พระอาจารย์
10/12 (560302C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
2 มีนาคม 2556
โยม – ถ้าอย่างนั้น
การเคลื่อนไหวนี่จะเห็นชัดมากกว่าการนั่งหลับตารึเปล่าคะ
พระอาจารย์ – จริงๆ
น่ะก็เป็นอย่างนั้น การเคลื่อนไหวน่ะมันทำให้จิตตื่น แต่ว่าต้องเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวปกติ ตามธรรมดา ที่ไม่ใช่แบบที่จงใจน่ะ ... ถ้าเคลื่อนไหวแบบจงใจอย่างนั้นน่ะ มันก็จะไปติดเป็นรูปแบบ
เพราะนั้นเวลาจิตมันซึมมันเบลอ
หรือว่าดูเหมือนว่านั่งแล้วกายมันหาย ไม่รู้จะรู้กายตรงไหน ให้เคลื่อนไหว ให้เดิน
ให้ขยับ แล้วมันจะเห็นอาการไหว วูบ...แล้วรู้ วูบหนึ่งแล้วรู้อาการเคลื่อน นิ่ง...รู้
ขยับ...รู้ นิ่ง...รู้ ขยับ...รู้ อย่างเนี้ย พอให้มันแยกใจให้มันตื่นรู้ขึ้นมา
แล้วพอมันตื่นรู้ดีแล้วนี่ ลองนั่งเฉยๆ แล้วให้ตื่นรู้กับอาการที่มันเป็นก้อน เป็นกอง นิ่งๆ ...นี่ หาประสบการณ์
ต้องหาประสบการณ์ หาความชำนาญ ...แล้วมันจะชำนาญขึ้นเอง
ต่อให้นั่งเป็นสองชั่วโมงโดยไม่เคลื่อนเลย รู้ก็ไม่หาย กายก็ไม่หาย นี่ชำนาญแล้ว
เพราะนั่งนี่ ถึงมันไม่เคลื่อนไหว ท้องยังขยับ กระเพื่อมมั้ยท้อง หายใจเข้าออก มีการขยับมั้ย มีผัสสะ มีการกระทบไหม กายกระทบพื้น อย่างนี้...มีใช่มั้ย ยังไงมันก็ต้องมีการกระทบที่ใดที่หนึ่ง เข้าใจรึเปล่า
กายมันไม่ใช่ซุปเปอร์แมนนี่หว่า ที่มันไปลอยอยู่กลางอากาศ ...ขนาดซุปเปอร์แมนลอย
มันยังมีลมมาพัดโชยเลย เอาดิ มันต้องมีอะไรกระทบอยู่ซักอย่าง...กายน่ะ
เพราะนั้น การนั่ง การยืน
ต้องมีการกระทบอยู่แล้ว ไม่ที่ตีนก็ที่ก้น มันมีความแน่น ความหนัก
ความแข็งอยู่ตรงนั้น เนี่ย ตรงอย่างเนี้ย พยายามจับอิริยาบถย่อยในอิริยาบถใหญ่ ...คือถ้านั่งนิ่งๆ นี่
ถ้าไปรู้ว่านั่งเฉยๆ นี่อยู่ได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวหายแล้ว
แต่ถ้าว่าไล่สำรวจตรวจตราภายใน
คือตรวจตราความรู้สึกในกาย เรียกว่าตรวจตราด้วยสติ ด้วยอนุพยัญชนะของกาย นี่เขาเรียกว่าอนุพยัญชนะของกาย คือกายย่อย
มันก็จะเห็นผัสสะ คือการกระทบ คือการเกิดผัสสะขึ้นจากการกระทบไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่งของอาการ...มันมี
มันมีความปกติอารมณ์ มีความปกติเวทนาอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว
แต่ส่วนมากมันเอาหูไปนาเอาตาไปไร่น่ะ
ซะส่วนมาก แล้วมันจะไปหาอะไรไม่รู้ดู ไปหาเรื่องในจิตดู มักจะดูอย่างนั้น หากิเลสดูว่าตอนนี้มีกิเลสอะไรมั้ย พอหาไม่เห็นแล้วทำยังไง เลิกแล้ว ทิ้งแล้ว
ทำงานข้างนอกดีกว่า
มันจะไปทำงานข้างนอก คือหลง ส่งออก ... ก้าวข้ามกาย ก้าวข้ามศีล นี่เรียกว่าส่งออก
