมาก ทำน้อย ถ้าฟังน้อยน่ะ มันจะทำมาก แล้วก็จำน้อย ...มันจะรู้จริงมากกว่ารู้จำ


..........................


จบชุดแทร็ก 
(10/3 - 10/5)

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 10/4 (แทร็กต่อเนื่อง 10/3)



พระอาจารย์

10/4 (560221B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

21 กุมภาพันธ์ 2556


โยม –  หลวงพ่อ จริงๆ ก็คือว่าถ้าสมมุติว่าเราเห็นว่ามันแค่เย็นร้อนอ่อนแข็ง มันก็เห็นอยู่บ้าง แต่ทีนี้คือมันจะมีว่า...มันไม่ยอมรับน่ะค่ะ เราก็แค่พยายามชี้หรือว่าสอนให้ตัวเองรู้ว่าจริงๆ มันก็แค่นี้ หรือว่าอะไรอย่างนี้ใช่ไหมคะ เพราะว่าอย่างที่ว่าจิตมันชอบไปสร้างอะไร   


พระอาจารย์ – คือบอกแล้วว่าจิตมันดื้อ...มันโง่แล้วก็ดื้อ แล้วมันมีความถือตัวของมัน ถือความเห็นของมัน มันไม่ยอมหรอก ...มันไม่ยอมเชื่อหรอก 

เพราะว่าสันดานของจิตนี่ไม่ชอบอยู่ปัจจุบัน สันดานของจิตไม่ชอบดูกายเห็นกายตามจริง มันชอบเห็นกายอุปาทาน คือกายอดีตกายอนาคต มันว่าอันนั้นน่ะจริงกว่า ...คือ ยังงั้ยยังไงมันก็ต้องเป็นอย่างนี้

แต่คราวนี้ว่าอาศัยความศรัทธา ความเพียร เชื่อศีล เชื่อสติ ว่าเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสท่านบอก แม้จิตมันจะยังไม่ยอมเชื่อ แต่ให้มีจิตนึงที่เชื่อไว้ก่อน มีศรัทธาก่อน ...สร้างศรัทธาก่อน แล้วก็อาศัยความเพียรน่ะ เป็นโซ่ เป็นไม้เรียว กำกับไว้ อบรมมัน ว่ามันจะไม่เชื่อว่ากายมีแค่นี้จริงๆ ...ก็ดูมันไป ด้วยความกล้ำกลืนฝืนทน ไปเรื่อยๆ

แล้วจนกว่าว่าความพากเพียรนี้ ที่สติอยู่กับกาย อยู่กับปัจจุบันกาย อยู่กับปัจจุบันศีลนี่ไปได้ บ่มไปสักระยะนึง มันก็จะเกิดผลให้ปรากฏเช่น บางครั้งอาจจะเห็นว่า...เกิดจิตขณะนั้น เกิดเชื่อจริงๆ  ว่า ...เฮ้ย มันเป็นแค่นี้จริงๆ 

ตรงเนี้ยมันจะเป็นพลังขับดัน โดยที่ว่าไม่ต้องไปบังคับให้ต้องมารู้ตัวบ่อยๆ หรือว่าดูกายปัจจุบันบ่อยๆ ด้วยการบังคับหรือว่าเจตนา ...มันก็จะเริ่มยินยอมพร้อมใจที่จะอยู่กับตัวได้มากขึ้น 

แต่ว่ามันจะเกิดมาเป็นระลอก...ผลน่ะ มันไม่ได้เกิดต่อเนื่องยาวนานหรอก ...แค่แว้บหนึ่ง แค่ช่วงขณะเสี้ยวนึงก็ตาม แต่นั่นน่ะคือผลของมรรค ผลของศีล ผลของสติ ผลของปัญญา แต่มันยังน้อย ...เดี๋ยวก็คืนเดิมอีก เนี่ย กิเลสยังคืนเดิมอยู่ดีน่ะ  เพราะมันเยอะ  มันหนาแน่น มันก็พลิกคืนมาอีก 

