พระอาจารย์
10/2 (560205B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 กุมภาพันธ์ 2556
พระอาจารย์ –
ถ้าฟังตั้งแต่ต้น ฟังมาเรื่อยๆ นี่ ศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น แล้วสิ่งที่เนื่องกัน คือกายกับใจเท่านั้น ไม่ได้แตกออกนอกกายใจเลย เห็นกายมาตั้งแต่ต้น ท่ามกลาง จนถึงที่สุด นั่นแหละ แล้วก็มันจะเป็นไปตามครรลองกระบวนการของมรรค ขั้นละเอียด ขั้นประณีตเองเลย
ไม่มีเรียนลัด ไม่มีเรียนย่อ ไม่มีเรียนอ้อม ไม่มีเรียนแบบเรียนพิเศษ ไปตามครรลองเลย กายใจล้วนๆ เลย...จบ ตั้งแต่ขณิกะศีลนี่แหละ ตั้งแต่ขณิกะรู้ ขณิกะกาย ขณิกสมาธินี่แหละ ไปจนถึงมหาสมาธินั่นน่ะ ไม่ได้ห่างจากกายนี้แม้แต่ขณะหนึ่งเลย
แต่ว่าไอ้ท่ามกลางกายกับใจนั่นน่ะมีอะไรเยอะแยะเลย แต่ไม่เอา ไม่เอามาเป็นเรื่อง ไม่เอามาเป็นทางเดิน ไม่เอามาเป็นอารมณ์ ไม่เอามาเป็นปัญญาด้วยซ้ำ ทำยังไงกับมัน ละอย่างเดียวเลยๆ เพื่ออะไร เพื่อเข้าสู่กายวิสุทธิ กับจิตวิสุทธิ เป็นความบริสุทธิ์คู่กันสองสิ่งนั่นแหละ
ถ้าไม่อยู่ดำรงด้วยมหาสมาธิหรือจิตที่เป็นหนึ่งเป็นเอกแล้วนี่ จะไม่เห็นความเป็นวิสุทธิของสรรพสิ่ง หรือขันธ์อันวิสุทธิ หรือโลกวิสุทธิ หรือวิสุทธิธรรม หรือวิสุทธิโลก หรือวิสุทธิธาตุ วิสุทธิขันธ์
ตราบใดที่ยังมีจิตเข้าไปว่าๆ มันไม่เป็นวิสุทธิให้หรอกโลกน่ะ มันไม่เป็นวิสุทธิขันธ์ให้ด้วย มันไม่เป็นวิสุทธิธาตุด้วย เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อใดที่ไม่มีจิตไปว่าอะไรเลย ทุกอย่างเป็นวิสุทธิหมดเลย ไม่ดีไม่ร้าย ไม่ถูกไม่ผิด ไม่เป็นคุณไม่เป็นโทษแต่ประการใดทั้งสิ้นเลย เป็นอะไรที่เป็นธรรมดา ดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ล้วนๆ ไม่มีมลทินในโลกในขันธ์นี้ มลทินมันอยู่ที่จิตนั่นเอง จิตผู้ไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง เป็นผู้สร้างมลทินต่อโลกและขันธ์
เพราะนั้นถึงแม้จิตนี้จะดับ จิตนี้จะแตก ใจนี้จะสลายกลายคืนสู่ธรรมชาติเดิมสูงสุดหรือนิพพาน โลกและขันธ์ยังมีอยู่ต่อไป ยังดำรงความเป็นวิสุทธิต่อไป สำหรับจิตผู้ไม่รู้มาเกาะกุม ไม่มีคำว่าจบและสิ้น เป็นอนันตาเหมือนกัน แต่อนันตาคนละแง่กัน อนันตาแห่งการก่อเกิดไม่จบไม่สิ้น
