พระอาจารย์
10/5 (560221C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
21 กุมภาพันธ์ 2556
พระอาจารย์ –
อยู่ตัวคนเดียว...สบาย สบายหลงกับสบายรู้...มีอยู่สองอย่าง
หลงก็สบาย รู้ก็สบาย ลืมตัวก็สบายดี รู้ตัวก็สบายอีกแบบนึง คนละสบายกัน ... แต่ส่วนมากมันจะหลง ไม่ค่อยรู้ตัว เพราะมันเคยชิน
ต้องเคี่ยวกรำ...ด้วยความเพียรนี่
จึงจะเอากันอยู่ ...ต้องภาวนาถึงจะเอาอยู่
จิตไม่อยู่หรอกถ้าไม่ภาวนา มันไปเรื่อยน่ะ ...ไม่มีเรื่องให้ไป
มันก็ลอยหาย ไม่มีเรื่องให้คิด มันก็ลอยหาย จิต...สันดาน ... ถ้าไม่เอาความเพียร สติกำกับจนทุกลมหายใจเข้าออก
อย่างที่ท่านว่าเอาไว้นี่ เอาจิตไม่อยู่หรอก เอาจิตให้อยู่ในกรอบไม่ได้
ถ้าจิตมันไม่อยู่ในกรอบกายนี่
มันจะไม่แจ้งกาย ...ถ้ามันไม่อยู่ในกรอบกาย มันไปอยู่นอกกรอบ หมายความว่าถ้ามันออกนอกกรอบ
มันก็จะไปเรื่อย ...ไปในที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไปในที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ไปในที่ที่ว่า เลื่อนๆ ลอยๆ ปรุงแต่ง เป็นเหตุการณ์นั้น บุคคลนั้น
แม้แต่เรื่องของธรรม
ก็ยังเป็นธรรมแบบเลื่อนๆ ลอยๆ เป็นอรรถ เป็นภาษา เป็นสมมุติธรรม
เป็นสังขารธรรมบทนั้นประโยคนี้ ...ถึงจะพิจารณาขนาดไหน ก็ยังเลื่อนๆ ลอยๆ หลายหลาก ...มันหลายสิ่ง มันเลยไม่สามารถทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง
แต่เมื่อใด สติกำกับ รักษาจิต
รักษาให้จิตมันอยู่ในกรอบ คือหมายความว่าให้อยู่ในกรอบกาย หรือว่าอยู่ในปกติกาย
หรือว่าอยู่ในกรอบของปัจจุบันกาย หมายความว่ามันมีกายอันเดียวเป็นที่รู้
เมื่อจิตมันถูกกำกับควบคุมด้วยสติ
ให้มารู้จำเพาะกาย...คือสิ่งเดียว จากที่มันเคยรู้หลายสิ่ง ชอบรู้หลายอย่าง
ชอบรู้ไปเรื่อย ไปทั่ว แตกแขนงเหมือนเห็ดขึ้นกลางป่า ไม่รู้ตรงไหนเป็นตรงไหน นั่น มันจะไปแจ้งอะไร
แต่เมื่อถูกจำเพาะให้แจ้ง
สติมันกำกับให้อยู่กับกายเดียว กายปัจจุบัน นั่นแหละ เพราะรู้ในสิ่งเดียวนั่นแหละ
มันจึงแจ้ง มันจึงพอดีแจ้งได้ เพราะมันมีแค่สิ่งเดียวที่มันต้องรู้
หรือว่าถูกบังคับให้รู้ด้วยสติ มันก็เลยชัดเจนในความเป็นกายตามความเป็นจริง
มันก็ค่อยๆ
เห็นขึ้นตามลำดับของกายตามความเป็นจริง เพราะมันก็ซ้ำซากวนเวียนๆ
ในสิ่งเดียวอันเดียว สิ่งเดียวอันเดียวที่มันจะต้องรู้ จะต้องเห็น ก็เรียกว่าสติ
ด้วยความพากความเพียรกำกับไว้ กับอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน
กับการปรากฏขึ้นของเวทนาในกาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ปวด เมื่อย ตึง แน่น
