พระอาจารย์
10/3 (560221A)
21 กุมภาพันธ์ 2556
พระอาจารย์ –
ก็กำหนดที่ใจ ทำอะไรก็ทำให้มันเด็ดขาด
ไม่ต้องไปคิดหน้าคิดหลังมาก คิดยาว ... ทำก็ทำ ออกก็ออกไปเลย ไม่ต้องคิด อะไรที่มันเป็นผลดีกับการเจริญสติสมาธิปัญญา
ก็เอาอันนั้นแหละ คือไอ้ทางโลกน่ะ ธรรมเนียมหรือว่าค่านิยมอะไรในโลก
มันก็เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น
เพราะนั้นถ้าจะเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นที่ตั้ง
มันก็ต้องละอารมณ์ทางโลก ละประเพณีนิยม ออกจากการข้องแวะ
แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องบุญคุณความแค้นอะไร ทำไปเหอะ ...การไม่คลุกคลี
การไม่ข้องแวะกับโลกภายนอก มันเป็นสิ่งที่เอื้อกับมรรคอยู่แล้ว
แต่คราวนี้ว่า
กำลังจิตกำลังใจแค่นั้น นั่น มันจะทานไหวมั้ย ...อารมณ์ที่มันหวนคืนน่ะ มันคอยหวน
แล้วก็ความปรุงแต่งในจิตนั่นแหละ มันยังติดค่านิยมเดิมในโลกอย่างเนี้ย
ก็ต้องคอยระวังเท่าทัน มันก็เกิดความเข้มแข็งในการที่จะอยู่ตัวคนเดียว
กายเดียวใจเดียวได้ง่ายขึ้น
คือยังไงๆ น่ะ อนาลโย...ความไม่หวนคืนนี่ ...ไอ้ไม่หวนคืนเลย หรือว่าขาดแบบโดยสิ้นเชิงที่เดียว ณ ปัจจุบันเลยนี่ มันไม่สามารถจะขาดได้ในปัจจุบัน ยกเว้นปัญญาขั้นสูงสุดเท่านั้นถึงจะขาดได้เลย ณ ปัจจุบัน ...มันเป็นเฉพาะพระอรหันต์อยู่แล้ว
หมายความว่าพอลงระลึกลงรู้ว่ายืนเดินนั่งนอนอยู่นี่ หมายความว่า จิตนี่ไม่หวน ไม่มีการปรุงต่อ ทั้งสัญญาทั้งอนาคตเลย มันด้วยอำนาจของปัญญา มันก็หมดสิ้น ขาดอาลัยอาวรณ์
ในระดับพวกเรานี่
มันแค่จางคลายไปชั่วคราวเท่านั้นเอง มันก็ยังมีจดจำในสัญญาขึ้นมาเป็นระลอกๆ อยู่นั่นแหละ
แต่ว่าความจริงจังในสัญญามันก็จะน้อยลงไป
เพราะนั้นไอ้การหวนน่ะ
มันหวนด้วยความอาลัย ทั้งดีทั้งไม่ดี มันอาลัยหมดน่ะ มันเกิดอาลัยกับอะไรก็ไม่รู้นั่น
แต่ไอ้อะไรไม่รู้นั่น มันก็ยังรู้สึกว่าเที่ยง ยังว่าเป็นตัวเป็นตน ...มันก็อาลัยอาวรณ์
ถ้ามันก็เห็นว่าโดยสภาพจริงๆ
แล้วมันไม่เป็นตัวเป็นตนอะไร จิตมันก็ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ ถึงแม้จะคิด
ถึงแม้จะจำได้ขึ้นมา ก็เป็นแค่สักแต่ว่า มันไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล
ความเป็นตัวเราตัวเขา มันเป็นแผ่นภาพที่มันปรากฏขึ้นภายในขันธ์ ...สัญญามันก็เป็นแค่ภาพรูปนามลอยๆ
เท่านั้นเอง
เพราะนั้นว่าในการฝึกอยู่ในองค์มรรค
ก็ต้องเข้มแข็งในสติ รักษาจิตให้มันอยู่เป็นหนึ่ง
รักษาใจรู้ใจเห็นให้อยู่แค่ปัจจุบัน ... มันห้ามไม่ได้ในการหวน มันก็หวนอยู่แล้ว
แต่ว่าให้ทัน ให้เร็ว ไม่เยิ่นเย้อ หมายความว่า ไม่ไปปรุงต่อให้มันยืดยาวออกไป
รู้ตัวก็รีบ รู้ทัน เข้าใจมั้ย
อย่าไปตามรู้ตามเห็นมันนะ
