(หมายเหตุ : ถอดความจากซีดีคำสอน แผ่นที่ 10
โดยเรียงลำดับจากแทร็กชุด 10/1 ไปค่ะ)
พระอาจารย์
10/1 (560205A)
5 กุมภาพันธ์ 2556
พระอาจารย์ –
ยังไงก็ต่อหน้าต่อตาก็รู้ไป อดทนไป ชดใช้กรรม แล้วก็ได้ปัญญาไปด้วย...ดีกว่าจะหลบ จะลี้ จะหนีกัน
ยังงั้ยก็ตาย มันก็ตายอยู่แล้ว แต่ว่าจะตายแบบมีปัญญาหรือตายแบบไม่มีปัญญา คือระหว่างที่ยังมีชีวิตก็เจริญปัญญาให้มากที่สุด ให้เห็นขันธ์ ให้ยอมรับขันธ์
แต่ไอ้เวทนาขนาดนี้ ยังงั้ยยังไงมันก็ต้องมีเราของเรา มันไม่ใช่ของง่ายหรอก เพราะว่าเวทนามันเป็นสิ่งที่ละได้ยากที่สุด คือจากกายแล้วนี่ ละกายแล้วยังละเวทนาไม่ได้เลย เวทนาในกาย ยึดเวทนาเป็นเรานี่ มันละเอียดมาก ...ยิ่งทุกขเวทนาขั้นตายนี่ ถ้าไม่เอาตายสู้ ก็หมายความว่า มันไม่ยอมวางหรอก
คำว่า “เอาตายสู้” นี่ไม่ใช่ว่าไปนั่งเอาตาย หรือว่าอดทนจนตาย เอาตายสู้หมายความว่า ไม่แก้ไม่หนี คือไม่มีอดีตอนาคต คือเอาตายสู้กับเวทนาปัจจุบัน ต้องรักษาจิตให้เป็นหนึ่งกับเวทนาล้วนๆ จริงๆ
เพราะจิตมันจะกลัวตาย พอจิตมันกลัวตาย มันจะแล่นไปอนาคต ไปหมายที่มันไม่มีเวทนา คือมันไปสร้างอุปาทานขันธ์ ข้างหน้าที่ดีกว่า สร้างเวทนาขันธ์ที่เป็นอุปาทานที่จะหายได้ เพราะนั้น มันกลัวตาย มันกลัวเวทนา
แต่ถ้าเอาตายสู้ หมายความว่า ไม่คิด ไม่แก้ ไม่เคลื่อนออกจากปัจจุบันกายปัจจุบันเวทนาเลย นั่นน่ะ มันถึงจะแก้ได้ เกิดความแจ้ง
แบบสมัยก่อน ถ้าสมัยก่อนแบบครูบาอาจารย์ เวลาท่านเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านอยู่ในป่านี่ เป็นมาเลเรียบ้าง เป็นอะไรบ้าง ไม่ได้กินยารักษา ก็นั่งดูกันไป ไม่แก้ไม่หนี จนกว่าจะขาด ถ้าไม่ขาด...กายมันจะทรุดลงไป สลบบ้าง กำเริบบ้างมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามันขาดจากเวทนา แจ้งในเวทนา มันจะดับให้เห็น
ก่อนที่มันจะไปสู้กับเวทนาได้ มันต้องสู้กับกายก่อน สมาธิมันจะต้องฝึก จิตมันจะต้องตั้งมั่นในระดับที่เรียกว่า ไปต่อสู้ต้านทานกับขันธ์ที่มันละเอียด หรือว่าขันธ์ที่จิตมันยึดมั่นถือมั่นอย่างสูง
เพราะนั้นสมาธินี่ จิตนี่มันจะตั้งมั่นได้เป็นฐานที่แข็งแรง เป็นดวงจิตผู้รู้อยู่ ไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหวนี่ ต้องมาตั้งมั่นอยู่กับฐานกายฐานศีล ฐานปัจจุบันกายนี่เป็นที่ระลึกรู้ เป็นที่หยั่งรู้อยู่เสมอ เนืองๆ ในระดับที่เวทนาเป็นปกติอยู่นี่ ยืนเดินนั่งนอน จิตมันก็จะแข็งแกร่งตั้งมั่น สะสมพลังสมาธิ พลังจิตหนึ่ง...มันจะมี
เพราะนั้นเมื่อมีสมาธิ มีจิตตั้งมั่นที่ดีแล้ว พอสมควรแล้วนี่ เวลาที่มันมีเวทนา หรือเวลาคับขันขึ้นมานี่ ความชำนาญหรือความที่จิตมันเป็นหนึ่งอยู่เสมอ มันก็สามารถที่จะอดทนอดกลั้น แล้วก็ต่อต้านกับเวทนา และต่อกรกับอุปาทานขันธ์ของจิตได้
เพราะนั้นระหว่างที่เวทนาในร่างกายมันไม่กำเริบนี่ การระลึกการนึกน้อมอยู่ในกาย อยู่ในรู้ปัจจุบันนี่ ต้องไม่ทิ้ง ต้องไม่ขาด ต้องเติม อย่างที่เคยบอกว่าเหมือนกับชาร์จแบตน่ะ มันก็ชาร์จแบตให้มันเต็มหม้อเต็มไฟเต็มแรงเลย
จิตไม่ชัด รู้ไม่ชัด กายก็ชัด คือแรกๆ นี่ จิตหรือว่าใจหรือว่าจิตที่ตั้งมั่นน่ะ มันจะไม่รู้ชัดหรอก มันยังไม่เกิดดวงจิตผู้รู้ที่ชัดเจนหรอก ก็ให้มันมาชัดที่กาย ถึงแม้จะมีแต่กาย ไม่มีรู้ รู้ไม่ชัดก็ตาม แต่ให้กายมันชัดก่อน ให้กายปกตินี่ กายธรรมดา หรือว่ากายตามความเป็นจริง กายปัจจุบันนี่ ให้มันชัด
ไม่ต้องกลัวเพ่งหรอก ไอ้ที่ว่าเพ่งกาย ติดกาย หรือว่าเพ่งแล้วจะติดกายนี่ มันเป็นกายนิมิต หมายความว่านึกน้อมแล้วก็นึกเป็นภาพอสุภะ นึกเป็นภาพก้อนดินก้อนน้ำก้อนไฟอะไร มันเป็นนิมิต อย่างนั้นน่ะมันจะติดนิมิต
แต่คำว่าปกติกายนี่ คือให้มันชัดในความเป็นปกติกาย เย็นร้อนอ่อนแข็ง ยืนเดินนั่งนอน หนักเบาพวกนี้ ให้มันรู้ชัด ให้กายตรงนี้มันชัดก่อน แล้วก็เพ่งลงไป จดจ่อไว้ คำว่าเพ่งในที่นี้คือจดจ่ออยู่ที่กายเดียวนั่น กายความรู้สึกน่ะ กายตามความรู้สึก กายธาตุ กายความรู้สึกของธาตุ
เมื่อกายมันชัดแล้วนี่ จิตมันก็จะรวม คือรวมๆๆ อยู่ภายใน จะไม่แส่ส่ายออกนอกไปในอดีตอนาคต เมื่อมันรวมอยู่ภายใน เมื่อกายชัดแล้ว จากนั้นไปจิตจะชัด คือว่าดวงจิตผู้รู้ที่มันรวมหนักแน่นมั่นคงอยู่ภายใน มันก็จะชัดขึ้นๆ
ไปๆ มาๆ นี่ พอมันชัดขึ้นมันรวมขึ้นมานี่ ดวงจิตผู้รู้ดวงจิตผู้เห็นภายในนี่จะชัดกว่ากาย มันจะชัดกว่ากาย นี่หมายความว่าสมาธินี่มันรวม มันตั้งฐาน มันตั้งอยู่ภายในได้ และเมื่อสมาธิตั้งหรือว่าจิตมันรวมเป็นดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นเด่นอยู่ภายในแล้วนี่ ตรงนั้นน่ะ สมาธิจะทำงาน
หมายความว่ามันจะออกมาเห็นกายซ้ำอีกรอบ มันจะออกมาแยบคายในกาย แล้วก็จะออกมาโยนิโสในความเป็นก้อนธาตุ ความเป็นก้อนเวทนา ความเป็นก้อนทุกข์ ความเป็นก้อนที่แปรปรวนไปมา ความเป็นก้อนที่ไม่ใช่สัตว์บุคคล ความเป็นก้อนที่ไม่มีชีวิต ความเป็นก้อนอย่างนี้ มันก็จะออกมาเห็น ออกมาเห็นกายอีกรอบ ซ้ำลงไป