สมุทัย ...เลยไปอยู่กับสมุทัย แทนที่จะอยู่กับมรรค
แต่ถ้ายังอยู่กับมรรค มันจะค้นคว้าอยู่
ทำงานค้นคว้าภายใน ... คำว่าค้นคว้าภายในคือสำรวจอิริยาบถย่อย
นี่เรียกว่าค้นคว้าในกายนะ
ไม่ใช่ค้นคว้าโดยที่ว่าไปนึกแยกกายออกเป็นส่วน เป็นท่อน
เป็นชิ้น เป็นอณู อย่างนั้นไม่ใช่ ...อันนั้นเขาเรียกว่าค้นคว้าด้วยจินตา
แต่นี่ค้นคว้าด้วยสัมปชัญญะ ...ถ้าค้นคว้าในรายละเอียดของกายนี่
คือค้นคว้าในอิริยาบถย่อย กายย่อยในกายใหญ่ เพราะนั้นการค้นคว้าอย่างนี้
มันจะเกิดปัญญาขึ้นเองน่ะ
เพราะนั้นยิ่งเห็นย่อยเท่าไหร่
มันหาความเป็นคนไม่ได้เลยในอาการย่อย หาความเป็นสัตว์ไม่ได้เลย ในแข็ง ในยิบยับ
ในวูบวาบ ยวบๆ หยุ่นๆ ...เห็นมั้ย มันเป็นหญิงเป็นชายในหยุ่นในแข็งมั้ย นั่นน่ะ
ยิ่งดูย่อยเท่าไหร่ กายมันจะยิ่งแตก
แตกจากการเกาะกลุ่มเป็นตัวเรา ตัวคน ตัวหน้าตาผู้หญิงผู้ชาย มันจะออกจากตัวนั้นเลย
เมื่อดูอย่างนี้ ...นี่เขาเรียกว่าแยกย่อยในกาย หรือว่าจำแนกกายน่ะ
การค้นคว้ากายย่อยในกายใหญ่นี่เหมือนการจำแนกกาย
วิจยะกาย ...เป็นการวิจยะธรรม เรียกว่าธัมมวิจยะอย่างหนึ่ง เป็นเหตุให้เกิดปัญญา
คือมันจะแตกตัวออกจนหาความเป็นคนในส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้เลย หาความเป็นเราในส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้เลย ...ก็มันเห็นยิบยับๆๆ ไปทั่ว
แล้วอะไรเป็นเราวะนี่
จะแข็ง หรือจะหยุ่น หรือจะซาบซ่าน หรือจะตึง หรือจะแน่น
หรือจะเป็นก้อนดี อันไหนเป็นเราดีวะ หาความเป็นเราได้มั้ย นี่ มันเริ่มไม่เห็นความเป็นเราในปัจจุบันแล้ว ในปัจจุบันกาย
แต่ถ้าออกจากการค้นคว้านี้นะ
มันยังมีเราในอดีตอนาคตในจิตขึ้นมา นั่นแหละสักกาย เห็นมั้ย
มันจะเห็นว่าอันไหนเป็นสักกาย อันไหนเป็นกายจริง
ถ้ากายจริงน่ะไม่มีความหมาย ... แต่ถ้าเป็นกายในจิต และจิตสร้างรูปกายขึ้นมาในจิตเมื่อไหร่น่ะ สักกายเกิดเลย ...ขนาดมันอยู่ในปัจจุบัน มันยังแอบมาเป็นเรา ว่า...เรานั่งอยู่เลย เห็นมั้ย
ทั้งๆ ที่ว่าอาการนั่งก็คืออาการนั่ง
เอ๊ะ เรานั่งตรงไหน เห็นมั้ย มันมีน่ะ ... ไอ้ “เรา” นั่ง กับอาการนั่ง
มันคนละอาการเลยนะ “เรา” นั่ง กับอาการนั่งจริงๆ มันคนละตัวกันนะ
เพราะนั้นอาการนั่งจริงๆ นี่
คือกายวิญญาณ คือกายเวทนา นั่นน่ะอาการนั่งจริงๆ ... แต่ไอ้ “เรานั่ง” ไม่ใช่กายวิญญาณ
ไม่ใช่กายเวทนานะ แต่เป็นกายสังขาร
ไอ้กายสังขารคือกายปรุงแต่ง คือจิตปรุงแต่งกาย ...ในความปรุงแต่งของจิตผู้ไม่รู้ แล้วมาปรุงแต่งกายเมื่อไหร่ มันจะมี “เรา” ตรงนั้น
เป็น "กายเรา" ออกมา
เนี่ย มันจะแยกสักกาย ออกจากกายจริง
คนละส่วนกัน ...และมันจะแยกเห็นบ่อยๆ แล้วมันจะชัดขึ้นๆ