ถ้าตามรู้ตามเห็นน่ะไม่จบนะ ไปใหญ่เลยแหละ ...ให้รู้ทัน พอรู้ทันว่า
เอ้ย...คิดอีกแล้ว แล้วก็กลับมารู้ตัวอยู่กับตัว อยู่กับความรู้ตัว เดี๋ยวมันก็ออกอีกแล้ว
เดี๋ยวคิดเรื่องเก่า มาอีกแล้ว หวนอีกแล้ว เขาเรียกว่ามันจะหวนอย่างนี้ ไม่หายไปไหนหรอก
แต่ว่าสติจะเท่าทันแล้วก็เข้มแข็งมั้ย เข้มแข็งในการที่ไม่ปล่อยเลยตามเลย
คือคิดตามความเคยชิน ...หาเหตุหาผลน่ะ จิตน่ะมันชอบหาเหตุหาผลมารองรับ
มันจะได้ไม่รู้สึกผิดในการคิด
แต่ศีลสมาธิปัญญานี่มันเป็นลักษณะที่นอกเหตุเหนือผล
คือละโดยสิ้นเชิง หมายความว่าไม่เอาเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะจริงจะเท็จ
จะไม่จริงจะไม่เท็จ จะดีจะร้ายจะถูกจะผิด ละก็คือละ ไม่เอาเหตุเอาผลอะไรน่ะ
คือกลับมารู้ตัวก็คือรู้ตัว แล้วก็ละความคำนึง ความอาลัยอาวรณ์ ความจำได้หมายรู้
ไม่เอาถูกไม่เอาผิด ไม่เอากับสามโลก ถึงได้ว่าศีลสมาธิปัญญามันก็เป็นภาวะที่เรียกว่านอกเหตุเหนือผล
มันไม่ได้ตามเหตุและผลอะไร
แต่จิตน่ะมันมักจะเข้าไปเซาะแซะเจ๊าะแจ๊ะหาเหตุมารองรับ เอาผลถูกผิดมารองรับ มันจะได้คิดต่อได้ แล้วก็รู้สึกว่าไม่ผิดในการคิดในการปรุง
มีเงื่อนไขมารองรับว่า ถ้าไม่คิดถ้าไม่ปรุงแล้วมันก็จะไม่อย่างงั้น
จะไม่เป็นอย่างงี้
เนี่ย มันมีเหตุมีผลของมันในตัวของมัน คือแก้ตัว มีข้ออ้างน่ะ
มันมีข้ออ้าง แน่ะ อย่าไปเยิ่นเย้อกับตรงนั้น เขาเรียกว่าติดหล่ม กับดัก
กับดักของสังขารมาร
และคราวนี้ว่าลึกๆ
มันก็จะมีทิฏฐิอยู่ตัวนึงที่มันเชื่อตามเหตุและผล คือมันต้องเอาถูกให้ได้
ถ้ามันไม่คิดแล้วมันจะหาถูกไม่เจอ มันว่าของมันอย่างนั้น
แล้วมันจะเอาที่ถูกที่สุดน่ะ เพื่อจะได้ดำเนินไปด้วยความราบเรียบ
มันว่าของมันอย่างนั้นนะ มันมีเหตุผลในตัวของมัน โง่ๆ อ่ะนะ
แต่มันก็วนเวียนซ้ำซากน่ะ มันไม่จบ
เขาเรียกว่าฟุ้งซ่าน มันก็เกิดกลายเป็นฟุ้งซ่าน ไม่แล้วไม่เลิก ซ้ำซากวนเวียนๆ
คิดแล้วคิดอีก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เหตุนั้นก็ยังไม่ดี ผลนั้นก็ยังไม่ดี ก็ว่ากันไป
ยิ่งไปกับมัน ยิ่งตามรู้ตามเห็นดูมัน ก็ยิ่งมีความหมายรู้ขึ้นไปเรื่อยๆ หมายตามที่มันว่า
มันปรุงขึ้นมา
ก็พยายามหักอาวรณ์ หักอาลัย
หักความเคยชิน หักความเสียดาย ความถูกและผิด ในผลที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้า
แค่นั้นแหละ คืออยู่กับปัจจุบัน ถือกายเป็นปัจจุบัน แล้วก็เอาสติระลึก แล้วก็ เออ
อยู่แค่นี้
เดี๋ยวมันจะขึ้นมาสักห้าสิบครั้งร้อยครั้งก็ขยันรู้
ขยันกลับมารู้ตัว อยู่กับตัว จิตมันก็จะมีกำลัง กำลังของสมาธิ
กำลังคือความมั่นคงหรือว่าแน่นหนาถาวรขึ้น ทีนี้ก็พอรู้ตัวปุ๊บมันก็ขาดได้เร็วๆ
หมายความว่ามันจะซ้ำซากขนาดไหน มันก็สามารถกลับคืนเดิมที่ตัวได้ นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้น...นานขึ้น