เพราะนั้นว่าศีลสมาธิปัญญาที่มันได้ที่ ได้สมดุลพอดีแล้วนี่ มันก็พอดี เหมือนกับในบ่อน้ำนี่ มันมีจอกมีแหน แล้วเราโยนหินลงไป มันก็แหวก...กำลังของหินมันทำให้จอกแหนผักตบชวาอะไรนี่ มันแหวกออก ...พอมันแหวกออก มันก็จะเห็นว่าบ่อน้ำนี้ไม่ได้มีแต่จอกแหนผักตบชวาซึ่งมันคลุมอยู่ มันมีน้ำใสอยู่ภายใน ... เหมือนกับกายที่แท้จริงคือน้ำใส 

แล้วไอ้กายที่เราอยู่กับมัน หรือกายที่จิตมันเชื่อนี่ มันเป็นกายสมมุติ เป็นกายบัญญัติ มันเป็นกายตามภาษา กายตามคนในโลกเขาว่ากัน...แล้วเราก็เชื่อ ... ตรงนี้จึงเหมือนกับจอกแหนที่มันปกคลุม ซึ่งน้ำใสที่จริงมันมีอยู่แล้ว กายตามความเป็นจริงมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าเราไม่เห็น เพราะว่าไม่มีศีลสมาธิปัญญาพอ

แต่เมื่อเห็นบ่อยๆ แยกบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ  ตรงนี้...นี่ล่ะกำลัง มันก็จะแยกออกได้เป็นระยะนานขึ้นๆ ด้วยกำลังของศีลสมาธิปัญญา ...มันก็จะเห็นกายอันบริสุทธิ์ กายที่แท้จริง กายล้วนๆ กายแท้ๆ 

ไม่ใช่กายสมมุติแล้ว ไม่ใช่กายบัญญัติ ไม่ใช่กายที่เป็นที่ตั้งของกิเลสแล้ว ไม่ใช่กายที่เป็นสุขเป็นทุกข์แล้ว ...เป็นกายที่เป็นกลางๆ บริสุทธิ์ ไม่ขึ้นไม่ลงกับอะไร ไม่มีเจตนาให้ใครดีใครร้ายใครถูกใครผิด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นกลาง เป็นธรรมชาติ เป็นกายตามความเป็นจริง ตามเหตุอันควร

จอกแหนมันก็จะเริ่มถูกคัดลอกออกไปเอง เมื่อมันเห็นว่า เมื่อใดเวลาใดที่อยู่กับกายตรงนี้ อยู่กับน้ำใสนี่ ตรงนี้ ไม่มีทุกข์ แล้วก็ไม่มีสุข ...สุขทุกข์เข้าไม่ถึง

คราวนี้มันก็รักษาแล้ว รักษาไม่ให้จอกแหนเข้ามาโอบล้อมปิดบัง ...นี่คือการชำระความเห็นผิดในกายด้วย แล้วมันก็จะรู้เลยว่าจอกแหนนี่มาจากไหน มันก็จะเห็นอีกว่าสมุทัยคืออะไร ...มาจากไหน 

ก็มาจากจิตผู้ไม่รู้นั่นเอง ที่มันปรุง เป็นสัญญา เป็นอารมณ์ เป็นสมมุติ เป็นภาษา เป็นบัญญัติ เป็นความเห็น เป็นความคิดพวกนี้ มันจะรู้เลย...นี่คือสมุทัย

จะรู้เลยว่าถ้าอยากจะรักษากายอันบริสุทธิ์ ศีลอันบริสุทธิ์ ให้มันต่อเนื่องยาวนาน ต้องละสมุทัย ที่เนื่องด้วยจิตผู้ไม่รู้ ผู้มีแต่ความคิด ผู้มีแต่ความเห็น ผู้มีแต่ความจดจำได้ตามภาษาตามบัญญัติ ...พวกนี้ต้องระวังเท่าทัน 