พอชัดขึ้นแล้วมันเริ่มทิ้งแล้ว เริ่มไม่เอา ไม่เชื่อ ...เริ่มไม่เชื่อ “กายเรา”
ที่เป็นกายสังขารแล้ว มันเชื่อกายจริงมากกว่า
คือกายมหาภูตรูป คือลักษณะของธาตุ มหาภูตรูป ๔ คือดินน้ำไฟลม
เพราะนั้นลักษณะของธาตุ ลักษณะของสสาร
มันเป็นลักษณะอย่างไร...มันเชื่อลักษณะนี้มากกว่า เนี่ย
เรียกว่าเชื่อตามความเป็นจริง นี่ ปัญญานะ มันก็ค้นคว้าไป
โยม – ต้องรอให้มันผุดขึ้นมาเองใช่ไหมคะ ไม่ใช่ไปพยายามน้อมคิดว่า
พระอาจารย์ – คือมันไม่ใช่ว่าไปรอให้มันผุดเอง หมายความว่า เหมือนกับเราตั้งปรัศนีไว้ คือ มันเป็นก้อนอย่างไร มันเป็นก้อนไหม
แล้วดูในแง่ที่ว่ามันเป็นก้อนไหม อย่างไร แค่เนี้ย ... คือเหมือนกับตั้งปรัศนีว่ามันเป็นก้อน
หรือว่าเป็นกองอะไร แค่ตั้งแค่นี้พอ เขาเรียกว่าโยนิโส
แยบคาย ...แต่ไม่ต้องถึงกับค้นคิดหรือพาคิด
แต่ให้ตั้งเหมือนเป็นหัวข้อหรือเป็นโจทย์ว่ามันเป็นก้อน ...ท่านบอกให้ดูให้เป็นก้อน
แล้วดูซิมันเป็นก้อนยังไง อย่างเงี้ย คล้ายๆ อย่างเนี้ย เข้าใจมั้ย
อย่าไปดูว่าก้อนสวย
ถ้าอย่างนี้แล้วมันเกินก้อนมา จะเป็นก้อนสวย ...ถ้าเกินก้อนนี้ จะเป็นก้อนเรา ถ้าเกินก้อนนี่
จิตมันจะเติมแต่งแต้มสีสันขึ้นมาแล้ว
แต่ถ้าเป็นก้อนนี่ ถือว่าใกล้เคียงที่สุดแล้วในสมมุติ
ในสมมุติที่เป็นก้อนหรือเป็นอาการ...เอ๊ะ มันเป็นแค่อาการ ดูแค่เป็นอาการ
ดูว่ามันเป็นอาการยังไง เออ อย่างเนี้ย
คือเป็นสมมุติที่ใกล้เคียงกับสภาพปรมัตถ์กายจริงๆ
แต่ถ้าเกินจากก้อน เกินจากสิ่ง
เกินจากอาการ จิตมันจะเติมสีสัน เป็นหญิง เป็นชาย เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นแก่
เป็นคนที่ทำงานที่นั้น เป็นคนจังหวัดนั้น เป็นคนประเทศนี้ เป็นคนนับถือพุทธ
เป็นคนดี เป็นคนที่เรียนมาระดับนั้น ฯลฯ ...มันจะเติมเข้าไป
นี่เกินก้อนแล้ว ไอ้นี่เกินก้อนมาหลายกระบิแล้ว ...เอาแค่ก้อน นี่ก็ถือว่าเดี๋ยวก็จะลบความเป็นก้อนแล้ว
จนมันเหลือแบบไม่รู้จะเรียกอะไรมันดี เป็นอะไรก็ไม่รู้ ...ลึกๆ มันจะเห็นอย่างนั้น
นั่นแหละ มันจะหมดความหมายมั่นในกาย จึงเรียกว่าหมดความหมายมั่นในกาย
พร้อมกับหมดความหมายมั่นตามบัญญัติและสมมุติ ...เรียกว่า Delete ทิ้งเลย มันเริ่ม Delete
ทิ้งหมด
ญาณทัสสนะ หรือปัญญาญาณนี่ จะ Delete สมมุติบัญญัติที่จะมาทาบทา...(เสียงสัมผัสกาย)
ที่ใดที่หนึ่ง ...พอมัน Delete ปุ๊บนี่ มันหมดค่าหมดเลย
แต่ต้องหมดค่าตรงนี้ก่อน ...ถ้าหมดค่าตรงนี้แล้ว เดี๋ยวมันจะค่อยๆ หมดค่า Delete ตามผัสสะ ตามจิต ตามอดีตอนาคต ตามอารมณ์
อย่างว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น
มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น มันยังไม่ทันแยกเลยว่าดีหรือชั่ว
หรือว่าเป็นกิเลสหรือไม่เป็นกิเลส ไม่สนใจเลย ที่จะไปบอกว่ามันคืออะไร
เนี่ย มันจะ Delete ทิ้ง ปัญญาญาณ มันจะ Delete การเข้าไปให้ค่า ...เพราะนั้นตัวปัญญาญาณเหมือนเป็นตัวที่ถือยางลบไว้
คอยลบบัญญัติ ลบสมมุติไปด้วย
เพราะเมื่อใดที่มันหมาย
แล้วหมายด้วยความไม่รู้เมื่อไหร่นะ มันจะมีค่าขึ้นมาทันที...เป็นบวกบ้างเป็นลบบ้าง
เป็นคุณบ้างเป็นโทษบ้าง เป็นราคะบ้างเป็นปฏิฆะบ้าง มันจะเพิ่มค่าขึ้นมาเรื่อยๆ
เพิ่มขึ้นมาเองนะนั่น
ไม่มีเหตุไม่มีผลน่ะ มันพอใจๆ นั่นน่ะ คือสันดาน คือความคุ้นเคย
แล้วถ้ายิ่งคุยกันนะ
โป๊ะเช๊ะเลย ...มีความเห็นตรงกัน มีความหมายเดียวกัน ปั๊บ มั่นเลย "ใช่เลยๆ" ... ก็ลากลงกองเพลิงหมด ลากลงหม้อนรกหมด เกิดความยึดมั่นถือมั่นในความคิดความเห็น เพราะมีคนมารับรองความคิดความเห็น
ก็ถามว่ามึงเป็นใครๆ เป็นอรหันต์รึเปล่า ถ้ามึงไม่เป็นอรหันต์ กูไม่เชื่อ ไม่คุย ไม่ฟัง อย่างนี้
แต่ว่าถ้ามันตรงใจ
ตรงเรื่องเดียวกัน เห็นเหมือนกันนี่...เอาแล้ว เหมือนอยู่ในโรงพยาบาลบ้า แล้วมีเพื่อน...พอดีบ้าประเภทเดียวกัน มันก็เลยจับกลุ่มกัน เข้าก๊กเลย มันก็แบ่งพรรคแบ่งพวก สีนั้นสีนี้ บ้าบอคอแตกกันไป
เป็นลูกศิษย์อาจารย์องค์นั้น
ลูกศิษย์อาจารย์องค์นี้ ทำไม่เหมือนกันอย่างนั้นอย่างนี้ ...ทำไมไม่เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันวะ คือลูกศิษย์พระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นธรรมอันเดียว ธรรมเป็นหนึ่ง ศีลเป็นหนึ่ง สมาธิเป็นหนึ่ง
ปัญญาเป็นหนึ่ง ...ทำไมมันไม่เป็นหนึ่งเดียวกันวะ ถ้าเป็นลูกศิษย์พ่อคนเดียวกัน
มันต้องเห็นธรรมอันเดียวกันสิ
ไอ้นี่มันลูกนอกคอก ไม่ใช่ลูกแท้
ลูกเทียม ลูกผสม พวกไฮบริด พวกจีเอ็มโอ ตัดแต่งพันธุกรรมใหม่ ทำขึ้นมาซะสวยเลย
โรคแมลงไม่กินไม่ไชไม่ชอน อย่างนั้นน่ะ คือไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลงแล้ว เพราะว่าตัดแต่งพันธุกรรมมาดี
มันผิดธรรมชาตินะ
ถ้าเป็นธรรมชาติมันต้องมีแมลงกิน ...แต่ว่าธรรมชาตินี้มันไม่มีคนดูแลสวน
ก็เป็นเรื่องของมันน่ะ เป็นเรื่องของธรรมชาติ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของสวนนี้ ...ไอ้นี่ต่างหากจริง
แต่มันก็ว่าได้พืชผลที่ดีแล้ว
ก็ภาคภูมิใจว่าพืชผลของเราดี แต่มันไม่เห็นตัวนี้...คือ "เรา" ยังเป็นเจ้าของพืชผลที่ไม่มีอะไรมาแผ้วพานได้ เนี่ย ไอ้นี่ลูกนอกคอก
แล้วแต่ละไร่ ...ไร่นึงมันมีมะละกอ อีกไร่ก็มีมะม่วง อีกไร่ก็มีมะนาว แล้วก็มาเถียงกัน ทะเลาะกัน
ว่าไร่ใครมีคุณค่ามากกว่ากัน
แต่ถ้ามาอีกไร่นึงนี่ ไม่มีอาณาเขต