ต่อเนื่องขึ้น นี่เขาเรียกว่าเข้มแข็งขึ้น มั่นคงขึ้น หนักแน่นขึ้น
เดี๋ยวมันก็มาอีกเป็นระลอกๆ
แต่มันก็จะเบาบางลง แล้วมันก็ค่อยๆ หมดกำลัง หมดกำลังในพีเรียดนั้นน่ะ ยังไม่หายนะ
มันกลับไปซุกหัวอยู่ข้างในอีก ... คือโคตรเหง้ามันยังมี หมายความว่า อาสวะมันยังไม่หมด
มันก็ไปดองอยู่ในนั้น รออยู่ รอเหตุปัจจัยใหม่ หรือว่าหมดเหตุปัจจัยนี้ มันก็ยังไม่จบหรอก
เดี๋ยวมันก็หวนคืนใหม่อีก
แล้วก็ระหว่างนี้ก็ทำความเรียนรู้ด้วยปัญญา
อยู่กับตัว อยู่กับกายไป ที่เดียวนั่นแหละ ไม่ต้องไปคิดละกิเลสในอดีต
ละกิเลสในอนาคต สิ่งที่มันยังไม่เกิด
หรือว่าจะเตรียมตัวตั้งรับตั้งพร้อมกับมันยังไง ก็ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปเอา
คือกลับมาทำความรู้อยู่กับตัว เรียกว่ารู้ตัว คือรู้ปัจจุบันกายนี่แหละ
เพราะกายนี่เป็นเหตุ กายนี้เป็นเหตุของราคะ
กายนี้เป็นเหตุของปฏิฆะ กายนี้เป็นเหตุให้เกิดความเกี่ยวข้อง ข้องแวะกับสัตว์บุคคล ... ทั้งๆ ที่ว่ากายจริงๆ มันไม่ได้เป็นเหตุ แต่ว่าจิตมันมาหมายกายนี้ผิดๆ
มันจึงกลายเป็นเหตุให้เกิดความข้องแวะกับสัตว์บุคคล
มันจึงเกิดเหตุและความดีใจ เสียใจ
ยินดี ยินร้าย เกิดความอาวรณ์อาลัย เกิดความวิตกกังวล เกิดความกลัว เกิดความลังเล
เกิดความไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจอะไรในความเป็นตัวเราข้างหน้าข้างหลัง
มันมาจากกายทั้งนั้น มาจากจิตมันเห็นผิดในกาย
เพราะนั้นน่ะ
ไอ้สัพเพเหระที่เป็นความคิด อารมณ์นี่ มันเป็นปลายเหตุ แก้ไม่ได้หรอก ... เหมือนกับต้นไม้นี่ ที่มันยืนต้น
แล้วมันมีแตกใบอ่อนออกมาอยู่ตลอดเวลาใช่รึเปล่า แล้วเราจะไปเด็ดใบมันอยู่ตลอด
ถามว่าต้นไม้มันจะตายมั้ย นั่นน่ะเพราะอะไร มันปลายเหตุ เข้าใจมั้ย
เดี๋ยวมันก็งอกใหม่ แล้วก็หงุดหงิดอีกแล้ว ทำไมไม่หมด ... มันจะไปหมดได้ยังไง
ก็มันยังไม่ตายน่ะต้นไม้ ก็แค่เด็ดใบ มันดีใจเสียใจ ก็แค่นั้นน่ะ ดับไป เกิดดับๆ อารมณ์เกิด-ดับๆ
จิตเกิด-ดับๆ ก็ปลายเหตุ
มันไม่หายไปไหนหรอก เพราะว่าต้นเหตุของมันยังมี...ความหมายมั่น
ยึดมั่นถือมั่น เนื่องด้วยตัวเราของเรา เนื่องด้วยกายเราตัวเรานี่ยังมี เข้าใจมั้ย
แต่เมื่อใดที่เรามากำกับกาย
ปัจจุบันกาย แยบคายในกาย ทำความรู้แจ้งในกาย ทำความเห็นจริงในกาย
ที่ปกติกายหรือปกติศีลนี่ โดยไม่ไปสนใจอาการในจิต อารมณ์ในจิต เวทนาในจิต
คือยินดียินร้าย หงุดหงิด ดีใจเสียใจ สุขทุกข์อะไรก็ตาม ...พวกนี้มันจะมีอยู่ของมันอย่างนี้ แก้ไม่ได้หรอก
แต่ว่าก็กำกับสติอยู่ที่กายอยู่ที่ศีลไว้นี่
จิตตั้งมั่นขึ้นมากับกาย ตรงนี้เหมือนกับเราขุดดิน ... ขุดดินทำไม ตัดราก...แขนง
รากฝอย รากแขนง ขุดไปเรื่อยๆ ...มันจะแตกใบอ่อน ดูงดงาม สะพรั่งทั้งลูกทั้งดอก เออ