อันนี้มันเห็นด้วยดวงจิตผู้รู้ที่มันออกมาเห็นกายอีกครั้งนึง มันจะเห็นกายในอีกมิตินึง คนละมิติกับที่จิตผู้ไม่รู้มันเห็นหรือมันเชื่อ คราวนี้มันก็เห็นในมิติที่มันไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล เห็นในมิติที่เป็นลักษณะที่เป็นสิ่งหนึ่งหรืออาการหนึ่งเท่านั้นเอง
ตรงนั้นน่ะมันจะเห็นได้ต่อเมื่อมีกำลังของสมาธิคือจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง ไม่มีความคิด ไม่มีความปรุง ไม่มีสัญญา ไม่มีบัญญัติ ไม่มีสมมุติ ไม่มีภาษา ไม่มีความคิดความเห็น ตรงนั้นน่ะมันจะเห็น
ตรงที่จิตผู้รู้มันออกมาเห็นกายด้วยความเป็นกลางนี่ ตรงนี้ที่เรียกว่าญาณทัสสนะ มันจะเห็นด้วยญาณทัสสนะ
แต่ว่าถ้าสมาธิหรือสัมมาสมาธินี่ตั้งมั่นไม่พอ หรือว่ากำลังไม่เพียงพอ ไม่ต่อเนื่อง มันจะอยู่ได้ไม่นาน อยู่ได้แบบ...ดูไปเรื่อยๆ ดูไปเงียบๆ สักพักนึง สักระยะนึงแล้วนี่ มันก็เริ่มส่าย หมายความว่าจะเริ่มมีความปรุงแต่งเกิดขึ้น มีความคิด เดี๋ยวก็มีความจำตามตำรา ตามที่เคยได้ยินมานี่ มันก็จะขึ้นมาๆๆ ตรงนี้แล้วมันจะส่าย
พอมันเริ่มส่ายเริ่มไหวไปแล้วนี่ ให้รู้ไว้เลยว่าสมาธิมันเริ่มหมด มันหมดกำลังแล้ว หมายความว่า ต้องกลับมาชัดที่กายอีกแล้ว ต้องกลับมาเจริญสติในกายอีกแล้ว หมายความว่าต้องกลับมาเจริญสติในอิริยาบถ ในอิริยาบถยืนเดินนั่งนอน ให้เห็นเป็นรูปก็ได้ ให้เห็นเป็นความรู้สึก ชัดเจนลงไปในความรู้สึกยืนเดินนั่งนอน เย็นร้อนอ่อนแข็ง
แม้จะเป็นเราของเราก็ตาม แม้จะเป็นเรานั่งเรานอนเรากำลังยืน เรากำลังทำอะไร ก็ดูมันไป ดูมันไปให้กายชัด ใจอาจจะไม่ชัด ใจมันไม่ชัดแล้ว มันยังไม่รวม วนเวียนๆ อยู่อย่างนี้ ในกองขันธ์ ในกองกายอยู่อย่างนี้ ...แล้วมันจะค่อยๆ รวมตัวกันๆ เป็นดวงจิตผู้รู้เด่นชัด
เมื่อมันรวมเป็นดวงจิตผู้รู้เด่นชัดนี่ มันจะเห็นทั้งกายและทั้งจิตพร้อมกัน ...มันไม่ได้เห็นแค่กายนะ จิตมันก็มี แต่มันมีแบบมันไม่เอาเลย หมายความว่ามันปล่อยผ่านเลย หมายความว่ามันไม่ใยดี มันไม่ใส่ใจอะไร มันจะผุด มันจะโผล่ หรือมันจะชัก มันจะจูง หรือว่ามันมีเรื่องมีราวอะไรขึ้นมา มันก็ต่างคนต่างอยู่...เหมือนกับต่างคนต่างอยู่
แต่ว่างาน...งานหลักเลย พยายามให้เน้นลงรู้เห็นแยบคายกับกายเป็นหลัก ตรงนี้ ซ้ำไปซ้ำมาๆๆ จนดวงจิตผู้รู้นี่ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นได้นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ยาวขึ้น สม่ำเสมอขึ้น เป็นปกติรู้ปกติเห็นของมัน ที่มันไม่ค่อยเสื่อม ไม่ค่อยคลายออกไป
ทุกอย่างที่มันเห็น มันก็จะเกิดญาณทัสสนะ เห็นผ่าน เห็นปล่อย แล้วก็เห็นด้วยความเข้าใจ มันไม่ได้เห็นแบบยึดมั่นถือมั่น แต่มันเห็นแล้วเข้าใจ เห็นแล้วผ่าน เห็นแล้วทำลายความเห็นเดิม นี่ ตัวนี้คือญาณทัสสนะ
แล้วยิ่งสมาธิตั้งมั่นขึ้นเท่าไหร่...การผ่าน การปล่อยในอาการที่มันเห็นนี่ ยิ่งไวขึ้นเท่านั้น เรียกว่าความเฉียบคมก็จะมากขึ้นตาม เพราะสมาธินั่นแหละเป็นเหตุ หรือเหตุหลักเลยที่ทำให้เกิดญาณทัสสนะที่แจ่มใส แจ่มชัดขึ้น
ถ้าจิตไม่รวมเป็นหนึ่งจริงๆ นี่ การรู้การเห็นนี่มันจะเจือปนด้วยความไม่รู้ มันจะเจือปนด้วยความจำ มันจะเจือปนด้วยความเชื่อ ที่มันคอยมาทำความลังเลสงสัยในสิ่งที่มันเห็น มาทำความเคลือบแคลงสงสัย ลังเล ในกายบ้าง ในจิตบ้าง อยู่ตลอดเวลา
เพราะอะไร เพราะมันยังละความลังเลสงสัยไม่ได้โดยเด็ดขาด พอมันเริ่มยังงั้นก็พยายามให้เท่าทัน แล้วก็ ไม่เอา ไม่สงสัย ละไปเลย แล้วก็ดูไปโง่ๆ ดูกายเป็นฐานไป ดูกายลงเป็นฐานเลยว่า ดูโง่ๆ รู้โง่ๆ ความรู้สึกเฉยๆ ธรรมดาของมันนั่นแหละ
ไม่ว่าจะเป็นอะไร จะเป็นก้อน จะเป็นสิ่งนึง หรือว่ามันจะมี “เรา” อยู่ด้วยก็ตาม มันจะมีความรู้สึกอะไรปรากฏติดอยู่กับกายนั้นก็ให้มันดูลงไป รู้ไปตรงๆ แล้วมันจะค่อยๆ รวมเป็นหนึ่ง หนึ่งโดยออกจากความลังเลสงสัย ออกจากความคิดความจำ ออกจากอดีตออกจากอนาคต แล้วมันจะเหลือกายล้วนๆ กับใจล้วนๆ คู่กัน
หมายความว่ากายที่เราเห็น...โดยที่ไม่มีอำนาจของสัมมาสมาธิ หรือว่าเห็นด้วยจิตที่ไม่ตั้งมั่นนี่ มันจะเป็นกายที่ปนเปื้อน เหมือนกับ...น้ำกับสีน้ำ ที่มันผสมกัน แล้วมันแยกอะไรไม่ออก มันก็จะเห็นแต่สีน้ำอยู่ในน้ำ โดยไม่เห็นว่าน้ำคืออะไร สีคืออะไร มันไม่สามารถแยกได้ แล้วมันก็เชื่อว่าสีอะไรใส่ลงไปมันก็คือสีนั้น มันไม่เห็นว่าความเป็นน้ำอยู่ตรงไหน
แต่ตัวจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่น หรือสัมมาสมาธินี่ มันเหมือนเป็นตัวกลั่นกรอง มันจะทำให้แยก ให้เห็น ระหว่างน้ำคือน้ำ สีคือสี มันคนละอันกัน มันจะแยกกัน หมายความว่า มันจะเห็นกายแท้ๆ กับกายที่ไม่แท้ที่มันปนกันออก เขาเรียกว่ามันมีการวิจยะ
ญาณทัสสนะนี่มันจะเป็นตัววิจยะธรรม แล้วก็กลั่นกรองกายออกจากกัน ระหว่างกายจริงกับกายไม่จริง กายสักกายกับกายตามความเป็นจริง กายสมมุติกับกายตามความเป็นจริง กายบัญญัติกับกายตามความเป็นจริง กายจากความไม่รู้ที่มันสร้างความเชื่อความหมายใดๆ ก็ตาม มันก็จะเห็นว่า ไม่ใช่ ... อันนี้ไม่ใช่กายที่แท้จริง มันจะเห็น
แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา มันจะไม่เห็นกายในมิติที่เป็นมหาภูตรูป คือเป็นก้อนธาตุหรือว่าก้อนธรรม หรือว่าก้อนทุกข์ หรือว่ากองที่แปรปรวนไปมา มันจะเห็นแต่ในแง่ที่เป็นเราเป็นเขา เป็นชายเป็นหญิง เป็นชื่อนั้นชื่อนี้ เป็นคนที่มีสถานะอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นกายที่เป็นสถานะอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นนักบวช เป็นนักบ้าน เป็นคนทำงาน เป็นคนจังหวัดนั้นจังหวัดนี้
มันจะเห็นกายอย่างนี้ คือกายที่มันปนเปื้อน แล้วมันก็ไปเชื่อความปนเปื้อนนั้นมากกว่ากายตามความเป็นจริง ... จะไม่ให้มันเชื่อยังไง ก็มันยังไม่เคยเห็นกายตามความเป็นจริง มันก็เชื่อเท่าที่มันเห็นนั่นแหละ ความไม่รู้ของจิตน่ะ
แต่คราวนี้ว่าเมื่อใดที่จิตมันตั้งมั่นแล้วมันจะเห็นกายตามความเป็นจริง มันเป็นตัวเปรียบเทียบได้ ว่ากายที่แท้จริง อ๋อ มันเป็นแค่นี้ กายจริงๆ มันเป็นแค่นี้ มันมีแค่นี้ มันเป็นแค่นี้จริงๆ ...ตรงนี้เถียงไม่ได้แล้ว ไอ้จิตผู้ไม่รู้นี่มันจะเถียงไม่ได้แล้ว มันก็จะเห็นว่า กายเรา กายของเราชื่อนั้นชื่อนี้ กายอดีต กายอนาคต นี่ เกิดๆ ดับๆ หมายความว่ามันไม่แน่นอน
แต่ไอ้กายตามความรู้สึกนี่ มันจะยืนพื้น มันไม่เปลี่ยนไปไหน มันก็อยู่ในลักษณะเดิมของมัน คงที่ เป็นกลาง ถึงแม้มันจะมีการแปรปรวน แต่ก็แปรปรวนในลักษณะตามคุณลักษณะของธาตุ ตามคุณลักษณะของการกระทบที่มากระทบธาตุแล้วก็มีเวทนาเปลี่ยนแปลงไปมา
คือมันจะอยู่ในแง่นี้ แง่ธาตุกับแง่เวทนา ไม่แบบมาๆ ไปๆ คือมันจะเป็นปัจจยาการต่อเนื่องของมัน โดยที่ไม่มีการกระทำ หรือว่าไม่มีใครไปกระทำกับมัน ด้วยความอยากหรือความไม่อยาก แต่ไอ้ “กายเรา” “กายของเรา” เดี๋ยวก็มี เดี๋ยวก็ไม่มี ... นี่ มันเริ่มจับพิรุธได้น่ะ
นี่ ด้วยจิตที่เป็นหนึ่งนี่ มันจะเห็น เห็นว่า อ๋อ ไอ้ที่เคยเชื่อว่าเป็นเราของเรา จริงๆ มันเป็นแค่อาการของจิต หรือว่าเป็นอาการความปรุงแต่งนึงของจิตเท่านั้นเอง ... แท้ที่จริง “กายเรา” ไม่มี
“กายเรา” จริงๆ นี่มันไม่มี มันเป็นแค่ความเห็นของจิตเท่านั้นเอง ไม่ใช่กายตัวนี้ๆ(เสียงสัมผัสกาย) ตัวนี้ก็ไม่ใช่ “กายเรา” ตัวนี้ก็พึงเป็นมหาภูตรูป ถึง “กายเรา” ดับหรือไม่มี “กายเรา” มันก็ยังมี “แข็ง” อยู่อย่างนี้ มันจะเห็น เนี่ย ตัวนี้เขาเรียกว่า วิจยธรรม มันจะวิจยะ ทัสสนะหรือญาณทัสสนะมันจะวิจยะสักกายออกจากกายมหาภูตรูป
แต่ถ้าหมดกำลัง หมดกำลังของสมาธิเมื่อไหร่ปุ๊บนี่ มันจะผสม ครอบเลย กลายเป็น “เรา” มาแทนมหาภูตรูปสี่ทันที กลายเป็นชื่อ กลายเป็นเราผู้มีอายุเท่านั้น เราผู้อยู่ที่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ เราเป็นคนนั้นคนนี้ อย่างนั้นน่ะมาเลย ...แล้วก็จริงจัง เกิดความจริงจังกับกายบัญญัติกายสมมุติแล้ว แล้วก็มาหมายเอาว่ากายนี้เป็นบัญญัติกายนี้เป็นสมมุติจริง ที่จริงนั้นไม่จริง กายจริงๆ มันเป็นมหาภูตรูป
เพราะนั้นว่าการวนเวียนซ้ำซาก คร่ำเคร่ง เคร่งครัดอยู่ในกายนี่ เราถือว่าเป็นหลักเลยนะ ถ้าไม่แจ้งกายนี่ จะไม่แจ้งจิต ถ้าไม่แจ้งกายจะไม่แจ้งจิต แต่ถ้าแจ้งจิตน่ะจะไม่แจ้งกาย มันคนละหมายกันนะ
เพราะอะไร จิตนี่ หรือว่าสิ่ง หรือว่าเรื่องราวในจิต หรืออารมณ์ในจิตนี่ มันเนื่องด้วยกาย มันเนื่องด้วยกายหมายความว่ามันเนื่องจากความไม่รู้ในกาย มันถึงสร้างรูปกายขึ้นมาในจิต มันอาศัยกายตัวนี้ แต่มันไม่เข้าใจ แล้วมันไปจดจำรูปกายว่าเป็นกาย แล้วมันมาสร้างเป็นรูปในจิต จึงเป็นรูปเราบ้าง รูปเขาบ้าง รูปคนนั้น รูปคนนี้ รูปเราที่ดี รูปเราที่ไม่ดี แล้วในรูปในเราน่ะ มันก็จะมีเวทนาในนั้นด้วย ในรูปของจิต
เพราะนั้นไอ้ตัวเรื่องราวในจิตนี่มันเนื่องด้วยกาย มันจึงมีรูปของกายอยู่ในจิต มันก็มีกายเราในอดีต กายเราในอนาคต เยอะแยะวนเวียน กายคนนั้นกายคนนี้ การกระทำนั้น เหตุการณ์นี้ พวกนี้เนื่องด้วยวัตถุธาตุหมด ท่านเรียกว่ากามวัตถุ แล้วมันก็จดจำ เพราะอะไร เพราะมันไม่แจ้งมหาภูตรูป
เพราะยังไม่แจ้งในมหาภูตรูป ถึงแม้เป็นวัตถุที่ไม่มีวิญญาณครอง มันก็ถือมาเป็นรูป กามวัตถุในจิตของมันว่า สถานที่นั้นสถานที่นี้ เหตุการณ์นั้น วัตถุอย่างนั้นอย่างนี้ พวกนี้มันก็มาปนเปื้อนกับรูปที่มีวิญญาณครองเหมือนกัน มันก็เลยเป็นเรื่องราวอยู่ภายใน และมันจะไม่มีคำว่าจบเลย
ถึงจะดูจิต เห็นจิตดับๆ เรื่องราวในจิตก็ดับไปพร้อมกัน แต่ความไม่รู้ว่ากายคืออะไร เดี๋ยวมันก็สร้างรูปขึ้นมา คือไม่ได้ละที่เหตุ ...เข้าใจที่ว่ามันเหตุไหม เพราะนั้นเรื่องราวในจิตมันจึงยังเป็นปลายเหตุอยู่
ตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ต้องมาทำความแจ้งในสักกายทิฏฐิเสียก่อน ต้องมาละสังโยชน์เบื้องต้นก่อน
เมื่อแจ้งในกาย หรือว่าชัดเจนในความเป็นกาย ถึงจะละไม่ได้โดยเด็ดขาดสิ้นเชิงก็ตาม มันจะทำให้เรื่องราวในจิตนี่ น้อยลงเองน่ะ ...ไอ้ที่จิตมันวุ่นวี่วุ่นวายฟุ้งซ่าน แตกกระสานซ่านเซ็นไม่รู้จักจบจักสิ้นน่ะ มันจะคล้ายๆ กับว่ามันจะอ่อนตัวหรือว่ามันจะราบคาบ มันจะเกิดความหดตัวแล้วก็เบาบาง เรื่องราวในจิตน่ะมันจะเบาบางลงไปเองน่ะ ตราบเท่าที่ชัดเจนในกายขึ้นเท่าไหร่