มันก็อยู่ได้นานขึ้น กายบริสุทธิ์ ศีลบริสุทธิ์ มีกำลังเหนือขึ้นเรื่อยๆ ... มันก็เกิดความสงบร่มเย็นด้วยองค์ศีล ด้วยองค์สมาธิ ด้วยองค์ปัญญา มันก็เข้าสู่ความสันติๆ เป็นกลาง ...นั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดคำว่า วิมุติและหลุดพ้น

อาศัยสันติและเป็นกลาง ด้วยความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจ ก็เหลือแต่บริสุทธิ์กายกับบริสุทธิ์ใจ ... บริสุทธิ์กายคืออะไร...เย็นร้อนอ่อนแข็ง บริสุทธิ์ใจคืออะไร...รู้และเห็น นั่นแหละ มีแค่นั้น สองอย่าง บริสุทธิ์กายคู่กับบริสุทธิ์ใจ นั่นแหละคือที่ว่าเหลือแค่กายใจเปล่าๆ ที่เราพูดในภาษาที่พอให้เข้าใจกัน

แต่จริงๆ น่ะคือความหมายของวิสุทธิกายกับวิสุทธิจิตนั่นเอง ตัวนี้แหละที่มันจะเข้าไปละสมุทัย ที่เนื่องด้วยจิตเป็นผู้ชักนำให้เกิดความคิดความเห็น หรือว่าชักนำให้เกิดอุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่ไม่มีจริง มันจะปั้นแต่งขันธ์ขึ้นมายังไงก็ได้ ให้ดูเหมือนจริง ให้ดูเป็นจริง ให้ดูมีจริง พวกนี้

มันก็จะละพวกนี้ ...พอละมันก็จะเหลือแต่กายอันบริสุทธิ์กับจิตอันบริสุทธิ์ พอถึงตอนนี้ มีเท่าไหร่ออกมาเถอะ คัดลอกออก คัดกรองออก มันมาจากไหนล่ะ ความไม่รู้ภายในน่ะ มันก็จะขึ้นมาชักนำแนะนำให้อย่างนั้นอย่างนี้ 

กายก็จะละเอียดขึ้นๆ ตามที่มันจะคิดปรุงน่ะ จากหยาบก็เป็นละเอียด จากละเอียดก็เป็นประณีต คือหยาบมันทันหมดแล้ว เอาละเอียดขึ้นมา ละเอียดทันอีกแล้ว เอาประณีตขึ้นมา ก็ทันอีกน่ะ คัดลอกออกหมด คัดกรอง กลั่นกรอง อาสวะ ความไม่รู้ของจิตที่มันจะปรุงแต่งขันธ์ล่วงหน้า ขันธ์ลับหลัง ขันธ์อันประณีต ขันธ์อันละเอียด...มันจะละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ในการปรุงแต่ง

แต่ว่าอยู่ด้วยรากฐานศีลสมาธิปัญญา ก็แข็งแกร่งเท่ากัน พอดีกัน จนเหนือกว่ากัน ... พอเหนือกว่ากันหมายความว่า ไม่ได้กินอ่ะ กายใจก็เหลือแค่กายใจ อยู่แค่นี้ จนวันตายก็เหลืออยู่แค่นี้ ...แต่ว่าข้างในนี่ว่างหมด อวิชชาหมด หมดฤทธิ์หมดเดช แผลงฤทธิ์ไม่ได้ ปรุงแต่งอะไรก็ทันหมด ไม่เชื่อ ไม่หลงตาม ไม่เข้าไปจริงจังตาม 