แต่ไม่ใช่เป็นอนันตาที่เป็นอนัตตาเหมือนใจที่หมดสิ้นแล้วจากจิตผู้ไม่รู้ จากจิตผู้ปรุงแต่งเอาเอง จากจิตผู้หมายมั่น จากจิตผู้ไปให้ค่าให้ความหมาย มันก็ไม่มีการเข้ามาถือครองครอบครองโลกและขันธ์อีกต่อไป แต่ขันธ์และโลกยังมี...ตราบเท่ายังมีอนันตาจักรวาล
เขาก็ดำรงความเป็นอะไรกลางๆ เป็นวิสุทธิธาตุวิสุทธิขันธ์อยู่อย่างนั้นน่ะ มึงโง่เอง จิตผู้ไม่รู้น่ะมันโง่เอง เขาไม่ได้ว่า เขาไม่ได้เดือดร้อนเลยในการที่เอาดินน้ำมาผสมปนปั้นกันมาเป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็ตาม สุดท้ายก็ขายคืนสู่สภาพเดิม แล้วก็รวมตัวกันอีก เขาไม่ได้ดีร้ายถูกผิดด้วยแต่ประการใด ดำรงความเป็นกลาง ชั่วนาตาปี เป็นเหมือนกับไม่มีหัวและไม่มีท้าย เป็นอนันตาอย่างหนึ่ง เป็นอนันตาจักรวาล
จึงบอกว่าศีลสมาธิปัญญานี้ เป็นสามเส้า พรากกันไม่ได้เลย จะขาดตัวใดตัวหนึ่งก็ไม่ได้ จะมากกว่ากันก็ไม่ได้ จะน้อยกว่ากันก็ไม่ได้ มันเป็นความพอดีกัน สมดุลกัน
เพราะนั้นเมื่อใดที่เข้าไปถึงใจ ดวงจิตผู้รู้ ดวงจิตผู้เห็นที่แท้จริงแล้วนี่ ตรงนั้นน่ะจะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนเป็นศีล อันไหนเป็นสมาธิ อันไหนเป็นปัญญา อยู่ที่เดียวกันหมด เป็นที่อันเดียวกัน แล้วสิ่งที่มันเห็น ไม่เรียกว่า กาย เวทนา จิต หรือธรรม แต่เรียกว่า ธรรมหนึ่ง เป็นธรรมหนึ่ง นั่นแหละคือมหาสติ
ตรงนั้นไม่ต้องถามหาศีลสมาธิปัญญาเลย อยู่ตรงเนี้ย เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นหนึ่งอยู่ที่ใจ รักษาใจอยู่เป็นหนึ่ง สมดุลที่สุดแล้วในมหาสติ
เพราะนั้นในมหาสตินั่นน่ะ กายเวทนาจิตธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นธรรมหนึ่งเดียวกัน แค่เปลี่ยนหน้าตากันไปมาเท่านั้นเอง แต่จิตตรงนั้น ดวงจิตผู้รู้ตรงนั้น เห็นค่าเสมอกัน เท่ากัน ไม่แบ่งแยกกัน ไม่มีใครดีใครร้าย ใครหน้าใครก่อนใครหลัง อันไหนเกิดก่อนอันนั้นเกิดเลย ตั้งรู้ตรงนั้น แล้วก็ดับตรงนั้น
เพราะนั้นตัวที่จะเข้าถึงมหาสติ มหาสมาธินี่ มันลบบัญญัติ มันลบภาษา มันลบสมมุติในระดับที่เรียกว่า จิตไม่แตกออกมาเป็นบัญญัติกับอะไร เห็นกายก็ไม่เรียกว่ากายแล้ว เป็นอะไรที่ไม่มีชื่ออ่ะ เห็นอาการของจิตไปมา ก็ไม่เรียกว่าจิต แต่เห็นเป็นแค่อาการหนึ่ง
เห็นกายก็เป็นแค่อาการหนึ่ง เห็นอารมณ์เห็นกิเลสก็เป็นแค่อาการหนึ่ง ไม่เดือดร้อนกับกิเลสแล้วนะ เพราะกิเลสไม่ได้ทำให้เดือดร้อนได้แล้ว แต่เป็นแค่อาการหนึ่ง เท่ากันเลย เวทนาจิตธรรม เหมือนกัน
แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะไม่มี “เรา” ทำแล้ว มีแต่ใจรู้ใจเห็น เรื่องของขันธ์ หรือเห็นขันธ์สำแดงธรรม สำแดงความจริง สำแดงหรือแสดงความเป็นจริงให้ปรากฏ เป็นเหตุในปัจจุบัน เป็นขณะๆ ไป
เพราะนั้นมหาสติ หรือดวงจิตผู้รู้ที่เห็นในระดับนั้น จึงเห็นขันธ์ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เห็นขันธ์รวมตัวกันได้ เป็นตัว เป็นรูปลักษณ์ เป็นรูปอย่างที่ตาเราเห็นนี้ แต่จะเห็นขันธ์แบบร่องแร่งๆ ขาดๆ วิ่นๆ สลับไปมาอยู่อย่างนั้น
เหมือนพลุ...เหมือนพลุที่จุดอยู่ในอากาศ เป็นความสว่างวูบวาบ มีสีมีสันเปลี่ยนแปลงไปมา แต่ก็คือพลุ เห็นเป็นพลุ ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีใคร ไม่มีของใคร ไม่เห็นว่าการเกิด การตั้ง และการดับ ในแต่ละอาการ แต่ละลักษณะเป็นใครของใคร
เกิดก็คือเกิด ดับก็คือดับ ไม่ใช่ใครของใคร การตั้งก็ไม่ใช่ใคร ก็ไม่ใช่ของใคร เป็นเรื่องของธรรมที่เกิด ที่ตั้ง แล้วก็ที่ดับ ไม่มีใครเป็นเจ้าของการเกิด การตั้ง หรือการดับนี้
เบา เหมือนเห็นขันธ์ไม่มีน้ำหนักแล้ว มันเบา เคยมีน้ำหนักกับขันธ์ หรือว่าเคยไปแบกไปถือ ว่าขันธ์นี้มันหนัก ขันธ์นี้เป็นทุกข์เนี่ย เบาแล้ว ปัญญานั่นแหละ มันเข้าไปล้างความถือครอง ความยึดมั่นถือมั่น ความมีตัวมีตน ทั้งอุปาทานในอดีต ทั้งอุปาทานในอนาคต และก็ทั้งอุปาทานในปัจจุบันด้วย มันก็เบาขึ้นไปเรื่อยๆ ขันธ์มันก็เบาขึ้นไปเรื่อยๆ
เบายังไง ก็เหมือนกับเรามองดูพลุในอากาศน่ะ เหมือนเรามองดูก้อนเมฆที่มันลอยอยู่น่ะ มันเบาเพราะมันไม่ใช่เรื่องอะไร ไม่ได้เป็นธุระให้ใคร ไม่ได้เป็นภาระให้ใคร เพราะไม่มีใครเป็นภาระกับมันเลย มันเบาอย่างนั้นน่ะ
นี่ละที่เรียกว่าเป็นอิสระจากขันธ์ เป็นอิสระจากกันและกัน ระหว่างโลกกับขันธ์ ระหว่างใจกับโลก ระหว่างขันธ์กับใจ ก็ต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป เขาก็แสดงความเป็นไตรลักษณ์ของเขาไป ใจก็ทำหน้ารู้เห็นกันไป นั่น ต่างคนต่างทำหน้าที่อันควรแก่ธรรมนั้นๆ
โลกและขันธ์ก็คือธรรมที่เป็นของเกิดและดับคือไตรลักษณ์ ใจก็คือสภาวะที่เป็นอมตะธาตุ อมตะธรรม มันไม่เกิดไม่ดับ มีแต่รู้กับเห็น ก็ต่างคนต่างแสดง ดำรงอยู่ในธรรมนั้นๆ ไม่ก้าวก่ายกัน