เพราะว่ายิ่งชัดเจนในกายที่เป็นแค่ธาตุ ที่เป็นแค่มหาภูตรูป ไม่มีความเป็นชีวิตเลยนี่ มันจะยิ่งทำให้รูปกายในอดีตอนาคตน้อยลงไปตามลำดับด้วย ...มันไม่รู้จะปรุงไปทำไม มันจะปรุงทำไมในความเป็นกาย เพราะว่ามันเห็นชัดคาหูคาตาว่ากายที่แท้จริงคืออย่างนี้ ส่วนไอ้นี่มันไม่ใช่กาย มันเป็นแค่ “รูปกาย” ในจิต เป็นรูปในจิตเท่านั้นเอง ...มันก็จะชัดเจน แยกออก
เราถึงบอกว่า ศีลนี่ เป็นกรอบ กายนี่เป็นกรอบ กายปัจจุบันยังทิ้งไม่ได้ จะออก จะลืม ไม่ได้เลย ตราบใดที่ยังเดินอยู่ในองค์มรรค จะต้องมีกายนี่เป็นกรอบ ปัจจุบันกายเป็นกรอบ ถ้าไม่อย่างนั้นน่ะ หลุดกรอบเมื่อไหร่นี่ แล้วก็ไปดูแต่จิต หรือดูแต่อารมณ์ในจิตหรือว่ากิเลส แล้วก็ละแต่ละกิเลส มันออกนอกกรอบกาย มันออกนอกกรอบปัจจุบัน มันออกนอกกรอบความเป็นคน มันออกนอกกรอบภพชาติปัจจุบัน
เพราะเราเกิดมาเป็นคน เพราะเราเกิดมามีขันธ์ห้า เพราะเราเกิดมา ที่นั่งอยู่ได้นี่เพราะขันธ์ห้า หมายความว่าขันธ์ทั้งสี่นี่อยู่ในนี้ อยู่ในก้อนนี้ ไม่ได้เกิดมาแล้วมีแต่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่านั้นนะ มันมีกาย เพราะว่าขันธ์ห้าเป็นภพชาติปัจจุบัน เพราะนั้นถ้าไม่มีกายเมื่อไหร่ หมายความว่าไม่ใช่ขันธ์ห้า ถ้ามันไม่ใช่ขันธ์ห้า มันก็หลุดออกจากภพชาติปัจจุบันแล้ว
เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่พรหม ...เป็นคน เพราะฉะนั้นมันจะออกจากความเป็นคนไม่ได้ มันจะออกจากกายไม่ได้ มันจะออกจากศีลไม่ได้ ถึงบอกว่าศีลนี่เป็นกรอบ ศีลนี่เป็นรากฐาน ศีลนี่เป็นที่ตั้ง ศีลนี่เป็นที่รองรับของธรรมทั้งหลายทั้งปวง เหมือนแผ่นดินๆ
เพราะนั้น รู้อยู่กับตัวนี่ หรือคำว่ารู้ตัวนี่ รู้ตัว ทำอะไรอยู่ด้วยความรู้ตัวนี่ ถูกที่สุดแล้ว อย่าออกจากความรู้ตัว อย่าไปรู้ที่อื่น จนลืมตัว พยายามระลึกไว้ ให้มีตัวไว้ๆ ถึงจะเห็น ถ้ารู้ตัวอยู่ อาการในจิตหรืออารมณ์ในจิตนี่ มันจะเป็นลักษณะเห็น มันจะเหมือนกับแอบเห็น หรือว่าชำเลืองเห็น แต่ว่าตัวนี่ไม่หาย ถ้าเห็นจิตน่ะกายไม่หาย แต่ถ้าดูจิตน่ะกายหาย
ส่วนมากเวลาดูจิตมักจะลืมตัว ดูอารมณ์ ดูกิเลส ดูความเศร้าหมองขุ่นมัว ดูความอะไรนี่ มันจะลืมตัว มันจะดูจนลืมตัว มันไม่ชำเลือง มันกระโดดไปเล่นเลย จะเอาเรื่องกับมันเลย จะดูที่สุดของมันเลย มันจะเข้าไปเต็มตัว เนี่ย มันจะหลุดออกจากกายเต็มตัว
แต่ถ้ารู้ตัวอยู่ มันจะชำเลืองเห็น เห็นแบบเบาๆ มันจะเห็นอาการหรืออารมณ์เบาๆ แต่ว่าเห็นแบบไม่ไปข้องแวะ ไม่ไปเอาเรื่องเอาราว ไม่ไปหาถูกหาผิด ไม่ไปเอาเหตุเอาผลอะไรกับมัน มันก็จะถูกดึงอยู่ในฐานของกายใจปัจจุบันไว้
แล้วเมื่อมันเห็นไปเห็นมา มันก็จะเห็นว่า เมื่อใดที่เราไม่เข้าไปข้องแวะเกาะเกี่ยวมันนี่ อาการเหล่านี้สลายหมด อาการในจิต เรื่องราวในจิต เรื่องราวอดีต เรื่องราวอนาคต เรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ มันหายไป หายไปเองโดยที่ไม่ต้องไปทำอะไร แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจด้วยว่ามันหายไปเมื่อไหร่ ถึงไม่หายก็ไม่สนใจ สนใจตรงนี้ กายมันไม่หาย อย่าให้กายหายแล้วกัน
เพราะว่าจิตหาย อารมณ์หาย เดี๋ยวก็มาใหม่ ใช่มั้ย แต่มันหาย เดี๋ยวก็หาย แต่ว่ากายนี่ไม่หายนะ ยังมีจนตายน่ะ ยืนเดินนั่งนอน เย็นร้อนอ่อนแข็ง ถึงว่าเย็นจะดับเดี๋ยวก็มีแข็งมาแทน แข็งมันดับเดี๋ยวก็มีหนักมาแทน เห็นมั้ยว่าความเป็นกายนี่ มันเป็นปัจจยาการที่ต่อเนื่องไปจนกว่าจะดับขันธ์ จนกว่าขันธ์ห้าจะดับน่ะ
แต่ไอ้จิตนี่ เดี๋ยวก็มี อารมณ์นี่ เดี๋ยวก็มี เดี๋ยวก็ว่างหาย เดี๋ยวก็มีกิเลสตัวนั้นตัวนี้ มันจะมีช่องว่าง หายๆๆ ไป ถ้านักดูจิตนี่ มันจะไปหายตอนนั้นแหละ ตอนที่ไม่มีอะไรดู แล้วพอตอนนั้นน่ะ พอไม่มีอะไรดูแล้วมันออกนอกกายแล้วนะ และไม่รู้ด้วยว่าออกนอกกายแล้ว
แล้วตอนนั้นอยู่กับอะไร อยู่กับโมหะ อยู่กับความหลงเลยอ่ะ แต่มันยังคิดว่ามันดับ หรือว่ามันยังรอว่ามีอะไรให้ดูอยู่ แค่นั้นเอง แต่ว่าทั้งหมดนี่มันเลื่อนลอย มันลอย มันลอยไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ใจอยู่ไหนก็ไม่รู้
เพราะนั้นอยู่ในนี้ก่อน ถึงบอกว่าออกนอกกรอบไม่ได้ เพราะว่าบางทีน่ะพอเราฝึกแล้วเราไปดูจิตจนติด จนคุ้นเคยแล้วนี่ ให้กลับมาลงกายนี่ มันไม่ค่อยลงน่ะ ให้กลับมาอยู่กับกายนี่ มันรู้สึกมันหยาบแล้วก็มันต้องประคองหรือว่ามันต้องหน่วง หรือว่าต้องทำงานอยู่ตลอด ไม่งั้นมันจะหาย ไม่งั้นมันจะลืม มันเลยเหมือนกับต้องทำอยู่ตลอดกายนี่
แต่ว่าจิตนี่ พอมันหายไปแล้วมันจะสบาย เวลาไม่มีอะไรแล้วมันสบาย หรือไม่มีอารมณ์หรือกิเลสหายไปแล้วมันสบาย มันก็ไปอยู่กับความลอยๆ สบายๆ ไอ้นั่นน่ะ โมหะเต็มๆ ล้วนๆ เลย
ถ้าดูจนแก้ไม่ได้นะ หมายความว่าไม่กลับมาฐานศีลฐานกายนะ สมมุติตายไปตอนนั้น จะไปไหนล่ะ ไปเป็นเทวดา หรือไม่ก็เป็นพรหมถ้าจิตดีเลยนะ อยู่ในอารมณ์ที่ไม่มีอะไรเลย หรือว่าว่างๆ ไม่มีกิเลสไม่มีความคิดเลยน่ะ ไปเลย พรหม ถ้าเอาว่างเป็นอารมณ์ยิ่งไปหนักเลย อรูปพรหม มันคุ้นเคยนี่ คุ้นเคย
แต่ไม่ไปนิพพาน...แน่ๆ อันนี้ไม่ไปนิพพานแน่ๆ เพราะมันยังไม่แจ้ง แต่มันคิดว่ามันแจ้ง เพราะไม่มีอารมณ์ เพราะไม่มีกิเลส มันคิดว่ามันแจ้ง มันเชื่อว่ามันแจ้ง แต่ว่าจริงๆ ยังไม่แจ้ง ...พอมันหมดกำลัง สมมุติไปเกิดอย่างนั้น คิดว่ามีปัญญาด้วย แต่จริงๆ ไม่ใช่ปัญญาญาณ ยังเห็นไม่ตลอด พอมันหมดกำลังปั๊บ...จิตผู้ไม่รู้มันจะมาไหนล่ะ