อยู่กับขันธ์ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นขันธ์ ไม่เรียกด้วยว่าเป็นกาย ไม่เรียกด้วยว่าเป็นจิต ไม่ว่าอะไร เป็นแค่สิ่งหนึ่งคู่กับสิ่งหนึ่ง เป็นธรรมชาติหนึ่งกับธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง รู้กับธรรมชาติหนึ่งที่ถูกรู้  มองเห็นเป็นแค่ธรรมชาติ เห็นขันธ์เป็นแค่เรื่องของธรรมชาติ เห็นใจเป็นธรรมชาติรู้ เป็นธาตุรู้...มันอยู่กับธาตุในโลกที่มันถูกเหตุและปัจจัยกำกับให้มันต้องมาอยู่คู่กัน

เนื่องด้วยอะไร ...ก็เนื่องด้วยความโง่เขลาในอดีต มันก็ผูกพันให้เกิดการรวมตัวกันขึ้นของขันธ์ แล้วก็ดวงจิตผู้รู้ต้องมาทนทุกข์อยู่กับก้อนนี้กองนี้ ตามวาระอายุขัย มันก็ยอมรับสภาพ...ขันธ์เป็นแค่นี้จริงๆ

หมดแล้ว จิตก็หมดความปรุงแต่ง ไอ้ที่มันยังไม่หมดความปรุงแต่ง เพราะปรุงแต่งอะไรก็ถูกหลอกหมด คราวนี้มันหลอกขนาดไหน มันขุดมาหมดแล้ว หลอกไม่ได้แล้ว มันหมดแล้ว เขาเรียกว่ามันหมดมุขแล้ว มันก็หมดสิ้นซึ่งความปรุงแต่งแล้ว เรียกได้ว่าหมดสิ้น

ไอ้คำว่าหมดสิ้นความปรุงแต่งหมายความว่า...ดับโดยสิ้นเชิง จิตน่ะมันดับโดยสิ้นเชิง คือปรุงอะไรมามันไม่มีความหมายแล้ว เกิดเท่าไหร่ก็ดับเท่านั้นๆ ไม่สามารถจะน้อมนำให้เกิดความเข้าไปมีเข้าไปเป็นได้อีกต่อไป เข้าไปเป็นเวทนา มีตัวมีตน มีเรามีเขาในความคิด เป็นเรื่องเป็นราว

ก็เรียกว่าหมดสิ้นซึ่งความปรุงแต่ง เพราะอะไร เพราะมันปรุงมาหมดทุกแง่ทุกกระบวน ทุกเงื่อนทุกงำ ละเอียด หยาบ ประณีต สุดละเอียด สุดประณีต ปัญญามันรู้รอบรู้ทันหมด ก็อยู่ที่เก่าที่เดิม กายใจๆ ...อะไรก็เข้าไม่ถึง เข้ามาทำลายสภาพกายใจอันบริสุทธิ์นี้ไม่ได้ 

ถึงเรียกว่าเป็นภาวะที่เหนือโลก มันเหนือโลก มันเหมือนกับบัวพ้นน้ำ มันเหมือนกับน้ำกับน้ำมัน มันเข้ามาเกลือกกลั้วหรือทำให้สภาพนี้เสื่อมไม่ได้ สลายไม่ได้ เขาเรียกว่าเป็นบริสุทธิธาตุ บริสุทธิขันธ์ อยู่คู่กัน อะไรก็ทำลายไม่ได้ ...รอแต่ว่าเวลาตัวของมันจะทำลายตัวของมันเอง

พอทำลายตัวของมันปุ๊บ คืนสู่ภาวะที่เรียกว่าสุญญตา โดยสมบูรณ์ มหาสุญญตา หมดโดยสิ้นเชิงจริงๆ คราวนี้ดับขันธ์เลย ... ไม่เรียกว่าละขันธ์นะ ท่านเรียกว่าดับขันธ์ คือจะไม่มีขันธ์นี้อีกต่อไป จึงเรียกว่าดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน

แต่พวกคนตายนี่เรียกว่าละขันธ์ เพราะจริงๆ มันไม่ตายหรอก ไอ้ที่ว่าคนนั้นตายคนนี้ตาย จริงๆ มันไม่ตายหรอก มันเปลี่ยน มันเปลี่ยนเครื่องห่อหุ้มมัน จิตมันไม่ตาย จิตคือจิตเก่า  "เรา" ตัวเก่านั่นแหละ แต่มันเปลี่ยนทรงใหม่

เอ้าถามว่าทรงมันตายมั้ย ทรงก็ไม่ตาย ดินน้ำไฟลมไม่มีตาย มันก็หมดสภาพดินคือดิน น้ำคือน้ำ ไฟคือไฟ ลมคือลม อากาศคืออากาศ ความว่างคือความว่าง แล้วมันอยู่ไหน อยู่ในนี้ อยู่ในโลกธาตุนี่ ... มันไม่หายไปไหนนะ แต่มันเปลี่ยน เปลี่ยนสภาพ อนิจจัง อนัตตา ตัวตนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาความแน่นอนไม่ได้หรอก

พอไอ้จิตมันหมดสภาพของขันธ์นี้ คือขันธ์นี้มันหมดสภาพ มันก็ต้องเปลี่ยนสภาพ นี่เป็นกฎของความไม่เที่ยง จิตมันก็ไปเอาดินน้ำไฟลมมาห่อ มารวมตัว หลอม หล่อหลอมรวมตัวขึ้น ด้วยอำนาจแห่งกรรม ด้วยอำนาจแห่งความไม่รู้...ที่มันยังหาที่อาศัย เป็นทางดำเนินของการแสวงหาสุขและทุกข์ ถูกและผิด

มันก็ไปเอาดินน้ำไฟลมที่มันมีอยู่ในโลกนี้ ก็อันเก่านั่นแหละ ก็ไอ้ธาตุขันธ์แบบเก่านั่นแหละ ที่มันเปลี่ยนไปเป็นดินน้ำไฟลมเป็นผุยเป็นผงอยู่ในโลก กลับมาคืนใหม่ ... เห็นมั้ย จริงๆ มันไม่ตายหรอก

มีแต่พระอรหันต์น่ะตาย  จิตตาย...แล้วก็ออกจากขันธ์โดยสิ้นเชิง หมายความว่าไม่มาเอาดินน้ำไฟลมเนี้ย มาเป็นขันธ์อีกต่อไป เนี่ย ท่านตาย จึงเรียกว่านิพพาน นิพพานธาตุ นิพพานขันธ์ ขันธ์ก็นิพพานนะ คือไม่กลับมาข้องแวะอีกต่อไปแล้ว

แต่ของพวกเรานี่ มันตายไม่จริง มันเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญโหยหา ...อู้ย มันก็อยู่นี่แหละ แถวนี้ ก็ดินน้ำไฟลมอันนี้ แล้วแต่มันจะรวมตัวยังไง ให้มาเป็นรูปลักษณ์อย่างไหน ลักษณะนามลักษณะรูปยังไง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาๆๆ เป็นอนันตกาล

ม่มีคำว่าสูญหาย สสารไม่มีสูญหาย พลังงานไม่มีสูญหาย คือมันเป็นภาวะหมุนวน ... นั่นน่ะเขาเรียกว่าวัฏฏะ ในอนันตาจักรวาลนี้คือ หมุนวน ไม่มีหัวไม่มีท้าย ไม่มีจบไม่มีสิ้น ไม่ต้องถามว่าจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของจักรวาลคืออะไร...ไม่มี ไม่มีที่ที่ว่าจบ

เพราะนั้นว่า การเกิดการตายคือการเปลี่ยนสภาพเท่านั้นเอง เปลี่ยนไป จิตอันเดิมแหละ โง่เหมือนเดิม เป็นเราเหมือนเดิม แต่ว่าเปลี่ยนทรง เปลี่ยนเปลือกของขันธ์ห้าเท่านั้นเอง เปลี่ยนรูปลักษณ์ เป็นชายบ้างหญิงบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้างสัตว์นรกบ้าง อสุรกายบ้าง จิตเดิมน่ะแหละ...ไม่ตาย จิตไม่ตาย เชื้อชั่วไม่ยอมตาย