แต่เดี๋ยวมันก็แอบก้าวก่าย แน่ะ จับได้แล้ว...มึงมาอีกแล้ว พึ้บ...ขาด อะไรผุดอะไรโผล่ พึ้บ...ขาดๆ ขาดทิ้งขาดขว้างๆ แล้วขันธ์ก็ดำรงความบริสุทธิ์ของขันธ์เกิดๆ ดับๆ ไม่ดับมึงอยากตั้งก็ตั้งไป ก็เรื่องของมึง เรื่องของมัน เดี๋ยวมันก็ดับ เดี๋ยวมันก็ตั้งใหม่ อยู่อย่างนี้ ใจก็รู้เห็น คงความไม่เกิดไม่ดับอยู่ภายใน
ไอ้ที่ว่าจิตผู้รู้ดับน่ะ มันไม่ใช่จิตผู้รู้หรอก วิญญาณ มโนวิญญาณ ไปว่าผู้รู้เกิดดับ ไม่ใช่ผู้รู้เกิดดับ ไอ้นั่นมโนวิญญาณ แต่ถ้าใจน่ะไม่เกิดไม่ดับ ใจที่อยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญาไม่เกิดไม่ดับ มันเป็นดวงจิตผู้รู้ ดวงใจผู้รู้...ที่ธรรมชาติของใจมันไม่ดับอยู่แล้ว
ยิ่งมันอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญา มันถ่างห่างออกจากกิเลสอาสวะนี่ มันก็ยังคาราคาซังอยู่อย่างนั้นน่ะ เหมือนกับพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันน่ะ อยู่อย่างนั้น ไม่มีเมฆไม่มีหมอกคลุม อยู่อย่างนั้น เรียกว่าสว่างอยู่ภายใน มีความรู้สว่างอยู่ภายใน สว่างรู้สว่างเห็นอยู่อย่างนั้นน่ะ
เรียกว่าเป็นผู้ไม่มีราตรี เป็นรัตตัญญู ไม่มีเวลาด้วย เวลามันมาจากจิตนะ ถ้าจิตเคลื่อนเมื่อไหร่ก็มีเวลา นี่จิตไม่เคลื่อนน่ะ จะเคลื่อนจะผุดจะโผล่ตอนนั้นตอนนี้ พั้บ ขาดๆๆ ก็ดำรงไว้แต่ขันธ์ปัจจุบัน ทั้งภายในและภายนอก ภายนอกก็คือรูปเสียงกลิ่นรส ภายในก็คือกาย
เบา ...ไม่ได้อยู่ที่กาย ไม่ได้อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ไหน เบา ไม่มีที่ให้อยู่
แต่ตอนนี้พวกเรานี่ต้องให้ทันจิตตัวนึงที่อยากรู้อยากเห็น อยากได้อยากมีในธรรม อยากเร็ว อยากพ้นทุกข์ อยากๆๆ ดีทั้งนั้น อยากดีน่ะ แล้วก็ให้มาอยู่กับรู้ ยืนเดินนั่งนอนรู้ปัจจุบัน อยู่ปัจจุบัน เห็นปัจจุบัน แค่นี้
อะไรเป็นตัวปัจจุบัน...กาย ไม่มีอะไรชัดกว่ากายแล้ว จิตก็มี อารมณ์ก็มีบ้าง ก็ให้รู้ เบาๆ อย่าไปจดจ้อง อย่าไปจมแช่ ...แต่ไอ้ที่ต้องจดจ้อง เพียรเพ่งและจมแช่ คือกาย เพราะว่าจิตมันไม่ชอบอยู่ตรงนี้ มันชอบออกนอกกาย มันชอบไปโดยที่ไม่มีกาย มันไวดี มันเร็วดี พุ้บ นี่ไปเลย
ยังไม่ทันใส่รองเท้าเลย ไปถึงประตูรถแล้ว ใช่มั้ย ลงจากบ้านนี่ ตีนยังไม่ทันซุกเกือกเลย จิตไปถึงเชียงใหม่แล้ว ไปแล้ว เมื่อไหร่จะถึง เดี๋ยวจะไปนั่น เดี๋ยวจะเข้าร้านนั้น เดี๋ยวจะไปแวะหาคนนั้น ไปก่อนแล้ว ตีนยังไม่ได้ซุกเกือกเลย นั่น ไวน่ะ มันชอบไปไหนโดยไม่ไปกับกายน่ะ