ก็มันยังไม่รู้จักมหาภูตรูปสี่เลย มันยังไม่รู้จักโลกเลย มันยังไม่รู้จักสิ่งที่อยู่ในโลก มันยังไม่รู้จักดินน้ำไฟลมเลย ปึ๊บนี่ มันลงมาขันธ์ห้าก่อนเลย ลงมากินง้วนดินสะเก็ดดินเลย...หมายความว่า มาเอามหาภูตรูปสี่ ก่อรวมตัวเป็นขันธ์ห้าใหม่ เพราะมันยังไม่แจ้งดินน้ำไฟลมเลย ว่าดินน้ำไฟลมคือดินน้ำไฟลม...ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่มันไม่เคยดูเลย ไม่เคยทำความรู้แจ้งเห็นจริงในมหาภูตรูปนี้เลย
เสร็จแล้วยังไง พอมาเกิดเป็นคน มาฟังธรรม สันดานมีนะ สันดานการปฏิบัติเดิม...ดูจิตต่อ ดูอารมณ์ ดูอะไรลอยๆ ดูอะไรเบาๆ ต่อ อยู่อย่างนี้ แล้วก็ทิ้งกาย ไม่ดูกาย แล้วก็ไม่แจ้งกายด้วย คือดูจิตแล้วมันจะแจ้งกายได้ยังไง มันจะไม่แจ้งเลยนะ
แต่ถ้าดูกายแล้วจะแจ้งจิต หมายความว่าอะไร จิตคือจิต สิ่งที่อยู่ในจิตคือธัมมารมณ์ คือรูปบ้างนามบ้าง เรียกว่ามันสังเคราะห์รูปนาม เราถึงบอกว่าเมื่อใดที่มันแจ้งกายนะ ไอ้ตัวธรรมในจิต ไอ้ตัวความปรุงแต่งในจิตนี่ มันก็เป็นธรรมที่มันเอารูปเอานามเอาสัญญาเอาบัญญัตินี่มารวมกันอยู่ แล้วก็เป็นตัวเรา ตัวเขา ตัวตนอันนั้น ตัวตนอันนี้ขึ้นมา
เมื่อมันแจ้งตรงนี้ ไอ้ธรรมที่มันเอารูปเอาความไม่รู้ในรูปมาสร้างมาก่อเป็นรูป เป็นตัวเราตัวเขาขึ้นมา มันก็ไม่มี หรือมีก็ไม่มีค่า ไม่มีอะไร เป็นอะไรลอยๆ เลื่อนๆ ลอยๆ เหมือนกับเป็นเมฆหมอกแค่นี้ มันไม่มีอะไร มันก็ไม่มีค่า ตรงนั้นน่ะมันจะเห็นจิตที่แท้จริง เรียกว่าแจ้งจิต
คำว่าแจ้งจิต คือแจ้งว่าลักษณะของจิตจริงๆ คืออะไร แจ้งในลักษณะของจิต ว่าจิตน่ะมีลักษณะอย่างไร มีอะไร ลักษณะของจิตเป็นยังไง เป็นอาการไปๆ มาๆ เท่านั้นน่ะ ลักษณะของจิตจริงๆ คืออาการเคลื่อน หรืออาการที่ไหลไปไหลมาเท่านั้นเอง เนี่ย ถึงว่าดูกายแล้วจะแจ้งในอาการของจิตเปล่าๆ ว่ามันเป็นอาการไปๆ มาๆ
แต่ที่พวกเราว่าเห็นจิตนี่ เราไม่ได้เห็นแค่จิตนะ ไอ้นักดูจิตน่ะ มันจะเห็นเรื่องราวในจิต พร้อมกับอาการเคลื่อน แต่มันไม่เห็นว่าอาการจิตจริงๆ คืออาการเคลื่อน และไอ้ที่มันเห็นเรื่องราวในจิตน่ะไม่ใช่จิต แต่เป็นความหมายมั่นในจิต ที่จิตมันเข้าไปหุ้มไปห่อไว้เท่านั้นเอง...ด้วยความไม่รู้
ถึงดูไปขนาดไหน มันก็ระงับได้แค่ชั่วคราว ระงับอารมณ์ ระงับความคิด เดี๋ยวมันก็มาอีกๆๆๆ ...เพราะมันไม่ได้ละที่เหตุ เข้าใจคำว่าเหตุมั้ย เหตุมันเกิดที่ไหนล่ะ เหตุไม่ได้เกิดเพราะว่าเรื่องราวในจิต เหตุไม่ได้เกิดเพราะตาเห็นรูป เหตุไม่ได้เกิดเพราะหูได้ยินเสียงนะ ไอ้พวกนี้ปลายเหตุหมดแล้ว
ทำไมถึงว่าปลายเหตุ ...ก็ถ้ามันไม่มีกาย มันจะไม่มีเสียง ถ้ามันไม่มีกาย มันจะไม่มีการได้ยิน ถ้ามันไม่มีกายนะ มันจะไม่มีการเห็น ใช่มั้ย มันจะไม่มีลูกตา มันจะไม่มีหู มันจะไม่มีลิ้น มันจะไม่มีการเคลื่อนไหวไปมา เห็นมั้ย เพราะนั้นที่รวมของผัสสะนี่ คือกาย แล้วเป็นที่ต่อเนื่องของอายตนะ ทั้งหมดก็เกิดเนื่องด้วยกาย
แต่การรับรู้ออกไปนี่ มันออกไปรู้ด้วยวิญญาณที่ไม่รู้ วิญญาณที่ออกไปพร้อมกับความไม่รู้ มันวิญญาณที่ไปเกิดทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้น แล้วมันก็เก็บภาพเก็บเสียงนั้นน่ะมาเป็นตัวเป็นตน ด้วยความไม่รู้ เก็บไว้ในความจำในจิตน่ะแหละ มันก็เต็มไปหมดน่ะ
แต่ถ้าแก้ที่กาย แก้ที่เหตุนี่ มันจะเข้าใจ เข้าใจความเป็นธาตุ เข้าใจความเป็นก้อน ที่ไม่มีชีวิต เข้าใจความเป็นก้อนที่ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล ตรงนี้ สิ่งที่มันเนื่องด้วยกายทั้งหมดนี่ มันก็จะเข้าใจพร้อมกัน
เข้าใจว่าอะไร ... เสียงก็คือเสียง กระทบหูปั๊บดับตรงนั้น ไม่มีตัวไม่มีตน เพราะมันรู้อยู่ มันรู้อยู่กับตรงนี้ มันไม่รู้ไปตามเสียง มันไม่รู้ไปตามเห็น แต่มันรู้อยู่ตรงนี้ รู้อยู่กับกายนี้
มันก็จะเห็นความดับไปของวิญญาณทางตา เห็นความดับไปของวิญญาณทางหู เห็นความดับไปของวิญญาณทางจมูก เห็นความดับไปของวิญญาณทางชิวหา เห็นความดับไปของวิญญาณทางกาย มันก็ไม่มีตัวตน มาเป็นสัญญาในอดีตที่เก็บมาเป็นเรื่องราวในจิต แล้วก็จะก่อตัวเป็นอนาคต มันไม่มี ...มันจะเห็น ถ้าตั้งมั่นอยู่ตรงนี้
ถ้าตั้งมั่นอยู่ที่กายนี้ มันจะเห็นทั้งหมดของอายตนะ ของผัสสะ แล้วก็เห็นว่า ไอ้ที่การเกิด การปรากฏขึ้นน่ะ มันก็คือวิญญาณขันธ์นั่นเอง ที่มันไปเกิดทางตาทางหูทางลิ้นทางกาย ทางใจทางมโน
แต่ถ้าไม่ไปสนใจ หรือว่าตั้งมั่นอยู่ที่นี่ มันจะเห็นวิญญาณนั้นดับไปพร้อมกับผัสสะที่มากระทบ นี่ อย่างเสียงนี่มากระทบ พอมันมีเสียงปุ๊บนี่วิญญาณมันเกิดเลย วิญญาณมันเกิดที่หูเลย มันก็เกิดการรับรู้ว่ามีเสียงขึ้น แต่ เสียงดับ วิญญาณดับ เข้าใจมั้ย
แต่ว่าใครล่ะเป็นคนเห็นเสียงดับ มันยังมีตัวอีกตัวนึงน่ะ ที่เห็นเสียงเกิดดับ เนี่ย ตัวนั้นไม่ดับ นั่นน่ะคือตัวจิตที่ตั้งมั่นหรือตัวใจ
แต่ถ้าไม่มีตัวนี้ ตัวนี้เสียงดับแล้วแต่จิตไม่ดับนะ จิตยังไม่ดับ จิตยังปรุงต่อ ยังจำได้ ยังมีความหมายถึงว่าเสียงนั้นชื่ออะไร มาจากใคร เสียงนั้นดี เสียงนี้ร้าย เสียงนี้เป็นที่พอใจไม่พอใจ มันถูกหรือมันผิด มันไหลออกไป ทั้งๆ ที่ว่าเสียงนี่ดับไปแล้วนะ วิญญาณทางหูก็ดับไปแล้วนะ