เอาเหอะ เพราะมันยังไม่ตาย แต่ตอนนี้กำลังทำงานนี้อยู่ ขุดราก
กำลังขุดรากเพื่อจะถอนโคน
เพราะนั้นถ้าเมื่อใดที่มันถึงรากแก้ว
ตัดรากแก้วแล้วนี่ ต้นไม้นี่ ถึงยืนต้นก็ยืนต้นตาย ใบอ่อนใบแก่ไม่มีอ่ะ คราวนี้ร่วงเองไม่ต้องไปเด็ดหรอก
อารมณ์ในจิต อาการในจิต มันก็จะค่อยๆ หดหายไปตามลำดับ
ในขณะที่เริ่มเข้ามาตัดรากแก้ว รากฝอย
รากแขนงนี่ ให้สังเกตดูเลย ความเข้มข้นในอารมณ์ ความจริงจังในอารมณ์
ความผูกพันแน่นหนาในอารมณ์หรือเรื่องราวของสัตว์บุคคลและของโลก
จะรู้สึกเลยว่ามันจางลง มันจะเบาบางลง
อันนี้พิสูจน์ทราบได้เลย
โดยไม่ต้องสงสัย อย่างว่า...เอ๊ะ ทำไมมันน่าจะโกรธมากกว่านี้ ทำไมมันไม่โกรธวะ
เนี่ย ซึ่งแต่ก่อนมันเคยโกรธมาก แล้วก็โกรธข้ามวัน หลายวัน อย่างนี้
แล้วก็ให้สังเกตดูเลย
ถ้าปฏิบัติสติแยบคายลงในกาย โดยที่ไม่ได้ไปละกิเลสเลยนะ จะรู้สึกได้เลยว่า
ความไม่เอาธุระกับเรื่องราวต่างๆ หรือว่าความละวาง เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ภายนอก หรือผัสสะที่จะไปครุ่นคิดกังวล
หรือว่าดีใจเสียใจ เอาเรื่องเอาราว จับเป็นเรื่องเป็นราวมาขบมาคิด มันจะค่อยๆ
จางลงไปเองน่ะ
ทั้งๆ ที่ว่าไม่ได้ตั้งใจจะละนะ ...จนบางทีมันยังเกิดสงสัยในตัวของมันเอง ทำไมมันหายไปได้ยังไงวะ ทำไมมันน่าจะโกรธ หรือว่าน่าจะเอาจริงเอาจังหรือซีเรียส
ก็ไม่ค่อยซีเรียส ซึ่งแต่ก่อนมันซีเรียสมาก แต่นี่บังคับให้มันซีเรียสมันก็ยังไม่ซีเรียสเลย
คล้ายๆ อย่างนั้น
แต่มันก็มีอยู่นะ
มีความรู้สึกอะไรบ้าง แต่มันจะเห็นเลยว่า มันเป็น down
trend กราฟน่ะนะ มันไม่ up trend แต่มันจะ
down ลงเรื่อยๆ soft ลง down ลง อย่างเนี้ย
เพราะอะไรล่ะ ...เพราะความหมายมั่นในกายนี่ล่ะเป็นเหตุของอารมณ์ในโลกทั้งหลายทั้งปวง...ที่จิตมันนึกมันคิดอยู่เนี่ย
มันเนื่องด้วยกาย ...เพราะนั้นถึงบอกว่ากายนี่เป็นที่ตั้งของราคะและปฏิฆะ ...ราคะคือยินดี ปฏิฆะคือยินร้าย คือสุขและทุกข์ในโลกนั่นเอง
เพราะนั้นเมื่อมาแก้ที่เหตุแห่งกายแล้วนี่ หรือมาเข้าใจเหตุแห่งกายที่แท้จริง
ว่าเหตุแห่งกายที่แท้จริงคืออะไร มันเป็นเรา หรือไม่ใช่เราอย่างไร ... ซ้ำๆ
ซากๆ...ซ้ำๆ ซากๆ วนเวียนอยู่ที่เดียวนี่แหละ
ดูเหมือนโง่ ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ผลโดยรวมนี่ ให้สังเกตโดยรอบดู มันเปลี่ยนไป วิถีแห่งจิต วิถีแห่งความคิด
วิถีแห่งความเห็นนี่ มันจะค่อยๆ เห็นเลยว่า ไอ้ที่เคยเป็นโดยสันดานนี่
มันจะไม่ค่อยเหมือนสันดานเดิมแล้ว เห็นมั้ย
ทั้งๆ ที่ว่า เอ๊ ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ
ก็แค่นั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้ อิริยาบถสี่รู้ แล้วก็แยบคายลงในอาการที่มันรู้ว่าเป็นก้อน