ปัญญามันก็เกิดตรงนี้
เกิดตรงที่รู้เห็นสิ่งเดียวนี่ ด้วยอำนาจของสมาธิ ที่ว่ารู้ในสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง
เรียกว่าจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง ... เมื่อจิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง
จิตดวงนั้นน่ะที่ท่านเรียกว่าดวงจิตผู้รู้อยู่ ที่เกิดด้วยอำนาจของสติ
และกำกับด้วยศีล ระลึกรู้อยู่กับศีลคือกายปัจจุบัน กายปกติ
จิตมันก็รวมเป็นหนึ่ง มันก็ทำหน้าที่แค่รู้และเห็น
ปราศจากความคิดความจำ ปราศจากอดีต ปราศจากอนาคต ปราศจากความเห็น
ปราศจากภาษาบัญญัติสมมุติ มันก็คงสภาพดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น
เมื่อมันคงสภาพจิตหนึ่ง
จิตเป็นสัมมาสมาธิ คงแค่รู้และเห็น เพราะนั้นสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามันนี่
ในที่นี้คือกาย คือศีล เพราะมันตั้งมั่นอยู่กับกายอยู่กับศีล เป็นที่ตั้งที่รู้
อาการที่มันเห็นเบื้องหน้าของมันนี่
ก็เรียกว่ามันก็เห็นโดยการปราศจากความเห็น ปราศจากสมมุติ ปราศจากภาษา ปราศจากตำรา
ปราศจากคำกล่าวอ้างใดๆ มันก็จะเห็นสภาพกายคือสภาพหนึ่งตามความเป็นจริง
ที่ปราศจากบัญญัติสมมุติ ปราศจากอดีตอนาคต ปราศจากความเป็นสัตว์บุคคลเราเขา
มันก็จะเห็นในลักษณะที่สามารถจะเทียบเคียงได้เป็นแค่ธาตุ
เป็นแค่เวทนา คือเป็นแค่...สักแต่ว่าก้อนธาตุ สักแต่ว่าเป็นก้อนเวทนา
ไม่มีความเป็นก้อนสัตว์ ไม่มีความเป็นก้อนเรา ไม่มีความเป็นก้อนเขา ไม่มีความเป็นก้อนบุคคล
ไม่มีความเป็นก้อนชื่อก้อนเสียงใดๆ แต่เป็นก้อนธาตุ
เพราะมันเป็นอะไรที่ปรากฏโดยที่ไม่มีชีวิตจิตใจ
เย็นคือเย็น ร้อนคือร้อน อ่อนคืออ่อน ตึงคือตึง แน่นคือแน่น ไหวคือไหว
มันเป็นแค่นี้จริงๆ
ดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นนั่นน่ะจึงเป็นฐานให้เกิดปัญญาญาณ ญาณทัสสนะ
คือเห็น รู้และเห็น สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามันตามสภาพที่แท้จริง
ไม่ใช่ตามสภาพคิดและจำ แต่เป็นตามสภาพแท้จริงของธาตุและขันธ์ที่ปรากฏ
ตรงนี้ มันจึงจะเกิดความรู้แจ้ง
สภาพที่แท้จริงของกาย ก็จะเห็นว่าสภาพที่แท้จริงของกาย ไม่ใช่สภาพของเรา
ไม่ใช่สภาพชื่อนั้นชื่อนี้ ไม่ใช่สภาพเป็นชาย เป็นหญิง เป็นคน เป็นสัตว์
แต่เป็นแค่สิ่งหนึ่ง อาการหนึ่ง ลักษณะหนึ่ง ปรากฏการณ์หนึ่ง
เป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่งเท่านั้น
ดวงจิตผู้รู้จะเห็นกายนี่เป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่ง