แต่มันไปเกิดมโนวิญญาณ เข้าใจมั้ย มันจะมีจิตเกิดความปรุงต่อ แล้วมันจะมีมโนวิญญาณรู้อยู่ในเรื่องราวในความคิดต่อ ... ตรงนี้ไม่ใช่จิตผู้รู้นะ แต่เป็นวิญญาณในมโน เข้าใจมั้ย มันก็รู้ไปเรื่อย คิดไปเรื่อยๆๆ แล้วมันก็ว่ามันรู้ๆ ไม่ใช่นะ มันไม่ใช่นะ
เพราะนั้นเรื่องจิต มโนวิญญาณนี่ เป็นเรื่องละเอียด มันไม่เหมือนตาเห็น หูได้ยิน ไอ้พวกนี้ยังหยาบนะ แต่ถ้าไม่ใส่ใจมัน ปึ้บนี่ มาตั้งที่รู้ที่กายวิญญาณ กายเวทนากับกายวิญญาณนี่เป็นหลักเลย เป็นศีลเลย ตรงนี้ แล้วจิตมันจะรวม
พอรวมตั้งมั่นขึ้นๆ ตรงนี้มันจะจับอาการของมโนวิญญาณได้ แล้วไม่ตามดูตามรู้อะไรกับมันหรอก ไม่ตามปรุงตามต่อหรือว่าดูความปรุงแต่งความต่อเนื่องของจิตไปหรอก ไม่สน ตั้งอยู่อย่างนี้ ตั้งรู้ตั้งเห็นๆ เอากายเป็นฐาน เอากายเป็นหลักไว้ เพื่ออะไร เพื่อให้จิตมันตั้ง
พอมันตั้งมั่น ยิ่งตั้งมั่นมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งไม่ตามจิตเท่านั้น เมื่อไม่ตามจิตเท่าไหร่ เดี๋ยวมันก็เห็นความเกิดดับของมโนวิญญาณ ที่อยู่ในจิตเอง นี่ มันก็จะเห็นวิญญาณในจิตดับ พร้อมกันไปนั่นแหละ
แล้วพอจากนั้นไป ที่มันจะเห็นมโนวิญญาณเกิดดับชัดเจนก็ต่อเมื่อ ความหมายมั่นในกายน้อยลงๆ เรื่องราวในจิตก็จะน้อยลงๆ ความจริงจังของรูปในอดีต รูปในอนาคตก็จะน้อยลง ความเป็นตัวเป็นตนของคนนั้นคนนี้ในอดีตอนาคตก็จะน้อยลง เพราะมันเห็นตัวนี้น้อยลง เห็นความเป็นเรา ของเรา ในกายปัจจุบันน้อยลงเท่าไหร่ เราในอดีต เราในอนาคต เขาในอดีต เขาในอนาคต จะน้อยลงเท่านั้น
เพราะนั้นเรื่องในจิตมันก็จะเบาลงๆ ยิ่งเบาลงเท่าไหร่ การเห็นเท่าทันความเกิดดับของจิตจะไวขึ้นเท่านั้น คือเห็นมโนวิญญาณดับ ความรู้ในจิตดับ พร้อมกัน ไวขึ้น ชัดเจนขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับกายนี่เบาบางลง ความเป็นกายนี่เบาบางลง ความเป็นกายเรานะ เบาบางลง
พอความเป็นกายเราเบาบางลงปึ้บนี่ มันจะเหลือแต่กายล้วนๆ ...เหลือแต่น้ำบริสุทธิ์น่ะ เข้าใจมั้ย เมื่อใดที่มันกลั่นเอาสีออก เอาสารแขวนลอยออก เอาตะกอนออก เอามลทินออกจากกายแล้วนี่ มันจะเหลือแต่กายบริสุทธิ์เหมือนกับน้ำเปล่าน่ะ
ที่แต่ก่อนเราเห็นกายนี่ ไม่เคยเห็นว่าเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำใส เห็นแต่น้ำสีและก็มีรสชาติด้วย มีน้ำเป็นสีแล้วก็รสชาติเค็มหวานเปรี้ยวมัน เอร็ดอร่อย หรือไม่เอร็ดอร่อย มันจะอยู่ในนั้น แต่ไม่เห็นอย่างเดียว คือไม่เห็นน้ำ
แต่ตอนนี้มันจะเห็นแต่น้ำ ไอ้พวกนี้ไม่เห็นแล้ว เพราะมันทิ้งหมด มันกรองทิ้งหมดๆๆ ตรงนี้ท่านเรียกว่ากายวิสุทธิ หรือศีลวิสุทธิบังเกิดขึ้น มันก็จะเห็นกายวิสุทธิคือกายแท้ๆ กายล้วนๆ กายเนื้อๆ กายเป็นก้อนธรรมแท้ๆ ความบริสุทธิ์บังเกิดขึ้นที่กายแล้ว เหลือแต่กาย แต่ไม่เหลือกายเรา ไม่เหลือกายสมมุติ ไม่เหลือกายบัญญัติ
เพราะนั้นแค่เหลือแต่กาย ยังไม่จบเลย เหลือแต่กายบริสุทธิ์ก็ยังไม่จบเลย เหลือกายวิสุทธิก็ยังไม่จบ มันยังมีกายในกายอีกๆ มันก็ดูต่อ มันก็รู้ต่อ ไม่สนใจแล้วกายเรา กายสมมุติ...ไม่ได้แอ้ม หมายความว่าไม่สามารถมาชักลาก ชักจูงให้เกิดอดีตอนาคตกับกายวิสุทธินี้ได้หรอก
กายวิสุทธินี่ มันจะเห็นพร้อมกับการดับไปของรูปกายด้วย เพราะนั้นผู้ที่เห็นกายวิสุทธินี่ หรือเข้าสู่กายวิสุทธิ ศีลวิสุทธินี่ คือพระอนาคา...ต้น ขั้นต้นๆ ยังไม่แก่นะ ขั้นต้นยังไม่แก่มากเท่าไหร่ ไม่ใช่อายุแก่นะ อนาคาแก่ๆ กับอนาคาอ่อนๆ
เพราะนั้นพอต้นๆ นี่ เริ่มจะหยั่งเข้าสู่กายวิสุทธินี่มากขึ้นๆ ชัดเจนขึ้น แล้วก็กายสมมุติกายบัญญัติกายเรากายเขานี่ แทบจะไม่ได้มาทำให้จิตนี่หวั่นไหว หรือว่าเกิดการเคลื่อนแล้วมีเรื่องราวเกิดขึ้นได้เลย แล้วมันจะน้อยลงๆ ซึ่งมันเป็นปฏิภาคกัน ยิ่งตรงนี้น้อยลง ตรงนี้ยิ่งชัดขึ้น
หมายความกายสมมุติกายบัญญัติกายในจิตที่มันปรุงน่ะ หรือกายสังขารน่ะน้อยลงเท่าไหร่ กายวิสุทธิจะชัดขึ้นเท่านั้น หมายความว่าศีลวิสุทธิก็บริบูรณ์ขึ้นเท่านั้น พร้อมกับจิตที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งด้วยสัมมาสมาธิ เรียกว่าจิตวิสุทธิ ก็บริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น เป็นหนึ่งขึ้นเท่านั้น สัมมาสมาธิก็แนบแน่นมากขึ้นเท่านั้น กายก็ชัดขึ้นเท่านั้น
ตรงนี้ สองอย่างนี่ชัดแจ๋วเลย แต่ทั้งหมดนี่เลือนๆ แล้ว ข้างนอกนี่เลือนๆ แล้วนะ อดีตอนาคตนี่เลือนลางๆ จางๆ หาย หายจนแทบไม่มีค่าไม่มีราคาเลย ตรงนี้ชัดเลย ชัดอยู่สองสิ่ง กายใจ แต่เป็นกายที่ไม่ใช่กายสมมุตินะ กายวิสุทธินี่ชัด ชัดในความเป็นก้อน ชัดในความเป็นซาก เหมือนเป็นซากที่ไม่มีชีวิต เหมือนสิ่งของ เหมือนวัตถุ เหมือนธาตุ อยู่อย่างนี้
ยังไม่จบ...นี่ต้นๆ ของเริ่มเป็นอนาคา พอดูไปเรื่อยๆ กายในกาย ความเป็นวิสุทธิของกายไม่จบแค่นี้ ท่านก็มาสังเกตเห็นว่าความดำรงของกายนี่ มันเคลื่อนมันเปลี่ยนๆ ตัวตนของกาย..ไม่ใช่ตัวเรานะ แต่ตัวตนของกายวิสุทธิที่ไม่มีภาษา ไม่มีความหมาย หรือกายปรมัตถ์นี่ มันเปลี่ยนแปลงแปรปรวนๆ ไม่เสถียร หาความดำรงคงอยู่ไม่ได้