เป็นแข็ง เป็นเย็น เป็นอ่อน เป็นร้อน เป็นตึง เป็นแน่น เป็นการขมวด เป็นปม
เป็นเงื่อน ตามข้อ ตามแข้ง ตามคอ ตามอะไรที่มันเป็นปมขึ้น ปมความรู้สึกของกายน่ะ
ดูอย่างนี้ วนเวียนๆๆ
ทุกอย่างมันคลี่คลายไป ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเกิดแต่เหตุ
พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นธรรมที่เข้าไปสู่เหตุแห่งความดับที่เหตุนั้นๆ น่ะ
คือศีลสมาธิปัญญานี่คือธรรมที่จะเข้าสู่เหตุ เพื่ออะไร เพื่อจะไปดับเหตุ
ดับที่ต้นเหตุ
จิตน่ะเพราะมันมาหมายมั่นในกายนี้เอง
มันจึงเกิดปัจจยาการต่อเนื่องเยิ่นเย้อยืดยาวไม่จบไม่สิ้น ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกนี้เนื่องด้วยจิตหมดเลย
จิตคิด จิตนึก จิตทำ จิตสั่งให้กายทำตาม ทั้งหมดเลย เพื่ออะไร เพื่อสนองตัวเรา
ตัวเราคือกายเรานั่นแหละ
เพราะนั้นถ้ามันหมดตรงเนี้ย
ราคะไม่เกิด ปฏิฆะไม่เกิด สัตว์บุคคลอื่นไม่มี เรื่องราวของสัตว์บุคคลอื่นก็ไม่มี
จิตมันก็ไม่ไปหมายสัตว์บุคคลเป็นชีวิต มันก็เป็นแค่สิ่งหนึ่งอาการหนึ่ง ไม่ใช่ใคร
ของใคร มันก็ไม่เดือดร้อน ไม่รู้สึกว่าเป็นความเดือดร้อนแล้ว
ไม่รู้สึกว่าเป็นความบีบคั้นแล้ว ไม่มีความทุรนทุราย
ถึงบอกว่าต้องแก้ที่เหตุ ...ถ้าไม่แก้ที่นี้ ไปคอยดักเฝ้าดูรู้อารมณ์ อาการของจิต ก็เหมือนกับไปเด็ดใบ
ไปเด็ดยอดใบ แล้วก็ภูมิอกภูมิใจเวลาต้นไม้มันโกร๋น คือว่าง
ไม่มีความคิดไม่มีอารมณ์ ก็แค่นั้นน่ะ เดี๋ยวมันก็มาใหม่ เผลอเมื่อไหร่ก็มาอีก
ถามว่ารู้ เข้าใจอะไร ละอะไรได้มั้ย
ไม่มี ละอะไรไม่ได้ แต่คอยอย่างเดียวคือ...กูจะดับมึง มันไม่เข้าใจน่ะ
ยังไงมันก็ได้แค่ระงับการเติบโตของต้นไม้ แต่ต้นไม้ไม่ตายหรอก ยังไงก็ไม่ตาย
ต้องมาที่รากเหง้า
ถึงบอกว่าศีลน่ะเป็นรากเหง้า เป็นเกราะแก้วเกราะเพชร เป็นกำแพงเจ็ดชั้นสิบชั้น
อานิสงส์ของศีลนี่มากมายมหาศาล เป็นรากฐานของธรรมทั้งหลายทั้งปวง
เป็นต้นทางของมรรค เป็นที่รองรับของธรรม เป็นแผ่นดิน ท่านถึงบอกว่าศีลคือศิลา
คือแผ่นดิน ซึ่ง ในเบื้องต้นนี้ ศีลคือกาย ปกติกาย ... จะละเลยไม่ได้กับกายนี่
ถ้าหงุดหงิดรำคาญแล้วก็พยายามจะแก้ความหงุดหงิดรำคาญหรือจะแก้ความอาลัยอาวรณ์
ไปนั่งคิดนั่งพิจารณาดูสิ มันจะแก้ยังงั้ย ...มันไม่หายไปไหนหรอก
ตราบใดที่ยังมาเห็นผิดในกายนี่ ยังเป็นตัวเรา ทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องของเราหมดแหละ
ยังเป็นเรื่องของเขาอยู่นี่แหละ มันแก้อะไรไม่ได้ แก้อารมณ์ไม่ได้
แก้เวทนาในจิตไม่ได้
ถึงบอกว่าเมื่อแก้ไม่ได้ก็อย่าไปแก้มัน
อย่าไปยุ่งกับมัน เรียกว่า เออ เท่าทัน เห็นว่า เออ มันมีอาการนี้อีกแล้ว
จิตมันมีอาการนี้อีกแล้วๆ เนี่ย แค่รู้
การรู้เห็นจิตนี่ รู้แค่นี้เองนะ
มีอาการอย่างนี้อีกแล้ว เออ ไม่ยอมจบอีกแล้ว เออนี่ รู้อย่างงี้ มาอีกแล้ว เอ้านี่