แต่ว่าในการเกิดมาแต่ละภพแต่ละชาติ มันเกิดมาด้วยความมีปัญญามั้ยล่ะ เจริญศีลสมาธิปัญญากำกับการดำรงชีวิตอยู่มั้ย ...ถ้าอย่างเนี้ย มันก็จะค่อยๆ ทำความรู้แจ้ง อะไรเป็นดิน อะไรเป็นน้ำ อะไรเป็นไฟ อะไรเป็นลม อะไรมันเป็นใคร อะไรมันเป็นของใครจริง ...เนี่ยถ้าอย่างเนี้ยพอจะเห็นหัวเห็นท้ายแล้ว

ถ้าอย่างนี้จะเห็นหัวเห็นท้าย คือเห็นจุดเริ่มต้นแล้วก็จุดสิ้นสุด ว่าจะออกจากขันธ์ จะออกจากโลกนี้ได้อย่างไร จะออกจากพันธสัญญาในโลกนี้ได้อย่างไร จะออกจากความโง่เขลาเบาปัญญา มาหมายเอาสิ่งที่ไม่ใช่เป็นเราของเรา...มาเป็นเราของเราได้อย่างไร นี่ ก็รู้แล้ว มันก็จะเห็นหัวเห็นท้าย

เพราะนั้นเมื่อเข้าอยู่ในองค์มรรค มันจะเริ่มเห็นหัวเห็นท้าย ว่าจุดสิ้นสุดมันคืออะไร ตรงไหน ตอนไหน เมื่อไหร่

เพราะนั้นการปฏิบัตินี่ ทิ้งกายไม่ได้เลย ใครว่าแน่ ใครว่าเร็ว ใครว่าละเอียด แล้วไปคอยจับผัสสะ คอยไปจับจิต แค่นั้นน่ะ ไม่ไปไหนหรอก วนเวียนอยู่ในนี้ ดินน้ำไฟลมนี่แหละ ต่อให้มันไปเกิดเป็นเทวดาอินทร์พรหม หมดกำลังเมื่อไหร่ ก็มาอยู่ในสาธารณะภพคือมนุษย์เหมือนเดิม มากินดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปสี่ เป็นเราของเราอย่างเก่าต่อไปใหม่ 

ถึงจะทำไปให้จิตเลิศจิตวิเศษขนาดไหน หรือว่าง ดับ มันก็เป็นกุศลแค่นั้น ก็ไปเสวยความเป็นอรูป ความไม่มีขันธ์ห้า มันก็คือเปลือกของจิตเหมือนกัน แต่เป็นลักษณะละเอียด ไม่มีดินน้ำไฟลม แต่มันยังไม่รู้จักดินน้ำไฟลม พอมันหมดกำลังตรงนั้น มันก็กลับมาอยู่ที่ดินน้ำไฟลม เป็นคน

ถึงบอกว่าถ้าไม่แก้ที่เหตุแล้วไม่จบหรอก ถ้าไม่แก้ที่กาย ถ้าไม่รู้เห็นกายตามความเป็นจริงแล้วนี่ มันไม่จบ ...จะไปรู้ทีหลังไม่ได้ จะไปเห็นทีหลังก็ไม่ได้ ต้องเห็นก่อนรู้ก่อน แล้วจะเข้าใจเลยว่าแจ้งกายแจ้งจิต แต่แจ้งจิตน่ะไม่แจ้งกาย 

แต่ถ้าแจ้งกายก็จะแจ้งจิต เพราะจิตทั้งหมดน่ะที่มันออกมา มันเนื่องด้วยกายเกือบจะทั้งสิ้นน่ะ แปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