เพราะนั้นท่านจะเกิดความเอะใจขึ้น เหมือนกับเอะใจ หรือว่าชวนะอยู่ภายใน มีชวนะเกิดขึ้น ชวนะมันเป็นปัญญาอย่างนึงนะ ที่เรียกว่าเป็นส่วนนึงของวิจยะ ก็เกิดชวนะขึ้นว่า แล้วตัวตนจริงๆ มันคืออะไร มันจะตั้งขึ้นอย่างนี้ แล้วตัวตนของกายล่ะอยู่ที่ไหน
แล้วตัวนี้...ถึงแม้ไม่มีตัวเรา แต่ตัวมันจริงๆ น่ะคืออะไรกันแน่ ก็เห็นแต่ว่าเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวแข็งเดี๋ยวอ่อนเดี๋ยวเบาเดี๋ยวหนัก เดี๋ยวเป็นก้อนเดี๋ยวก็เป็นทึบๆ เดี๋ยวก็เป็นแท่งๆ เดี๋ยวก็เป็นเส้นๆ เดี๋ยวก็เป็นวูบวาบๆ เดี๋ยวก็เป็นตึง แน่น ปวด เอ๊อะ แล้วตัวจริงของมันคืออะไรกันแน่ ไม่เห็นมันเหมือนกันเลย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
เนี่ย ตรงนี้ ท่านจะจับความเป็นอนัตตา หรือความเป็นกายอนัตตา หรือเห็นความเป็นกายอนัตตา นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของตัวตนของกาย คือตัวตนที่แท้จริงของกายคืออนัตตา คือไม่มีตัว คือความไม่มีตัวนั่นแหละคือตัวกาย
เพราะนั้นก็จะมา...อ้าว กายจริงๆ มันไม่มีนี่หว่า นี่ เนี่ยนะอนาคาแก่ๆ นะ ขั้นแก่แล้ว นี่แก่จนจะตายจากอนาคาแล้ว ไม่เห็นกาย เริ่มไม่เห็นตัวตนของกาย หาตัวตนของกายไม่เจอ เห็นแต่ตัวของกายที่เป็นแค่วูบวาบชั่วคราว เหมือนนิมิต
มันจะเห็นกายเหมือนนิมิตขึ้นไปเรื่อยๆ แล้ว ไอ้ตัวตนของกายที่ปรากฏเป็นวูบเป็นวาบ เป็นตรงนั้นตรงนี้ เดี๋ยวก็อย่างนี้ เดี๋ยวก็อย่างนั้นๆ ย้ายไปสลับมา แต่รูป...กรอบรูปนี่ หายไปแล้วนะ ไม่มีแล้วนะ คือกรอบกายนี่มันไม่มีแล้ว ถึงแม้จะมีก็เป็นแค่พอพูดคุยพอใช้สอยนี่
มันจะมีแค่บางๆ เหมือนม่านเมฆน่ะ เหมือนแผ่นฟิล์ม เหมือนแผ่นพลาสติกเนี่ย กรอบรูปของกายนะ แต่ข้างในกรอบของกายนี่ มันจะมีแค่ความรู้สึกวูบวาบไปมา ไหลไปไหลมา ตรงนี้จะชัด ท่านจะชัดตรงนี้ รูปนี่ก็จะบางลงๆๆ รูปที่ห่อกายปัจจุบัน รูปสัญญา
พอยิ่งบางลงเท่าไหร่ จิตยิ่งตั้งมั่นขึ้นเท่านั้น บริสุทธิ์ขึ้นเท่านั้น จนท่านเห็นว่า อ้อ แท้ที่จริงกายไม่มี ตัวของกายไม่มี ตัวตนของกาย...ไม่มี มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ แล้วปรากฏขึ้นตามเหตุอันควร ไม่ใช่ใครของใคร อันนี้ 100% ยิ่งกว่า 100% อีก
แรกๆ มันยังว่าอดีตอนาคตแล้วก็มีความเห็นกายเรานี่ แต่มาเห็นตรงกายวิสุทธินี่ ไม่ใช่ของใครจริงๆ หมายความว่ามันปรากฏขึ้นเนื่องด้วยปัจจัย สิ่งใดมากระทบมัน อะไรมาสัมผัสมัน ปึ้บนี่ เหตุแห่งกายปรากฏ รวมตัวกัน หมดเหตุปั๊บดับ มีอะไรมาทั้งภายนอกภายใน ถ้ามันรวมตัว มีเหตุปัจจัยก่อเกิดขึ้นมารวมกันปึ๊บ ชั่วคราว ปึ๊บ เกิด ตั้ง หมดปั๊บ หายปุ๊บ
หายแล้วไม่ต้องไปหามันอยู่ที่ไหน มันหายไปตรงไหน มันหายเป็นสุญโญหมดๆ นั่นแหละ ตรงนี้ ท่านจะเน้นย้ำ ปัญญานี่ ทัสสนะนี่ จะย้ำลงที่อนัตตาตรงนี้ กายอนัตตานี่ จนหมดความเชื่อในกายเลย ว่าไม่มีกายจริง หากายไม่เจอ ไม่มีกายนี้ในสามโลกธาตุ
หมดแล้ว ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปติด ไม่ต้องไปตั้งแล้ว ไม่รู้มันจะไปตั้งที่ไหน เพราะมันไม่มีกาย จิตมันเห็นแล้ว จิตมันเชื่ออย่างนั้น มันเปลี่ยนความเห็นไปเลย มันล้างความเห็นว่ามีกายนี้อยู่ ถึงแม้จะเป็นกายที่ไม่มีเรา ก็ยังไม่มี เป็นกายแท้ๆ ก็ยังไม่มี เนี่ย เพราะนั้นจึงเรียกว่า พระอนาคามี จึงทิ้งกายได้
ที่ว่าทิ้งกายได้เพราะอะไร เพราะท่านไม่เห็นกายอีกแล้ว ท่านไม่เห็นกายแล้ว ไม่ใช่ว่าท่านอยู่ดีๆ เอ๊อะ ขี้เกียจดูแล้วว่ะ ไปดูอันอื่นก่อน...ไม่ใช่ ไปดูจิตก่อน...ไม่ใช่ เพราะท่านดูจนไม่เห็นแล้ว มันไม่มีความหมายในจิตแล้ว ว่าจิตจะไปหมายว่านี่คือกายนะ นี่เรียกว่ากายนะ จิตมันไม่มีภาษากาย หรือไม่มีว่ามีกายอยู่ในสามโลกธาตุแล้ว
ตรงนั้นน่ะ ยังเหลือแต่วิสุทธิล้วนๆ ของจิตแล้ว เหลือแต่ใจ แต่ว่าเป็นใจที่ยังแฝงอยู่ด้วยความไม่ปกติ เพราะมีความไม่รู้แอบอยู่ แอบอยู่ยังไง คือมันไม่ปรุงเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว รูปนามไม่มีแล้ว ไม่เป็นอดีตไม่เป็นอนาคตแล้ว นี่อนาคาแก่แล้วนะ ขั้นแก่มากๆ เลย หงำเหงือกแล้ว ไม่มีอดีตไม่มีอนาคตแล้ว
แต่...เหมือนรถน่ะ ที่เราวิ่งมา 120-150 นี่ แล้วเหยียบเบรก รถไม่หยุดนะ ต่อให้เหยียบแบบกระทืบลงไปเลย รถก็ยังไม่หยุดทีเดียว เพราะมันมีแรงเฉื่อย มันยังมีอาการไถลลื่น ตรงนี้คืออนุสัย สันดานเดิมยังมี แม้จะไม่ไปไหนนะ ไม่มีเจตนาจะไปไหนนะ แต่จิตยังมีสันดานเคลื่อน ไม่หยุด ยังไม่ยอมหยุด
แต่จริงๆ น่ะท่านรู้แล้วว่าเคลื่อนไปก็ไม่ได้อะไร แต่มันไม่ยอมหยุด ตรงเนี้ย ที่ท่านเรียกว่าอุทธัจจะ ตรงเนี้ยที่ท่านเรียกว่าอัสมิมานะ ไม่ใช่มานะที่ว่าถือดีถือตัวถือตนสูงต่ำกว่าคนอื่นนะ ไอ้นั่นมานะแบบอนุบาล แต่เป็นมานะของจิต ที่มันมีความถือตัวว่าเคยหา เคยมี เคยเป็น มันยังมี แล้วมันไม่ยอมหยุด มันยังไม่หมดกำลัง
ท่านก็ไม่ทำยังไงอ่ะ รู้อยู่อย่างงั้น รู้อยู่เห็นอยู่ๆ ไม่มีอะไรให้เห็นหรอก ก็เห็นแต่อาการของจิตน่ะ ที่มันยังไม่ยอมหยุด ก็ไม่รู้มันจะหาพระแสงอะไร แต่มันไม่ยอมหยุด ยังไม่หยุด