แค่นี้ ... รู้แค่นี้พอ รู้แค่ลักษณะที่มันแสดงอาการนี้ ...รู้แค่นี้พอ อย่าไปตามสอดส่องดู จ้อง จนว่าเมื่อไหร่มันจะดับ นี่ เขาเรียกว่า
ตกอยู่ใต้อำนาจของบ่วงมารแล้ว ดูไม่เป็น อย่างนี้เรียกว่าดูจิตไม่เป็น
ให้เห็นว่า อ้อ คิดอีกแล้ว อ้อ
มาอีกแล้ว นี่ มันจะให้เราเป็นอย่างนั้น เอาถูกเอาผิดอีกแล้ว เอาจริงเอาจังอีกแล้ว
เอาความถูกความผิดกับการกระทำของสัตว์บุคคลหรือการกระทำของเรา มันเริ่ม...ให้เห็นว่าเริ่มมีอาการอย่างนี้ แค่นี้ แล้วรีบๆ ถอนออก ...ถอยออกมาอยู่กับรากฐาน กายใจคือรากฐาน กลับมาอยู่ตรงนี้
แล้วไม่ต้องคิดว่าจะแก้มันยังไงดี
จะแก้อาการของจิตยังไงดี ไม่ต้องไปดัดแปลงแก้ไขอะไรมันเลย ก็ช่างหัวมัน
คิดอีกรู้อีกๆๆ รู้แล้วต้องมีที่ตั้งนะ อย่าเบื่อ อย่าเบื่อที่จะกลับมารู้ตัว
อยู่กับตัว...รู้ตัว อยู่กับตัว รู้ตัวแล้วก็อยู่กับตัว
จนมันแน่นหนาถาวรขึ้น
มันจะแน่นหนาถาวรขึ้นตามอำนาจของความพากเพียร ศีล สติ และสมาธินี่
มันอยู่ที่ความพากเพียร ซ้ำๆ ซากๆ บ่อยๆ จิตก็จะตั้งมั่น ตั้งมั่นได้นานขึ้น ได้ต่อเนื่อง
นานขึ้นต่อเนื่องขึ้น
ผลของการรู้ตัวบ่อยๆ นี่แหละ
รู้แบบโง่ๆ นี่ ยืนเดินนั่งนอน กายปัจจุบัน มีแค่ไหนแค่นั้น ความรู้สึกแค่ไหน
เท่านั้น จะทึบ จะเป็นก้อน จะเป็นด้านๆ จะเป็นซ่านๆ ซ่าๆ วูบๆ วาบๆ อะไรก็ตาม
รู้มันเข้าไปเถอะ ซ้ำๆ ลงไป
การรู้แค่นี้
ศีลสมาธิปัญญามันเกิดตรงนี้แล้ว ปัญญามันเกิดโดยที่ไม่รู้ตัว
เราไม่รู้เลยว่าปัญญามันเกิดยังไง เพราะมันเป็นญาณทัสสนะ
มันไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากคิดและจำ
มันไม่มีเป็นภาษาบัญญัติสมมุติว่ามีความเข้าใจอะไร มันเป็นยังไง มันถูกมันผิด
กายคืออย่างนั้นอย่างนี้ แท้ที่จริงมันคืออย่างนั้นไม่ใช่อย่างนี้
มันไม่ได้บอกอะไรมาเลย แต่มันมีศีลสมาธิปัญญาอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว ... และผลของมันคือว่าความจางคลาย ให้ดู
ทบทวนดูเลยว่า เมื่อใดที่เราทำความรู้ต่อเนื่องอยู่กับกายไปเรื่อยๆ นี่
ความเบาบางในอารมณ์ ความเบาบางในความยึดมั่นถือมั่นในการกระทำของสัตว์บุคคลนี่
มันจะอ่อนตัวลง
แต่ถ้าละเลิกเพิกถอนออกจากการรู้ตัวไปเรื่อยๆ
มันจะเกิดความเข้มข้นในอารมณ์ขึ้น เอ้า สังเกตดู เกิดความเข้มข้น ตาเป็นไฟ
หูเป็นไฟ กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องไม่เป็นเรื่อง มันไม่สามารถปล่อยผ่านได้
คล้ายๆ อย่างนั้น ให้สังเกตดู
มันเป็นปฏิภาคกัน เมื่ออยู่ในองค์มรรคนี่
อยู่ในกายอยู่ในศีลนี่ จะเห็นเลยว่า หูเย็น ตาเย็น ปากเย็น จมูกเย็น กายเย็น
อะไรมากระทบก็เย็น เย็นคือมันไม่เอามาเป็นธุระ คล้ายๆ กับปล่อยผ่านได้ง่าย
พอให้รู้สึกว่ามี ดีร้ายถูกผิดๆ ก็แค่นั้น แต่ว่าไม่ค่อยเอามาเป็นธุระ