ไม่มีขอบเขต ทั้งหมดไม่ใช่ของกู เป็นสาธารณะ เพราะไม่มีใครพึงจับจอง ...นั่นแหละเจ้าของที่แท้จริง เจ้าของที่ไม่มีตราจอง ไม่มีการจับจอง
ก็คือธรรมชาติที่เหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง
นั่นน่ะคือธรรมชาติของใจ
ธรรมชาติของวิมุติ ธรรมชาติของนิพพานที่เหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง
นั่นแหละเจ้าของที่แท้จริง แต่ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลเป็นเจ้าของ
นั่นน่ะถ้าถึงตรงนั้นแล้วลูกพ่อเดียวกัน
ธรรมเดียวกัน เห็นธรรมเดียวกัน ศีลเดียวกัน ศีลเท่ากัน ศีลแบบเดียวกัน
ปฏิบัติอย่างเดียวคือมรรค ...มรรคอันเดียว ทางเส้นเดียว ทางสายเดียวกัน ไม่แบ่ง
ไม่แตก ไม่ลัด ไม่อ้อมค้อม ไม่ย่นไม่ย่อ ยังไงยังงั้น มรรคมีเส้นเดียว
ระยะทางนี้ก็ระยะเดียว
เพราะนั้น คอยอบรมจิตไว้
เพราะว่ามันจะแตกนอกคอกอยู่เรื่อย ...เพราะระหว่างที่เราไปดั้นด้นฟันฝ่าในบู๊ลิ้มยุทธจักรนี่
คือการดำรงชีวิตมันจะเหมือนอยู่ในบู๊ลิ้ม มันก็จะมีการท้าประลองอยู่เรื่อย
ผัสสะต่างๆ บุคคลต่างๆ
การรู้การเห็นต่างๆ นี่คือผู้ที่จะมาท้าประลอง ...ก็จะไปต่อยตี
แล้วก็จะไปหาความรู้เพิ่มเติมจากสำนักบู๊ลิ้มมั่ง ...เพื่อจะได้เคล็ดวิชาไหมฟ้ามั้ง
มันจะได้ที่ว่าเป็นหนึ่งในยุทธภพให้ได้ไง แบบถ้าไม่มีเคล็ดวิชาหรือว่าทำลายจุดต๊กมึ้ง
มันก็ทำให้ลมปราณเดินไม่สะดวก อะไรอย่างเนี้ย ... เนี่ย มันจะเจอเหล่านี้อยู่ตลอด
จิตมันก็จะพยายามไปไขว่คว้าหาความรู้เพิ่มเติม
วิธีการเพิ่มเติม เพิ่มแล้วก็มาเติมมันลงไป คือว่าสีมันจางๆ
ก็กลัวมันจะไม่เข้มข้นพอ คือเพิ่มแล้วก็เติมจนมันข้นคลั่กเลยน่ะ ข้นจนกูยังแยกน้ำกับสีไม่ออกเลย
คือธรรมดาก็สีเรื่อๆ แล้วนะ ...ก็ยังไปเพิ่มเติมเข้ามาอีก ด้วยความรู้ที่มันเป็นเคล็ดวิชานั่น ไอ้นั่นก็วิชาสลายกระดูก
ไอ้นั่นก็ตำราสลายเอ็น นั่นก็วิชาไหมฟ้า ... อู้ย ดีหมดเลย เติมมันเข้าไป
น้ำที่มันพอมีสีเรื่อๆ
ปนอยู่ระหว่างกายกับใจนี่ เลยกลายเป็นข้นคลั่กดำปี๋เลย ...อันไหนน้ำ อันไหนธาตุ อันไหนขันธ์
อันไหนเรา ...งง ไม่รู้เลย
ทีนี้จะแยกออกก็ปวดหัว สับสน ก็เพราะไอ้ที่เอาเข้าน่ะ...ตั้งอกตั้งใจเอาเข้าเลยนะ วิธีนั้นก็เอา วิธีนี้ก็ได้ ทำแล้วได้ผลอย่างนั้น...เก็บ
ไอ้นี่ทำแล้วได้ผลอย่างนี้...ก็ดี...เก็บ
สุดท้ายตีกันเอง ...กูจะเอาวิธีไหนดี
ไอ้นั่นก็จะดู ไอ้นี่ก็เคยดูแล้วก็ได้ผล แล้วถ้าเอามาผสมกันล่ะ นี่ กูจะไฮบริดลูกเดียว ...ถ้าไฮบริดแล้วมันจะออกมาแบบจับม้าผสมแกะ จับแกะผสมแมว แล้วมีหมาเข้าไปด้วย
เอาดีเอ็นเอมาผสมเข้าไป ...มันออกมาเป็นตัวอะไรวะนี่