จนกว่ามันจะหยุด จนกว่ามันจะหมด จนกว่ามันจะสิ้น ที่จริงรูปนามสิ้นหมดแล้วนะ รูปนามในอดีตอนาคตน่ะไม่มีแล้ว ไม่มีความหมาย ไม่มีความยินดียินร้ายในอดีตอนาคตแล้ว แต่ยังสงสัยอยู่เรื่องเดียว...ทำไมจิตมันไม่หยุดวะ นั่นแหละ อุทธัจจะ นั่นแหละมานะ แล้วตรงนี้ ถ้ายังไปยุ่งขิงหรือว่าจะทำยังไงดี นั่นแหละท่านเรียกว่า กำเริบด้วยอุทธัจจะในธรรม "ทำยังไงถึงจะหยุด"...นั้นก็กำเริบในอุทธัจจะ
เหลือแต่รู้อย่างเดียว รู้อย่างเดียว วิสุทธิจิต วิสุทธิธรรมล้วนๆ เลย เท่านั้นแหละจึงจะออกจากอาการนี้ หรือว่าขาดจากอาการนี้ ด้วยตัวของมันเอง ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ใครทำ ไม่มีใครทำ ด้วยตัวของมันเอง มันหมดด้วยตัวของมันเอง พอมันหมด พอมันหยุด เหมือนมันตาย จิตมันตายแล้ว ตายลับ ตายดับ ตายสูญ ตายแบบไม่หวนคืน นี่ ท่านรู้เลย ตายแน่ มันหยุดแน่ๆ มันตายสนิท
เมื่อนั้นแหละ ดวงจิตผู้รู้ดวงจิตผู้เห็นก็จะหมดหน้าที่ ศีลสมาธิปัญญาจะหมดหน้าที่ในตัวของมัน เพราะนั้นที่ดวงจิตผู้รู้มันดำรงอยู่ได้ มันดำรงด้วยศีลสมาธิปัญญาอันวิสุทธิ เป็นวิสุทธิด้วย แต่ว่ามันดำรงไว้เพื่ออะไร เพื่อมาเห็นนี่แหละ เพื่อมาเห็นตัวจิตนี่ เพื่อมาเห็นตัวจิตสุดท้ายนั่นแหละ...ดับ
เมื่อมาเห็นจิตตัวสุดท้ายดับด้วยศีลวิสุทธิ สมาธิอันเป็นวิสุทธิ ปัญญาอันเป็นวิสุทธิ ตัวที่เห็นจิตสุดท้ายดับ นั่นเรียกว่าอาสวักขยญาณ เมื่อมันดับแล้ว ดับหมด โดยสิ้นเชิงแล้ว ศีลสมาธิปัญญาก็ดับ
ที่มันรวมเป็นดวงจิตผู้รู้ ที่มันเป็นจุดเป็นต่อมเป็นที่ เป็นอณู เป็นที่รวมอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในอนันตาจักรวาล
เพราะตรงนั้นไม่มีกายนะ มันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ว่ามีรวมตัวอยู่ในอนันตาจักรวาล ตรงนี้หมดหน้าที่แล้ว คืนสู่ใจที่เป็นวิมุตติ เป็นวิมุตติธาตุ เป็นวิมุตติธรรม หมดแล้ว หมดความเป็นใจที่เป็นดวงผู้รู้ เพราะมันหมดหน้าที่แล้ว มันหมดหน้าที่ของมันแล้ว ก็คืนสู่ธรรมแท้ ธาตุแท้ ใจแท้ ยิ่งกว่าใจเดิมอีก
ใจเดิมยังเป็นที่ตั้งนะ แต่ว่าใจตรงนี้เป็นอัปปมาโน ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีการเกิด ไม่มีการตาย ไม่มีการเพิ่ม ไม่มีการลด ไม่มีการคงอยู่ ไม่มีอะไรเลย นี่เรียกว่าวิมุตติธาตุ และไม่มีการหวนคืน
จะไม่มีการหวนคืนมาเป็นดวงจิตผู้รู้ เพื่อมาทำงานใดงานหนึ่ง เพื่อต้องรู้อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องเห็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่าต้องแจ้งในสิ่งที่มันเห็นให้เป็นไตรลักษณ์เพื่อการใดการหนึ่ง ไม่มีแล้ว หมดงานแล้ว
ใจดวงนั้นก็หมดงาน ไม่มีงานให้ทำ ว่างงาน เพราะงานมันว่าง ไม่มีงานทำ มันว่างหมดแล้ว มันจะไปทำงานอะไร มันก็ไม่ทำแล้ว มันก็ไม่มีคน มันว่างแล้ว ตัวมันก็ไม่ต้องเอาอะไรมาใส่ท้อง ก็หมด ... เรียกว่าจบกิจ สิ้นพรหมจรรย์ การปฏิบัติก็สิ้นสุดลงที่จุดนั้น มรรคก็สิ้นสุดที่ตรงจุดนั้น
ไม่ไปไม่มา ไม่มีไม่เป็น ไม่อยู่ไม่ตาย ไม่เกิดไม่ดับ ก็ไม่รู้จะเรียกว่ายังไง เพราะมันไม่มีอะไรในนั้น หรือว่าอะไรก็ไปตั้งไม่ได้
คำว่าไม่หวนคืน เพราะอะไร ไม่มีอะไรจะมาเกาะเกี่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นโลก อารมณ์ในโลก ความคิดในโลก ความเห็นในโลก เรื่องราวในโลก ความเป็นจริงในโลก ความน่าจะจริงในโลก ความอยากความไม่อยาก มันเกาะไม่ติด ไม่สามารถจะเหนี่ยวจะรั้งสภาวะนี้มากลืนกิน กลมกลืน หรือมาก่อเกิด หรือมารวมตัวกันได้อีกต่อไป ชั่วอนันตกาล
ถ้าเป็นภาษาเขาก็เรียกว่านิพพานธาตุ นิพพานธรรม คือความพ้น พ้นแล้ว นี่ ภาวะจิตนี่ไม่ได้เรียกว่าจิตเอก แต่เรียกว่าจิตไพบูลย์ เหมือนเป็นใจที่ไม่มีอะไรมาเกาะเกี่ยวได้อีกต่อไป แต่ลักษณะจิตเอก คือจิตของพระอรหันต์ จิตหนึ่ง จิตเอก จากหนึ่งแล้วไปเป็นเอกนี่ หมายความว่าเอก คือเอกก่อนที่จะเหลือศูนย์น่ะ
จากอินฟินิตี้มาเหลือสิบ จากสิบมาเหลือห้า เหลือสี่สามสอง เหลือหนึ่ง เนี่ย คือสัมมาสมาธิจิตหนึ่ง
แล้วจากจิตหนึ่งนั่น ละๆๆๆ วางๆๆๆ เห็นละเห็นวางๆ เห็นละแล้ววางๆ จะเหลือไม่มีอะไรให้วางน่ะ
จิตเอก จิตพระอรหันตมรรค อรหันต์อ่อนๆ ยังไม่แก่ ถ้าแก่แล้วก็เป็น จากหนึ่งเหลือเอก เอกเหลือศูนย์ นั่น เป็นอนันตมหาสุญญตาแล้ว หมายความว่าไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งหนึ่ง หรือเอก ไม่มีหนึ่ง ไม่มีจิตหนึ่งแล้ว ...ไม่มีการรวมตัวเป็นหนึ่ง
หนึ่งยังเกิดจากการรวมกันนะ แล้วก็มีการตั้งขึ้น นะ ยังตั้งรู้ตั้งเห็น มีรู้มีเห็นอยู่ ยังมี sorce ยังมีเหตุอยู่ เหตุแห่งใจ เพราะนั้นพระอรหันต์นี่จะเข้าสู่มหาเหตุ แล้วก็เข้าไปดับที่มหาเหตุ ตัวนี้ จิตเอกนี่ อณูแรกของการตั้งขึ้นของสรรพสิ่ง
ถ้ามีตัวนี้ตั้งขึ้นมา สรรพสิ่งเกิดเลย เพราะนั้น ตัวนี้นี่คือมหาเหตุ เพราะนั้นตัวที่จะเข้าไปถึงมหาเหตุ แล้วก็ไปทำลายที่มหาเหตุ ไม่มีอะไรเกินกว่า มหาสติ มหาสมาธิ แล้วก็มหาปัญญา เท่านั้น จึงจะเข้าสู่มหาเหตุ แล้วจึงจะเข้าไปเกิดเป็นมหาผล คือ ความไม่หวนกลับ ไม่คืนกลับ เป็นอนาลโย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น