หรือเป็นแค่ธรรมชาติหนึ่ง ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล
ไม่มีความเป็นบุคคลหมายความว่า
ไม่มีความเป็นเราของเรา นั่นแหละ สักกายทิฏฐิ ตั้งไม่ได้
ความเป็นเรา ของเรา ไม่เห็น...ในก้อนนี้ ...ไม่เห็นความเป็นเราของเราในความแข็ง
ไม่เห็นความเป็นเราของเราในความไหว ไม่เห็นความเป็นเราของเราในความหนัก
จิตมันเชื่อ ดวงจิตผู้รู้ก็เชื่อ...ตามความเป็นจริง มากกว่าเชื่อตามที่ไม่จริงที่เกิดจากความคิดความปรุงของจิตผู้ไม่รู้
ตรงนี้
เรียกว่าถอดถอนความเห็นผิดในกาย เรียกว่าถอดถอนมิจฉาทิฏฐิในกาย
คือสักกายทิฏฐินั่นเอง คือความเห็นผิดในกาย เมื่อถอดถอนสักกายทิฏฐิ
เห็นกายตามความเป็นจริง หมายความว่าสักกายทิฏฐิก็จะค่อยๆ เบาบางจางคลายลงไป
ทีละเล็กทีละน้อย
เมื่อเบาบางจางคลายจากสักกายทิฏฐิ หรือว่ากายเราตัวเราของเราแล้ว
สิ่งที่เนื่องด้วยกาย ที่เป็นอารมณ์เนื่องด้วยกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นราคะ ปฏิฆะ
หงุดหงิด สุขทุกข์ อดีตอนาคต เรื่องราวสัตว์บุคคลนั้นสัตว์บุคคลนี้ มันก็จะจางคลาย
ค่อยๆ จางคลายพร้อมกับสักกายทิฏฐิที่จางคลายลงไปนั่นเอง
ความอึดอัด ความคับข้อง ความวิตกกังวล
ความกลัว ความไม่แน่นอน ความลังเลสงสัย ในอดีตในอนาคตที่จะมาถึง
ในขันธ์ที่จะเป็นข้างหน้าข้างหลัง ในกายที่จะเป็นอดีตอนาคต จะค่อยๆ หมดความหมาย
หมดการทะเยอทะยานไปหมายไปมั่น ไปจับไปจอง ไปมีไปเป็นในอดีตอนาคตของขันธ์นั้นๆ
เรียกว่าอุปาทานขันธ์ก็หมด จางลงไปพร้อมกัน
เหลือแต่กายปัจจุบัน
เหลือแต่กายตามความเป็นจริงที่ไม่ใช่สัตว์บุคคล
เป็นแค่อาการที่แปรปรวนไปมาตามเหตุปัจจัย ควบคุมไม่ได้ ไม่มีใครจับจองได้ แล้วแต่
...ลมพัดทีเย็นทีๆ นี่ ใครจะห้ามได้ ใครจะครอบครองได้ ใครจะบอกให้มันอยู่ได้
ใครจะบอกไม่ให้มันเกิดได้ล่ะ...ไม่มี
ทุกอย่างมันล้วนแล้วแต่อาศัยเหตุและปัจจัยอันควรเท่านั้น
จึงมาประกอบเหตุแห่งกายให้ปรากฏขึ้นเช่นนี้ อย่างนี้ เป็น ณ ทุกปัจจุบันๆ ไป ... เนี่ย คือกายตามความเป็นจริง
มันเป็นเราตรงไหนในการที่ลมพัดเย็นแล้วรู้สึกว่าเย็นนี่ มันเป็นของเราตรงไหน
มันเป็นดีเป็นร้าย มีเจตนาดีเจตนาร้าย เจตนาถูกเจตนาผิดอย่างไร...ไม่มี
ทุกอย่างล้วนประกอบด้วยเหตุและปัจจัย แล้วหมดไปดับไปเพราะหมดเหตุและปัจจัยนั้นๆ
เพราะนั้นกายก็จึงเป็นของอะไรลอยๆ
ที่เกิดๆ ดับๆ...เกิดๆ ดับๆ แปรปรวนไปมา เปลี่ยนแปลงไปมา หาความแน่นอนไม่ได้
แล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัย ไม่ใช่ด้วยความอยาก ไม่ใช่ด้วยความไม่อยากเลย ...เป็นธรรมชาติ
ก็คืนสู่ธรรมชาติ จิตมันก็สลัดขันธ์