แล้วถามว่าสภาพเดิมที่แท้จริงมันคือยังไง "กูไม่รู้แล้วๆ" ... มันจะแยกธาตุแยกขันธ์ถูกมั้ยนี่ กูใส่เอง กูยังงงเลยอ่ะ ...คือกะว่าออกมามันจะเป็นยอดมนุษย์อุลตร้าแมนไง แล้วมันดันออกมาเป็นพันธุ์อะไรวะนี่
หกขาหกแขน หกตีนหกมือ ทำได้ทุกอย่างเลย ...แต่กูไปไหนไม่รอด
เออ ให้มันได้อย่างนั้น
นั่นล่ะพวกพันธุ์ผสม ...แล้วก็มานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าอยู่กับที่บ้านที่นอน
ออกจากทุกข์ไม่ได้ ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลย
ถ้าใจไม่หนักแน่นพอ ถ้าใจไม่มีหลัก
ไม่ตั้งอยู่กับหลักศีลสมาธิปัญญาที่แข็งแกร่งแล้วนี่ มันจะหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ...ทั้งภายนอกที่พาหวั่นไหว ภายในก็หวั่นไหวด้วยการคิดและค้น
ด้วยความที่ไม่รู้จักคำว่าพอ
ไม่รู้จักคำว่าพอดีกายพอดีใจ ...ถ้ามันพอ มันก็พอดีแค่กายนี้
พอดีกับใจรู้นี้ นี่ พอดี
แต่มันลึกๆ โดยสันดานของทุกคน มันไม่มีคำว่าพอ ... เพราะตราบใดที่ตัณหายังไม่หมด มันเต็มไปด้วยตัณหา ความทะยานอยู่ภายใน ...มันมีตลอด
ที่มันอยู่ได้สงบได้ เพราะควบคุมไว้ด้วยสติศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น ...แต่ถ้ากำลังสติศีลสมาธิปัญญาอ่อนลง
น้อยลง ถอยลงเมื่อไหร่ สันดานมันจะกำเริบ ...จิตก็จะเริ่มแตกตัว แตกออกๆ
จากอาการแตกแรกคือ
หลง เพลิน หาย ...หลง เพลิน หาย มาก่อน นี่ให้รู้ไว้เลย พอเริ่มหลงเพลินหายซักหลายๆ
วัน เดี๋ยวเสร็จ...เดี๋ยวมีวิธีการใหม่ๆ ประหลาดมหัศจรรย์เกิดขึ้นแล้ว
เพื่อจะเอาคืน
ทุกรายน่ะ ...ไม่ต้องมีเจโตก็บอกได้ มันเป็นอย่างเนี้ย เหมือนกันหมด พันธุ์เดียวกันหมด ...พันธุ์มั่ว พันธุ์ผสม พวกไฮบริด
กว่าที่มันจะเหลือหลักเดียว
จับหลักให้แม่น จับหลักให้ถูก จับหลักให้ตรงนี่ ต้องเคี่ยวกรำ...ต้องเคี่ยวกรำทั้งภายนอก ต้องเคี่ยวกรำทั้งตัวเอง
ภายนอกนี่ครูบาอาจารย์ ต้องเคี่ยว
เคี่ยวแบบข้นคลั่กเลยน่ะ ...อย่างถ้าให้เราพูดนี่ ถ้ามาอยู่ใกล้ๆ เรานี่อย่าได้กระเด็นออกเลยจิต
ตบกะโหลกหมด...จิตน่ะ (โยมหัวเราะ)
มันสมควรอยู่ที่นี้ พอแล้ว ... อย่าออก
อย่าคิด รู้อย่างเดียว ... นี่ตบโหลก ปุ๊บ มันก็เข้าที่ ใช่มั้ย นี่ ภายนอกก็ช่วยได้
แต่ว่าถ้าออกห่างจากเรา สายตาเรานะ เสียงเรานะ นี่ มันก็ต้องเคี่ยวกรำตัวเอง ...คราวนี้ต้องเคี่ยวกรำตัวเองแล้ว ต้องจำหลักให้แม่น
แล้วก็ต้องไปทบทวนตัวเองอยู่เสมอ...ว่าอยู่ด้วยศีลมั้ย อยู่ด้วยสติมั้ย ศีลมีมั้ย กายมีมั้ย ...ถ้าถามว่าศีลอยู่ที่ไหน
ก็อยู่ที่กายนั่นเอง ถ้าถามว่ามีมั้ย นี่รู้เลยว่าไม่มี ...ก็มีซะเลย ไม่ต้องรอ
ก็ระลึกรู้หยั่งรู้ตรงนั้น คอยหยั่งรู้หยั่งเห็นอยู่ตรงนั้น