ล่วงหน้า ล้ำหน้า ล่วงเกิน ก้าวข้ามกายหรือก้าวข้ามศีลอยู่ตลอดเวลา จึงเรียกว่าตลอดชีวิต มันล่วงเกินศีลตลอดเวลาจิตน่ะ เป็นผู้อหังการ เป็นผู้ล่วงเกินปัจจุบันธรรม เป็นผู้ที่ล่วงเกินความเป็นจริงในปัจจุบัน หรือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นการฝึกฝนนี่ เบื้องต้นเบื้องแรกเลยถึงบอกว่าต้องน้อมลงในปัจจุบัน เราถึงบอกว่าอะไรจะเป็นจุดยืนของปัจจุบันที่ชัดที่สุด ไม่มีอะไรเกินศีล...คือกาย
แล้วสันดานของจิตมันจะค่อยๆ ถูกอบรม มึงอยากวิ่งนักเหรอ มึงอยากไปนักเหรอ ให้มึงวิ่งอยู่ในกายซะ หัวจรดตีน ตีนจรดหัว หัวจรดตีน ไล่ความรู้สึก ไล้ความรู้สึก เรียกว่ากายคตาสติ ให้สติมันมาพาจิตให้มันแล่นอยู่ในกาย อย่าให้มันออกนอกนี้ อย่าให้มันออกนอกกรอบ
นี่เขาเรียกว่าอบรมจิต การอบรมจิต ผลของการอบรมจิต ด้วยศีล ด้วยสติ อบรมจิตด้วยศีลกับสติ ผลที่ได้จากการอบรมจิตด้วยศีลและสติคือ สัมมาสมาธิจะเกิด จิตมันก็จะรวมตั้งมั่นอยู่ในก้อนนี้ กองนี้ เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ที่นี้...ที่เดียว
ทำไมถึงต้องรวมเป็นสัมมาสมาธิ...ถ้าไม่เกิดสัมมาสมาธิ ถ้าไม่เกิดจิตรวมจิตหนึ่งนี่ จะไม่เกิดญาณทัสสนะ คือความรู้เห็นด้วยความเป็นกลาง...รู้และเห็นด้วยความเป็นกลาง
กลางอะไร กลาง...ปราศจากความคิด ความจำ ความเห็น นั่นน่ะ ถึงเรียกว่ารู้เห็นด้วยความเป็นกลาง มันจะกลางไม่ได้ มันจะรู้เห็นด้วยความเป็นกลางไม่ได้เลย ถ้าจิตไม่เป็นหนึ่งหรือไม่เป็นสัมมาสมาธิ
เดี๋ยวก็แอบจำได้หมายรู้ขึ้นมาว่า เคยได้ยินว่าอย่างนั้น เคยอ่านมา เคยคิดเอาเองว่า ว่ากายต้องเป็นอย่างนั้น กายต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเห็นกายเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เนี่ย ทำไมวันนี้เห็นอย่างนี้ ทำไมอีกวันมันไม่เห็นอย่างนั้นวะ นั่น มันไม่ได้เป็นหนึ่งไง มันก็เห็นพร้อมทั้งความเคลือบแคลงและสงสัย
นี่ ท่านเรียกว่ามันเห็นด้วยความมัวหมอง หม่นหมอง เศร้าหมอง มันก็เกิดความสงสัยลังเล เดี๋ยวใช่เดี๋ยว เดี๋ยวไม่ใช่ๆ เพราะมันมีจิตที่มันแอบคิดแอบปรุงอยู่ ถึงบอกว่า เมื่อใดน่ะที่รู้กายน่ะ ยืนเดินนั่งนอน รู้ความรู้สึกในปัจจุบันกายน่ะ แล้วจะโง่ เหมือนโง่
เพราะอะไร เพราะมันจะไม่รู้อะไรเลย เพราะมันจะไม่มีจิตออกไปรู้เรื่องอื่น เพราะมันจะไม่มีจิตออกไปรู้เรื่องราวในอดีต เรื่องราวในอนาคต เพราะมันจะไม่มีจิตออกไปรู้ตามตำรา เพราะมันจะไม่มีจิตออกไปรู้เรื่องราวของสัตว์บุคคลอื่น การกระทำต่างๆ มันจึงไม่รู้อะไรเลย