พระอริยะมีสี่ภูมิ โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์นี่ พระอนาคานี่ภูมิจิตระดับสาม มันแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ที่เหลืออีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ...พระอนาคานี่ถึงละกายได้ 

เห็นมั้ยว่า แปดสิบเปอร์เซ็นต์กายแท้ๆ เลย ถ้าละกายไม่ได้ก็ไม่ได้เป็นพระอนาคามี ถ้าไม่แจ้งในกายก็ไม่ได้เป็นพระอนาคามี ถ้าไม่เป็นพระอนาคามีก็ไม่มีทางได้เป็นพระอรหันต์ คือมันเป็นภาคบังคับอยู่แล้ว มันเป็นไปตามลำดับ

อยู่ดีๆ จะเป็นอนาคาลอยๆ โดยการละจิตดับจิตๆๆ ไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้เลย ...มันก็แค่เข้าไปมุดหัวอยู่ข้างใต้ กิเลสน่ะ มันไม่เกิดความรู้แจ้งหรอกในความเป็นสักกาย ในความเป็นอุปาทานขันธ์อุปาทานภพอุปาทานชาติ ปัจจยาการแห่งการเกิด มันสืบเนื่องด้วยอะไร ทำไมมันถึงปัจจยาการไปจนถึงโสกะปริเทวะทุกขอุปายาสได้ มันเนื่องด้วยอะไร

แล้วทำไมมันถึงต้องมีจิต ทำไมจิตมันถึงต้องปรุง มันเนื่องด้วยอะไร เนื่องด้วยอวิชชา อวิชชามันไม่รู้อะไร นั้นว่า ปัจจยาสังขารา สังขาราปัจจยาวิญญาณ วิญญาณปัจจยานามรูป...ปัจจยาผัสสะ ตัณหาอุปาทานภพชาติ เห็นมั้ย มันออกมาปัจจยาการ

คือมันมาหมายรูปหมายนาม เพราะมันไม่แจ้งในเรื่องของรูป ไม่แจ้งในเรื่องของกาย มันจึงมีรูป เมื่อมีรูปมันจึงมีนาม ถ้าไม่มีรูปก็ไม่มีนามหรอก 

ถ้าไม่มีกาย ไม่มีเรื่อง ไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีได้รส จิตไม่รู้จะคิดจะปรุงอะไรเลยน่ะ ใช่มั้ย เพราะมันมีอายตนะ เมื่อมันรับรู้ผ่านอายตนะ จิตทำงานเลย เนื่องด้วยกายมั้ย ถ้าไม่มีกายจะไม่มีอายตนะ ไม่มีอายตนะจิตไม่ปรุง เป็นอรูปหมดเลย

เพราะนั้นพวกอรูปคือพวกที่ไม่มีรูป ไม่มีกาย มันเลยไม่มีจิตปรุง แต่มันไม่ได้ว่าเป็นด้วยความแจ้งนะ ...แต่โดยอำนาจของกุศลทำให้ไม่มีรูป ทำให้อยู่ในทรวดทรงของขันธ์ที่เป็นอรูป จิตเลยไม่รู้จะทำงานยังไง มันเลยไม่มีความคิดความปรุง...แต่มันไม่หายไปไหน มันคนละอย่างกับพระอรหันต์

เห็นมั้ยว่ากายหรือศีลนี่ ครอบสามโลกธาตุเลย เพราะนั้นแจ้งเรื่องกายแจ้งเรื่องศีล...จบ แจ้งหมดเลย เข้าใจหมด เข้าใจตลอดสายของจิตเลย เพราะทุกอย่างมันปัจจยาการ มันเนื่องด้วยเหตุแรกเลย 