สลัด “เรา” ออกจากขันธ์ มันก็คืนสู่ธรรมชาติของขันธ์ที่แท้จริง ว่าเป็นแค่...อะไรอย่างหนึ่ง...ที่เกิดๆ
ดับๆ ตามเหตุและปัจจัย ไม่ใช่ตามเหตุแห่งกิเลส ไม่ใช่ตามเหตุแห่งความอยากหรือความไม่อยาก
...นี่ ปัญญา
มันก็จะอยู่กับขันธ์ได้โดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
ไม่ทุรนทุราย ไม่อนาทร ไม่ห่วงหา ไม่หวงแหน ไม่จับจอง ไม่ครอบครอง ไม่เป็นเจ้าของ
ไม่เสียดาย ไม่อาลัย ไม่อาวรณ์ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจกับอาการของขันธ์ ...ก็จะเห็นว่าขันธ์ก็คือขันธ์
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ของใคร เป็นแค่ธรรมชาติหนึ่ง
ใจคือใจ ดวงจิตผู้รู้คือดวงจิตผู้รู้
ก็มีหน้าที่แค่รู้และเห็น ...ไม่มีคิด ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีปรุง ไม่มีแต่ง
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ก็กลายเป็นว่า...ขันธ์ก็เป็นธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏตามเหตุปัจจัย
กับธรรมชาติหนึ่งที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปมา
นั่น กลายเป็นว่า
ขันธ์นี่เป็นเรื่องของสองสิ่งเท่านั้นเอง คือธรรมชาติที่รู้กับธรรมชาติที่ถูกรู้ และในสองธรรมชาตินี้ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล
ในสองธรรมชาตินี้ไม่มีความเป็นเราเป็นเขา ในธรรมชาติสองธรรมชาตินี้
ไม่มีใครครอบครองได้
นี่ เรียกว่าปัญญาญาณ ...อยู่กับขันธ์ด้วยความเข้าใจสภาพที่แท้จริงของสองสิ่ง คือกาย คือใจ นั่นเอง
ภาวนาทั้งหมดนี่ เพื่อให้เห็นกายใจตามความเป็นจริง ...ไม่ได้เห็นอะไรเลย
ไม่ได้มีความประหลาดมหัศจรรย์พิสดาร หรือว่าดีหรือว่าชั่วหรือว่าถูกว่าผิดอะไร
แต่เพื่อให้เห็นกายตามความเป็นจริงและเห็นใจตามความเป็นจริง
เมื่อเห็นสองสิ่งนี้ตามความเป็นจริงแล้ว
จะเห็นเลยว่า นอกจากนี้ไป...ไม่จริง ล้วนออกมาจากความไม่รู้
คือจิตน้อมนำสร้างสรรค์ปรุงแต่งต่อเติมเสริมต่อ นั่นแหละ ล้วนแต่เป็นมายา
ล้วนแต่ไม่ใช่ของจริง
ก็เหลือแต่กายใจของจริงที่ไม่สามารถคงสภาพได้ถาวร
เกิดๆ ดับๆ แม้แต่ในปัจจุบันที่ปรากฏอยู่จริงก็ตาม เป็นของชั่วคราว ... ขันธ์ห้า
จึงกลายเป็นของชั่วคราวหมดเลย จะไปครอบครองไม่ได้ จะไปหมาย ไปแต่ง ไปปั้น
ไปดีไปร้าย ไปเอา ไปบังคับ ไปจัดการไม่ได้เลย ... มันก็รามือ วางมือ ปล่อยมือ
ก็กลับมาอยู่ในสภาพที่
ต่างคนต่างเป็นอิสระซึ่งกันและกัน ขันธ์ก็ดำเนินไป ดวงใจผู้รู้ผู้เห็นก็ดำเนินไป
ต่างคนต่างทำหน้าที่ไปตามธรรม ตามสภาพ ตามธรรมชาติของลักษณะธาตุลักษณะธรรมนั้นๆ