ไม่ใช่ว่าเพราะว่ามัวแต่มาจดจ่ออยู่กับกายอย่างเดียว
คือปัญญามันมีความรู้ความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิในตัวของมัน
ในความเป็นตัวตนที่แท้จริงคืออะไร ตัวตนของกายที่แท้จริงก็คือตัวตนของกาย
ไม่ใช่ตัวตนของเรา ตัวตนนี่ไม่ใช่ของเรา
กายก็คือเหตุ เหตุที่มันปรากฏ...ตามปกติ
ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ไม่มีความเป็นใครเป็นของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
เป็นอาการปกติของการเกิดตั้งดับ...เกิดตั้งดับของมันเอง
ในการเกิดตั้งดับของกายไม่มีเจตนาใดๆ แฝงอยู่ในนั้น เพราะมันไม่มีความเป็นบุคคล
ในเย็นร้อนอ่อนแข็งมันมีเจตนามั้ย...ไม่มี มันมีความเป็นบุคคลมั้ย
เมื่อมันไม่มีเจตนา มันจะมีความเป็นบุคคลยังไง มันจะมีความมีชีวิตยังไง
มันเห็นอย่างนี้ ซ้ำๆ ซากๆ มันก็ออกจากความหมายมั่นในกาย ... หมายความว่า จิตที่มันยึดมั่นตัวเรา
เป็นตัวเราของเรานี่ แล้วก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเนื่องจากตัวเราของเรานี่
ทางตาทางหูทางรูป มันมากระทบ...หูของเรา เสียงของเรา เราได้ยิน เราเห็น เราพูด
เราคิด เรานึก เออ เรามีความสุข เรามีความทุกข์
พวกนี้ จิตทั้งนั้นน่ะ
ทำงานเนื่องด้วย “เรา” นี่ ...ก็เกิด “จิตเรา” ขึ้นมา แล้วเรื่องราวในจิตก็เป็น
“ของเรา” หมดเลย
แต่ถ้าออกจากนี้ ออกจาก “กายเรา”
แล้วนี่ เรื่องในจิต...ไม่มี ไม่มีอะไรเป็น “เรา” เลย เป็น “สักแต่ว่า”
อาการหนึ่งๆ เท่านั้นเอง เกิดๆ ดับๆ ไป ก็ไม่เอามาเป็นธุระปะปัง
แต่ว่าตราบใดที่เรายังยึดมั่นในกายเรานี่
ความยึดมั่นในบุคคลอื่น ว่ามีชีวิตจิตใจ ว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไข ว่ามีอารมณ์
ว่าวิ่งได้ ว่าสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ได้...ยังมี มันก็วางไม่ลงแล้ว
ยังไงก็วางไม่ลง เพราะมันจะไปคอยดับคอยละมันก็เหนื่อย หรือว่าห้ามมัน ก็ยิ่งเสียเวลา
ไม่เกิดปัญญาหรอก อย่าไปเข้าใจว่ามันจะเกิดปัญญาเร็ว
ปัญญามันอยู่ที่ตรงนี้...ทำกายให้แจ้งหรือว่าแจ้งในกาย
สัมมาทิฏฐิในกายให้เกิดก่อน แล้วจะเห็นเลยว่า อนุสัยสันดานนี่ ที่มันหนาแน่น
ที่มันมีแต่ความหนาแน่น กระทบหู กระทบตา กระทบจมูก กระทบกายนี่ มันเกิดความรู้สึกที่หนาแน่นน่ะ
คือความหนาแน่นน่ะ มันคือความหนาแน่นมั่นคงของกิเลส มันจะเบาบางลง
กายก็จะเบาๆ ไป
ความเห็นในกายก็จะเบาไป ความเชื่อมั่น ยึดมั่นถือมั่นในกายก็จะเบาๆ ไป
ถึงบอกว่าอย่าออกนอกศีล ...แต่ห้ามไม่ได้
เราก็ไม่ได้ห้าม แต่อย่าไปเผลอเพลินกับมัน อย่าไปเห็นดีเห็นงามกับมัน
อย่าไปค้นคิดตามมัน อย่าไปเอามันมาเป็นโรดแมพ หรือว่าชี้นำแล้วก็ทำตามความคิด
ทำตามความเห็น ทำตามความรู้สึก พวกนี้