อย่ามัวแต่คอย
อย่ามัวแต่หา อย่ามัวแต่รอ ...ไม่ทันกินหรอก อายุมันกลืนกินขันธ์อยู่ตลอดเวลา เวลามันกลืนกินขันธ์อยู่ตลอดเวลา...ตายทุกลมหายใจเข้า ตายทุกลมหายใจออก ตายทุกอิริยาบถ มันตายกลืนตายกิน
ตายเล็กตายน้อย ตายเป็นระลอก เดี๋ยวก็จะตายใหญ่ มันทยอยตายไปเรื่อย...กายน่ะ
มัวแต่ไปค้นไปหาอะไรอยู่ ... เสียงาน อายุไม่ทันหรอก แปดสิบปีนี่ ถ้ามัวแต่ไปทำอะไรหลายงานหลายปี ไม่ทันหรอก ไม่ทันที่จะแจ้งในกองขันธ์
ไม่ทันที่จะแจ้งในกาย ...ไม่ทันเลยนะ
แต่ถ้าทำงานเดียว มันทัน ... ถ้าเอากายเดียว ทำงานเดียว มรรคเดียว ศีลเดียว สติอันเดียว สมาธิอันเดียว
ตั้งอยู่ที่เดียว รู้อยู่ที่เดียว เห็นอยู่ที่เดียว แค่เนี้ย ทัน ...ทันขนาดที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เจ็ดวัน
เจ็ดเดือน เจ็ดปีนะ
แต่คราวนี้มันหลายงานไง ...แล้วส่วนมากมันไม่ทำงาน เป็นคนว่างงานๆ
ว่างงานในมรรค เดินโต๋เต๋ตุหรัดตุเหร่ ล่องลอยเหมือนกับเป็นพวกโฮมเลส ไร้บ้าน ขอทาน
หากินไปเรื่อย
แบมือขอ ...อยากได้นั่น อยากได้นี่
อยากได้ธรรม เนี่ย เป็นพวกขอทานนะ ...มันไม่มีหลักแหล่งน่ะ
พเนจรโซซัดโซเซอยู่อย่างนั้นน่ะ
นักภาวนาแต่ละคนเหมือนพวกเป้ใบย่ามใบ ...เราบอกแล้วไงเหมือนผู้หญิงสะพานย่ามเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว พร้อมจะหนีตามผู้ชายทุกคนที่มาเรียก
เตรียมพร้อมหมดเลยน่ะจิต ...อะไรมาเกาะมาแกะมากระทบกระเทือน มาสัมผัสสัมพันธ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ...นี่ ไปเลย เพราะเตรียมของไว้พร้อมแล้ว อยู่บนหลังนี่เอง ... เนี่ย มันไวขนาดนั้นเลยน่ะจิตนี่
แล้วถ้ามัวแต่ว่างงาน แล้วก็ไม่หาสร้างบ้านสร้างเรือนเป็นหลักเป็นฐาน
เป็นหลักเป็นแหล่งอยู่ภายในแล้วนี่ มันก็โซซัดโซเซไปตกระกำลำบาก
อดอยากปากแห้งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ...นึกว่าจะได้ธรรม นึกว่าจะได้เข้าใจในธรรม
สุดท้ายก็ล้วนว่างเปล่า
จะเข้าใจอะไรให้มันชัดเจน หรือเข้าใจแล้วจิตมันยอมปล่อย
จิตมันยอมวาง ...ก็ไม่ยอมปล่อย ก็ไม่ยอมวาง จิตน่ะ นึกว่ามันจะวาง นึกว่ามันจะหายแล้ว
ก็ยังไม่ยอม จิตก็ยังไม่ยอมวันยังค่ำ ดีไม่ดีมันมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
นึกว่ามันจะน้อยลง นึกว่าจะยึดน้อยลง ...มันกลับยังยึดหน้าถือตา ยังยึดตัวถือตน ยังยึดอาณาเขตขอบเขต อะไรที่เป็นเราของเราอยู่ทุกอย่าง ...แม้แต่ลิปสติกแท่งนึง ดินสอเขียนคิ้วอันนึง หรือว่าปากกาด้ามนึง
แค่นี้กูยังยึดเลยน่ะว่าเป็นของกู อย่ามาเอานะ
มันภาวนาประสาบ้าบออะไร
ดูจิตประเภทไหน ของแค่นี้ยังเป็นของเรา ใครจับปุ๊บ เกรี้ยวกราด หงุดหงิด ขุ่นมัว