จึงเรียกว่า ใจกับขันธ์นั้นหลุดพ้นหลุดขาดจากกัน
ก็เรียกว่าใจดวงนั้นก็อยู่กับขันธ์ในสภาพที่ว่าวิมุติ หลุดพ้นจากขันธ์
และก็หลุดไปเรื่อยๆ ห่างออกจากกันเรื่อยๆ จนเรียกว่าหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง
เป็นสมุจเฉท
หมดสิ้นเยื่อใยในขันธ์ หมดเยื่อหมดใย หมดอาลัย หมดอาวรณ์ในขันธ์และโลก
... ขาด
ไม่สามารถที่จะต่อเติม หรือว่าดึง เหนี่ยว รั้ง ด้วยอำนาจใดอำนาจหนึ่ง
ให้กลับมาคืนสู่ขันธ์ได้อีก หรือว่าเอาขันธ์มาเป็นเราได้อีกต่อไป
นั่นเรียกว่า สิ้นสุดแห่งการเกิด
ที่จะมาจับจองครอบครองขันธ์ใหม่ขึ้นมาเมื่อขันธ์นี้หมดสภาพหมดวาระ
คือถึงกาลอวสานคือแตกดับ ... จึงไม่มีคำว่าทุรนทุราย กระวนกระวาย
เพราะมันขาดกันตั้งแต่ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญา
หรือว่าไตรสิกขาหรือว่ามรรคมีองค์แปดแล้ว
มันเข้าใจ
มันก็เป็นอิสระซึ่งกันและกัน ขันธ์ก็ไปตามสภาพที่แตกดับ คือกายคืนสู่สภาพเดิมคือดินน้ำไฟลม
อากาศ ความว่าง ใจก็คืนสู่สภาพเดิมคือรู้และเห็นที่ไม่มีประมาณ ที่ไม่มีที่ตั้ง
ที่ไม่มีสัณฐาน ที่ไม่มีรูปลักษณ์ ที่ไม่มีสีสัน ที่ไม่มีลักษณะ ...เป็นธรรมชาติ
คืนสู่ธรรมชาติเดิมที่เรียกว่าสู่ความบริสุทธิ์ดั้งเดิม เป็นบริสุทธิ์พุทโธเดิม
คือความเป็นอมตธาตุ อมตธรรม เป็นอมตธาตุ อมตธรรมที่เหนือธรรมชาติของไตรลักษณ์
คือเหนือธรรมชาติของการเกิดและการดับ
ดวงจิตผู้รู้สุดท้ายก็คืนสู่สภาพเดิม
เป็นใจอันบริสุทธิ์ เป็นวิสุทธิจิต วิสุทธิใจ เป็นบริสุทธิจิต เป็นวิมุตติจิต
จนถึงที่สุดสุดท้ายก็เรียกว่าเป็นวิมุตติจิต คือไม่หวนคืนกลับมาอยู่ใต้อำนาจของขันธ์
หรือมากลืนกินขันธ์อีกต่อไป หรือมากลืนกินโลกเป็นขันธ์อีกต่อไป
มันก็ขาดออกจากสามโลกธาตุเลย ... อย่าว่าแต่กามโลก รูปโลก หรืออรูปโลกเลย...ไม่มี ก็คืนสู่ธรรมชาติเดิมที่ไม่มีหวนคืน
ต่อให้กิเลสน้อย กิเลสใหญ่ กิเลสละเอียด กิเลสประณีตก็ไม่สามารถมาดึงมารั้งให้กลับมากลืนกินเป็นตัวเป็นตนได้อีกต่อไป
จึงเรียกว่า ไม่หวนคืน เรียกว่านิโรโธ เรียกว่านิโรธคือความดับโดยสิ้นเชิง
จิตน่ะดับโดยสิ้นเชิง
ดับสิ้นจากความปรุงแต่ง ไม่สามารถจะสร้างสรรค์ความปรุงแต่งใดๆ
มาหลอกล่อให้เกิดความเข้าไปมีเข้าไปเป็นได้อีก ในขันธ์...ทั้งขันธ์ละเอียด
ขันธ์ประณีต ขันธ์สุดประณีต จนถึงไม่มีขันธ์ ไม่มีทางที่จะมาหลอกได้อีกต่อไป เรียกว่า
วิมุตติจิต หลุดพ้น
ก็เนื่องด้วยแค่...รู้กับปัจจุบันกาย...เท่านั้นเอง
เรียกว่ารู้อยู่ในองค์ศีล เป็นผู้รักษาศีล เป็นผู้อยู่กับศีลเป็นสรณะ แล้วทุกอย่างศีลนั่นแหละจะเป็นผู้ชักนำให้เกิดสมาธิและปัญญาขึ้นมาเองเลย