ทั้งหมดมันเป็นอาการของจิตที่มันปรุงขึ้นมาเนื่องด้วยความหมายมั่นในกายนั้น
เพื่อมาสนอง “ตัวเรา” กายเราจะมีความสุข กายเราจะเป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่นๆ
กายเราจะเป็นที่ไม่ถูกดุด่าว่ากล่าวติเตียน
ทำไมล่ะ
มันทำมันคิดไปทั้งหมดเพื่ออะไรล่ะ เพื่อให้ “กายเรา ตัวเรา” นี่ดีที่สุด
ทั้งในอดีตทั้งในอนาคตน่ะ จิตมันไม่เลิก ยังไงก็ไม่เลิก ตราบใดที่มันยังหวงแหน
“ตัวเรา” อยู่ หวงแหนกายนี้ว่าเป็นตัวเรา
เพราะความหวงแหนในกายเรานี้แหละ
มันจึงคิดหน้าคิดหลังอยู่ตลอดเวลา มันกลัว “ตัวเรา” เสียหาย มันกลัว “ตัวเรา”
ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในโลก มันกลัว “ตัวเรา” จะไม่มีชื่อเสียงหน้าตา มันกลัว
“ตัวเรา” จะถูกกลืนกินหายไปด้วยความชั่วร้ายหรืออะไรก็ตาม ...จิตมันไม่มีทางหยุดทำงานเลย
แต่ถ้าไม่มีเรา มีแต่กาย ...สบายแล้ว
เรื่องของกาย ดินน้ำไฟลม เรื่องของกาย มหาภูตรูปสี่ ไม่ใช่สัตว์บุคคลใดๆ
ไม่ใช่ของใคร
จิตมันจะไปคิดทำไม จิตมันจะไปหวงแหนดินน้ำไฟลมทำไม จิตมันจะไปอาลัยอาวรณ์ดินน้ำไฟลมอะไร
จิตมันจะไปผูกพันอะไรกับของที่มันไม่มีชีวิตจิตใจยังไง มันเป็นแค่ธาตุ
มันเป็นแค่วัตถุ มันเป็นแค่สิ่งหนึ่ง อย่างเนี้ย ...จิตมันก็หยุด
หยุดในการครุ่นคิดที่จะแก้และกัน เพื่อจะให้ “กายของเรานี้” ดีๆๆๆ จนวันตาย
จิตมันจะหยุดเอง
เพราะนั้นไม่ต้องไปแก้ที่อื่นเลย
ไม่ต้องไปแก้ความคิด ไม่ต้องไปแก้อารมณ์ ไม่ต้องไปแก้กิเลส แค่รู้ว่ามีกิเลส
แค่รู้ว่าอกุศลเกิด แค่รู้ว่ากำลังมีอารมณ์ไม่ดี แค่รู้ว่ากำลังคิดไม่ดี แค่นั้นน่ะ
แค่รู้ แล้วก็อยู่ตรงนี้ เป็นราก เป็นฐานเลย
แล้วก็ทุกครั้งที่มันอยู่ต่อเนื่อง
มันก็จะเห็นกายชัดเจน รู้ชัดเจน คำว่าชัดเจน คือชัดเจนตามความเป็นจริงของมัน
ไม่ใช่ชัดเจนตามความคิด ไม่ใช่ชัดเจนตามความเห็น
แต่มันชัดเจนตามสภาพที่แท้จริงของมัน
คือสภาพที่แท้จริงของมันก็แค่เย็นร้อนอ่อนแข็งนั่นแหละ ไหวนิ่ง หนักเบา
แค่นั้นน่ะคือสภาพที่แท้จริงของมัน คือจะชัดเจนตามสภาพที่แท้จริง
ไอ้ตรงที่ชัดเจนในสภาพที่แท้จริงของกายนั่นแหละ
ท่านเรียกว่าปัญญา มันชัดว่ามันเป็นกาย มันไม่ใช่ “กายเรา”
มันเป็นแค่เย็นร้อนอ่อนแข็ง นี่แหละคือมันชัดตรงนี้
ปัญญามันก็เกิดอยู่ที่มันเห็นอย่างนี้ ว่ากายเป็นเพียงแค่นี้
ความทะเยอทะยานภายในของจิต
มันก็จะค่อยๆ ถูกลดทอน บั่นทอนลง ความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดเนื่องด้วยจิตคิดไป ปรุงแต่งไป
สังเคราะห์ไป อดีตอนาคต อุปาทานขันธ์ แล้วปัญหามันก็จะหมดไปเอง ตอนนี้ปัญหามันเยอะ
มีแต่ปัญหา ล้อมรอบ จิตมันสร้างปัญหาขึ้นมาทั้งหมด
(ต่อที่...แทร็ก 10/4)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น