เศร้าหมอง นึกว่าดูไปแล้วมันจะคลายออกมั่ง จากความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราของเรา
มันต้องสังเกต
ว่าภาวนาแล้วผลมันเป็นยังไง มันคลายออกมั้ย ... หรือมันแค่ตามเทรนด์กันเอง
แต่ผลไม่บังเกิดขึ้นเลยนี่
ไม่ใช่ว่าวาสนาเราไม่ดี ไม่ใช่ว่าบารมีเรายังไม่ถึง
ไม่ใช่ว่าความเพียรเรายังไม่พอ บางทีมันไม่ใช่อย่างนั้นนะ ...บางทีมันอาจจะมั่วอยู่รึเปล่า แต่เข้าใจว่าอยู่ในมรรคอยู่
มันต้องถี่ถ้วนกับศีลสมาธิปัญญาให้ชัดก่อน
ทำความชัดเจนในศีลสมาธิปัญญาให้มันตรงก่อน ถ้ามันตรงแล้ว มันจะรู้เลยว่า "เอ๊
มันไม่น่าใช่แล้ว ไอ้ที่ทำมา หรือกำลังทำอยู่ และกำลังจะทำต่อนี่ ...ไม่น่าจะใช่"
พอรู้ได้ พิจารณาได้ถ่องแท้...ในแง่เบื้องต้นของศีลสมาธิปัญญาแล้ว อันนี้จะถอนตัวทันมั้ยล่ะ จะยอมถอนมั้ย จะเสียดายมั้ย
ตรงเนี้ย พอทำไปนานๆ
แล้วมันจะติด ถึงบอกไง ว่าแค่นั่งเบาะ แล้วให้ลุกออกจากเบาะหรือเอาเบาะออก
มันรู้สึกว่าขาดไม่ได้แล้ว
เพราะนั้น...จนกว่ามันจะมีปัญญาพอที่จะลาออกจากเส้นทางที่นอกมรรค แล้วมาลงร่องปล่องชิ้น หรือว่ายินยอมพร้อมใจ ตัดสินใจเดินในองค์มรรค...แบบเส้นทางที่ไม่เคยเดินมาก่อน
ไม่มีใครเดินมาก่อนหรอกเส้นนี้ ...ถ้ามันเดินก็คงไม่กลับมาแล้ว หรือว่าถ้ามันเจอ มันก็จะไม่ไปเดินทางอื่น ... แต่พวกเรานี่มันไม่เคยเจอแล้วก็ไม่เคยเดิน แล้วยังไม่เคยลองแบบเดินจริงๆ จังๆ
ตรงนี้มันต้องตัดสินใจด้วยความอาจหาญ
กล้าหาญ ... ถึงว่าต้องทิ้งเลย ไอ้ที่เคยทำมาทั้งหมด ที่คิดว่าใช่
ที่คิดว่าจะทำต่อเนี่ย ...ก็ไม่ทำแล้ว แล้วก็มานั่งเฝ้ารู้ดูเห็นอาการทางกาย
ซึ่งไม่ต้องทำอะไรเลย มันมีให้ดูอยู่แล้ว
แล้วไม่หาความรู้อะไรนอกจากนี้
นอกจากก้อนนี้กองนี้ ...ตรงเนี้ย
คือการอบรมจิตในระดับที่เรียกว่า ขัดอดขัดใจพ่อตาแม่ยายมันมาก ...มันจะไม่ยอมหรอก
เพราะว่าอะไร ...เพราะเราเรียนมาทางโลกนี่ เราเรียนด้วยการจดจำ ค้นคิด และหา พิเคราะห์ พิจารณา
มันจึงได้ความรู้ ได้ปริญญามา
พอมาเริ่มปฏิบัติธรรม ...มันก็จะพิจารณา
ค้นและหา วิเคราะห์ ... มันก็เห็นว่าถ้าอยู่กับที่เหมือนกับไม่ได้หาอะไร
มันก็เหมือนกับซ้ำชั้นหรือว่าตก นี่ มันจะเชื่ออย่างนี้
มันก็เลยเกิดความขวนขวายหาธรรมนู่นธรรมนี่
เพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมาใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ต้องทำขึ้นถึงจะรู้ ถ้าไม่ทำแล้วไม่รู้ ถ้าไม่ดูแล้วก็ไม่เห็น
หมายความว่าต้องหาอะไรมารู้มาดู แต่ไอ้ของที่มีอยู่...กลับมองข้ามไป
(ต่อแทร็ก 10/13)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น