การที่จะรักษาศีลก็ไม่ได้รักษาศีลด้วยความอยากหรือความไม่อยาก
แต่รักษาศีลด้วยสติ รักษาศีลคือรักษากายปกติกายนั่นแหละ จะรักษาปกติกาย
รักษาอิริยาบถ รักษาการรู้อยู่...ตรงอยู่กับอิริยาบถนั่นแหละ คือการรักษาศีล
เพราะนั้นตัวที่จะรู้อิริยาบถให้ตรงกัน...ระหว่างรู้กับอิริยาบถทางกาย
ก็คือสตินั่นเอง เพราะนั้นสติที่รู้และพอดีกันกับอาการที่ปรากฏจริงในปัจจุบัน
จึงเรียกว่า สัมมาสติ เป็นสติที่ระลึกรู้กับสิ่งที่ปรากฏจริง ณ ปัจจุบันนั่นเอง
โดยถือปัจจุบันที่ปรากฏคือศีล
ท่านให้กายเป็นหลัก เป็นศีล ... อย่าออกนอกศีล อย่าออกนอกกาย อย่าล่วงละเมิดกายปัจจุบัน อย่าก้าวข้ามกายหรือลืมกาย
นั่นแหละจึงเรียกว่ารักษาศีล แล้วศีลก็จะเป็นศีลวิสุทธิขึ้น
เมื่อศีลยิ่งวิสุทธิขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นเท่าไหร่ กายก็จะยิ่งวิสุทธิขึ้นเท่านั้น คือกายตามสภาพที่แท้จริงก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ในความเป็นสิ่งหนึ่ง อาการหนึ่ง ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลนั่นเอง
จิตก็จะยิ่งรวมตั้งมั่น
ดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นก็จะชัดเจนอยู่ภายใน สว่างกายสว่างรู้อยู่อย่างนี้
จนหากายไม่เจอ เจอแต่ธรรม กายเป็นธรรมหนึ่ง กายเป็นแค่สิ่งหนึ่งธรรมหนึ่ง
ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีชื่อ ไม่มีเป็นแขน เป็นผม เป็นหน้า เป็นตา
เป็นเล็บ เป็นหนัง เป็นขน เป็นสวย เป็นงาม ไม่มีชื่อ
เป็นแค่ธรรมหนึ่งที่ปรากฏเท่านั้น
นี่ มันสว่างกาย จนเห็นกายเป็นธรรม
สว่างใจ คือสว่างรู้ด้วยปัญญาญาณ ตื่นรู้ตื่นเห็น เท่านั้นเอง ...ปัญญาก็เกิดอยู่ที่นี้เอง ไม่ได้เกิดที่ไหนเลย
ไม่ได้เกิดเพราะการกระทำใดเลย ไม่ได้เกิดเพราะการค้นคิดค้นหา ควานหาควานค้นเลย
อยู่ที่ว่า
รู้พอดีกันกับปัจจุบันกายกับปัจจุบันจิตเท่านั้นเอง
จึงเรียกว่าเกิดเป็นปัจจุบันธรรมขึ้น กายก็กลายเป็นปัจจุบันธรรม
จิตก็กลายเป็นปัจจุบันรู้ ไม่มีความปรุง ไม่มีความแต่งขึ้นมาเติมเสริมต่อ
เอ้า เท่านี้แหละ พอ ... ภาวนาไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรอก
เป็นเรื่องที่อยู่กับตัวนี่เอง
เอ้า ญาติโยมนี่ก็พอแล้ว
ฟังมาสองรอบแล้ว ไป ... ฟังมากเดี๋ยวมันจะ...จำมาก ทำน้อย ถ้าฟังน้อยน่ะ มันจะทำมาก
แล้วก็จำน้อย ...มันจะรู้จริงมากกว่ารู้จำ
..........................
จบชุดแทร็ก
(10/3 - 10/5)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น