พระอาจารย์
10/9 (560225D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กุมภาพันธ์ 2556
พระอาจารย์ – คล้ายๆ ล่องลอยนะ ...แต่คราวนี้เราต้องแยกให้ออก
มันล่องลอยแบบเผลอเพลิน หรือหลงใหล หรือลืมมั้ย
มันมีโมหะเข้ามาแทรกจนลืม แล้วก็ลอย จะกายก็ไม่ชัด รู้ก็ไม่ชัด
ถ้าอย่างนี้
มันอยู่ที่ประสบการณ์และชำนาญแล้วว่า สมาธิที่ตั้งมั่นจริง ปัญญาที่เห็นจริง
เห็นแต่กายตามความเป็นจริง จนสลายรูป ทำลายรูปแล้วนี่ มันคนละเรื่องกันเลยนะ
ต้องไปสอบทานด้วยตัวเอง คือมันมีทั้งสองส่วนประกอบกัน
ยังไม่ถึงขั้นเข้าไปทำลายรูป หรือว่าจิตหยุดจากสร้างรูป แต่ว่ามีโมหะแทรกอยู่
เพราะนั้นถ้าอย่างนี้ก็พยายามรู้ชัด
ให้ชัด ในกาย ในความรู้สึกปัจจุบัน
โยม –
แต่ไม่จำเป็นต้องให้กลับเข้ามาที่รูปอีก ก็คือรู้ไปเลย
พระอาจารย์ – อือๆ คือรู้ครั้งแรกอาจจะรวมกรอบรูปก่อน
เข้าใจมั้ย เช่นว่า หลงเผลอเพลินหาย ลืมไป พอระลึกได้ก็รู้ว่ากำลังนั่ง เงี้ย
มันก็จะเห็นรูปนั่งก่อนใช่มั้ย รูปตัวเองนั่ง
แล้วตรงนั้นหยั่งเข้าไปถึงความรู้สึกในอาการนั่ง
มันมีความรู้สึกอยู่ในรูปนั่งใช่มั้ย เออ ขยับก็เป็นความรู้สึกนึงใช่มั้ย เออ
แน่นที่ก้น ที่ข้างล่าง เราไม่เรียกว่าก้นด้วย เรียกว่าข้างล่าง ข้างบน
มันจะเห็นกายข้างบนกายข้างล่าง เป็นความรู้สึกกาย
ตรงนี้มันจะมาทำความรู้ชัด เห็นชัด
เป็นจุดๆๆ ในกายแล้ว ตรงนี้รูปมันจะจาง ถ้ารู้ชัดๆๆ อยู่ในความรู้สึกเนี้ย
รูปกายจะจาง รูปนั่งจะจาง ...จะไม่เห็นกายนั่งแล้ว แต่จะเห็นแต่ความรู้สึกของการนั่ง
เนี่ย เขาเรียกว่าหยั่งเข้าไปทะลุรูป สติมันหยั่งเข้าไปเกินรูป ทะลุรูป มันถ่าง
เหมือนกับถ่างรูปออกไป ทำลายรูปไปในตัว
แต่ตอนแรกมันจะไม่เข้าใจอะไรหรอก
บางทีก็ยังสงสัยอยู่ แล้วก็พยายามห่อหุ้มรูปขึ้นมาใหม่ เพราะกลัวรูปหาย
เพราะกลัวกายหาย เข้าใจมั้ย มันไปเข้าใจว่าอย่างนี้กายหาย
เวลาเหลือแค่ความรู้สึกหนึ่งแล้ว เอ กายหายไปไหนวะ ทำไมเหลือแค่นี้เอง
โยม – รู้สึกว่า ...เอ๊
แล้วเราหลุดจากศีลรึเปล่า
พระอาจารย์ – มันไม่หลุดหรอก กายจริงๆ
มันเป็นแค่เหมือนหิ่งห้อยน่ะ วูบวาบๆๆ เหมือนพลุๆๆ เคยเห็นพลุมั้ย อือ นั่นแหละ
แต่ว่าไอ้ที่เราเห็นกายมันคุ้นเคยกับที่ไม่ใช่พลุน่ะ มันเป็นกรอบ มีกรอบรูปอยู่
คือมันมีกรอบของสัญญา คือมองกระจกทุกวันน่ะ มันก็จำรูปกายได้ไง พอนึกถึงกาย
ระลึกลงที่กาย มันก็จะมีรูปติดอยู่ในจิตนั้น
เพราะนั้นมันจะทำลายรูป ดูไปเรื่อยๆ
จิตก็จะรวมเป็นหนึ่ง ...จริงๆ มันไม่ได้ทำลายรูปหรอก แต่จิตมันรวมเป็นหนึ่ง
มันก็ไม่สร้างรูปสัญญาขึ้นมาครอบกาย
เหมือนอย่างโยมที่มองเห็นเรานี่
โยมไม่ได้เห็นกายเราหรอก โยมมองเห็นรูปกาย ...โยมมองไม่เห็นความหนักของเราหรอก
โยมมองไม่เห็นความเมื่อยความตึงของเราหรอก ใช่มั้ย ไม่เห็นเลย
แต่โยมเห็นแค่รูปภาพของกาย
แต่ว่าโยมจะเห็นกายของตัวเอง คือความรู้สึก หนัก แน่น