เพราะไม่เข้าใจเรื่องของกาย จึงมีเรื่องวุ่นวี่วุ่นวาย กายเรากายเขา มีอยู่แค่นี้แหละ เรื่องของเรากับเรื่องของคนอื่น ก็มีอารมณ์ดีร้ายถูกผิด เสียใจดีใจ เป็นเศร้าโศกกังวล พวกนี้ เนื่องด้วยอะไร แล้วมันผ่านอะไรมา...อายตนะ

ตั้งให้มั่น กับกายกับศีล อย่างอื่นก็ละแล้ววาง ...จิตน่ะให้ละและวาง ไม่ใช่ให้รู้และเห็น ไม่ใช่ให้ตามรู้ตามเห็น แต่ให้ละและวาง ไม่ไปข้องแวะ ไม่ไปเอามาเป็นอารมณ์ ไม่ไปแก้ ไม่ไปต่อต้านด้วย และก็ไม่ไปห้าม 

ไม่ใช่อยู่กับกายใจแล้วก็บังคับให้อยู่กับกายใจโดยห้ามจิตคิด...ไม่ห้าม ปล่อยให้มัน อยากคิด คิด อยากมีอารมณ์ มี แต่ไม่สนใจ ... เนี่ย อย่างนี้ จะทำความแจ้งทั้งกายและจิต

เพราะจิตน่ะ หรืออารมณ์ในจิต มันจะมีเป็นเรื่องๆๆๆ เกิดๆ ดับๆ เดี๋ยวก็หายไม่มีเรื่อง แต่กายนี่มันเป็นปัจจยาการที่สืบเนื่อง ถึงจะเกิดดับแต่มันก็มีความเกิดดับต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดยันตาย ไม่หายน่ะ 

แต่อารมณ์ความรู้สึกดีร้ายถูกผิด ดีใจเสียใจ ยินดียินร้าย เกิดๆ ดับๆ เดี๋ยวก็หายไปเป็นว่าง ไปเป็นกลางไปเป็นอัพยากฤต ... หาย มันไม่สามารถจะรู้จิตต่อเนื่องได้ ...ในระดับอนุบาลนี่เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะนี่เป็นระดับของปริญญาเอก

และจิตของพระอริยะขั้นปริญญาเอกที่ท่านเรียนน่ะ ท่านเรียนเรื่องอรูปหมดเลย ... หมายความว่ายังไง  คือมันไม่มีเรื่องในจิตแล้ว จึงเป็นอรูป เป็นลักษณะของจิตเคลื่อน ไหวไปวูบมาเท่านั้นเอง หรือว่าหายไป มีอาการไหวอาการวูบ แต่ไม่มีเรื่องราวไม่มีรูปนามในจิต 

นั่นแหละ ต้องระดับปริญญาเอกนะ ระดับเด็กอนุบาลไม่มีทางเลยที่จะต่อเนื่องกับจิตได้...เป็นไปไม่ได้ 

แต่กายนี่ชัวร์ ชัด ตรงไหนก็มี ตรงไหนก็ไม่หาย และไม่ต้องทำขึ้นมาด้วย มีปรากฏให้เห็นอยู่เป็นนิจศีล เป็นนิจ เป็นตลอดเวลา จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่ละเมิดศีล ไม่ก้าวข้ามศีล ไม่ล่วงเกินศีล...ศีลนี่เป็นตัวที่ตีกรอบมรรคไว้ ให้อยู่ในกรอบ ไม่ออกนอกกรอบมรรค


เพราะนั้นเวลามันมีปัญหาอะไรนี่ อย่าไปคิด อย่าไปแก้ปัญหา รู้ตัวอย่างเดียว ... เหมือนทิ้งปัญหาไปเลย เหมือนทิ้งแบบไม่อาลัยอาวรณ์กับเรื่องราวในโลก เหมือนกับตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไม่ใส่ใจน่ะ คล้ายๆ อย่างนั้น นั่นแหละเขาเรียกว่ากลับมาอยู่...ให้ศีลรักษากายรักษาใจไว้


(ต่อที่ แทร็ก 10/5)