ยืด เหนี่ยว ซาบซ่าน หยุ่นๆ เนี่ย คือกายที่มันอยู่ในรูป
แล้วมันยังมีกายกับรูปติดอยู่ด้วยกัน
เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ จำแนกรูป จำแนกกายออกจากกัน ...พอถึงตรงนั้นแล้วที่เห็นกายลอยๆลอยๆ
โดยปราศจากรูปนี่ มันจะเริ่มสงสัยลังเล งง มันเริ่มงง แล้วเริ่ม เอ๊ะๆ อ๊ะๆ อยู่ ...ช่างหัวมัน เดี๋ยวค่อยๆ เข้าใจเอง
ครูบาอาจารย์ก็จะคอยบอกว่า ตามทางมันจะเป็นยังไง ครรลองของกายเป็นยังไง
ที่สุดของกายจะเป็นยังไง
โยม – แต่มันจะกลับมาทำรูปให้ชัดน่ะฮ่ะ
พระอาจารย์ – ก็อย่าไปทำ ...คือต้องแยกให้ออกว่าโมหะนี่ คือมันเป็นกิเลสที่ละเอียด
และมันแทรกซึมได้ทุกสถานการณ์ธรรม ทุกสถานการณ์มรรคเลย
ถ้าไม่ชัด
ถ้าไม่แน่จริงเนี่ย อย่าทิ้งกาย อย่าทิ้งรูป แม้กระทั่งรูปกายก็อย่าเพิ่งรีบทิ้ง
เพราะผู้ที่ทิ้งรูปกายจริงๆ คือพระอนาคามี คือทำลายรูปโดยสมบูรณ์เลย และชัดเจนมาก
ชัดเจนมาก
แต่ลักษณะเรานี่ยังคลุมๆ เคลือๆ คือว่าสติอ่อน
ปัญญายังน้อย สมาธิยังไม่ตั้งมั่นพอ เพราะนั้นรั้งรูปไว้ก่อน เป็นฐานไว้ก่อน
รูปกายไว้ เพื่อไม่ให้แตกกรอบกายก่อน แล้วค่อยๆ หยั่งลึกลงไปในความรู้สึกของกายประกอบกันไป
สลับไปสลับมา
ทบทวนไปทบทวนมา ระหว่างรูปกับกาย กายกับรูป อยู่ตลอด
อย่าให้ออกนอกสองสิ่งนี้ อย่าไปรู้เกินสองสิ่งนี้ ...สองสิ่งคือรูปกับกายปัจจุบัน
แล้วมันจะค่อยๆ ชัดเจน ทั้งรูป ทั้งกาย ทั้งสิ่งหนึ่ง แล้วจะเห็นกายเป็นแค่สิ่งหนึ่ง
ตอนนั้นน่ะจิตมันจะหยุดๆๆๆ หยุดปรุง หยุดแต่ง ปุ๊บ สมมุติบัญญัติก็ลบไปเรื่อย
หมดค่า หมดความหมายไปเรื่อย ... ที่มันหมดความหมายเพราะมันหมดสมมุติบัญญัติ
เพราะจิตมันไม่ออกไปบัญญัติเป็นสมมุติภาษา มันเลยหมดความหมาย
ซึ่งไปตรงกับความเป็นจริง...ที่มันก็ไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว
แต่ที่มีความหมายว่าเป็นแขนเป็นขาเป็นตึงเป็นแน่นเป็นปวดนี่
ทั้งหมดนี่เป็นบัญญัติอยู่ สมมุติภาษาอยู่ ยังเรียกกล่าวขานเป็นภาษา ...จนมันรวมเป็นหนึ่งขึ้น มันจะหมดภาษาไป
พอหมดภาษาปุ๊บ กายเป็นธรรมจะปรากฏขึ้น ...จากปัจจุบันกาย ก็จะเป็นปัจจุบันธาตุ จากปัจจุบันธาตุก็จะเป็นปัจจุบันธรรม ...เมื่อเป็นปัจจุบันธรรมนี่ ทุกอย่างเป็นปัจจุบันธรรมหมดเลย
ไม่มีว่าส่วนที่เป็นรูปและไม่มีรูป คือเวทนาจิตธรรม คือสัญญา สังขาร วิญญาณ
ก็คือเป็นธรรมหนึ่ง ธรรมหนึ่งธรรมเอก และจะเห็นธรรมหนึ่งก็ด้วยจิตหนึ่งจิตเอก
เพราะนั้นทั้งหมดทั้งปวงในโลก
เหลือแค่สองสิ่ง คือสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้กับอีกสิ่งหนึ่งที่รู้อยู่ แค่นั้นเอง
ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความหมายใดๆ เลยในสองสิ่งนี้ ใกล้จบแล้วตรงนั้นน่ะ...ใกล้จบแล้ว
แต่ตอนนี้ยังไม่ใกล้จบ ยังห่างอยู่ ...ยังอีกหลาย continue
โยม – กราบขอบคุณพระอาจารย์ค่ะ
................................
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น