แต่มันรู้อยู่อย่างเดียวว่านั่ง จึงดูเหมือนโง่ แต่ไอ้โง่นี่มันโง่แล้วมันจะฉลาดในธรรม ฉลาดรู้ ดวงจิตผู้รู้ที่ฉลาดจะเกิดขึ้น เพราะมันรู้เดียว รู้หนึ่ง มันจึงดูเหมือนไม่ค่อยรู้อะไรเลย ...เราถึงบอกว่าดีแล้วที่มันไม่รู้อะไร ถึงบอกอยู่ประจำว่าไอ้รู้มากน่ะคือ แสนรู้ ...มันรู้เกินเหตุ
เข้าใจคำว่ารู้เกินเหตุมั้ย ...เพราะเหตุมันมีอยู่แค่นี้ คือเหตุแห่งปัจจุบันกายนี่มีแค่นี้ แต่มันไม่รู้แค่นี้ มันชอบที่จะไปรู้เกินเหตุที่ปรากฏ มันชอบจะไปรู้อะไรที่มันเกินเหตุที่ปรากฏในปัจจุบัน นั่นแหละที่ท่านเรียกว่าจิตมันแส่ส่ายไปมา แสวงหาภพชาติอยู่ตลอดเวลา ด้วยความไม่รู้ ด้วยอำนาจของความไม่รู้ มันจึงหาและค้น
พอมันถูกสติ มันถูกศีลบังคับ อบรม ตีกรอบให้มันจำกัดความรู้...เท่านี้พอ มันจึงไม่ค่อยมีความสุขตามประสาของมัน ที่เคยมาเคยไปโดยที่...เหมือนกับเป็นอิสระ
แต่ถ้าไม่สำรวมไว้อย่างนี้ ท่านเรียกว่าสำรวมศีล สำรวมอินทรีย์ มันจะไม่เกิดไตรสิกขาในช้อยส์ที่สองหรือระดับที่สองคือ สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นกลาง ถ้าไม่มีจิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นกลาง ปัญญาจะมาจากไหน
มา ...แต่ไม่ใช่ญาณทัสสนะ แต่เรียกว่าจินตามยปัญญากับสุตตมยปัญญา ในหมู่ผู้ปฏิบัตินี่ จะมีสองปัญญานี่คอยกรอกอยู่ตลอด ถ้าภายนอกก็...เข้ากลุ่มกันแล้วก็จะเล่าความยาวสาวอดีต once upon a time กูเคยเป็นอย่างนั้น ชั้นเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวชั้นจะอย่างงั้น ชั้นเคยได้ยินอาจารย์องค์นั้น ชั้นว่าอาจารย์องค์นี้ว่าอย่างนั้น เนี่ย อย่างนี้ขึ้นมา แล้วก็มีจิตตัวเองน่ะคิดขึ้นมา
จึงเรียกว่าต้องสำรวมจิต ต้องรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ต้องรวมจิตรวมใจให้เป็นหนึ่ง รวมจิตกับใจน่ะให้มาเป็นหนึ่ง หนึ่งเดียวคือหนึ่งรู้หนึ่งเห็น เพราะนั้นมันจะรวมได้หนึ่งรู้หนึ่งเห็นน่ะ มันจะรวมได้ขณะนึง ขณิกะนึง เพราะนั้นไอ้ขณิกะนึงนี่ ถ้ามันไปรวมกับสิ่งที่มันเลื่อนลอยไปมานี่ เดี๋ยวมันก็แตก
ท่านถึงบอกว่าต้องรวมเป็นหนึ่งอยู่กับกาย หรือกับศีล เพราะว่ากายนี่ อย่างที่เราบอกตั้งแต่ต้นว่าปัจจยาการหรือความต่อเนื่องของกายนี่ มีกระทั่งนอนหลับน่ะ มันก็ยังสืบเนื่องดำรงความเป็นธาตุขันธ์ ดำรงความเป็นมหาภูตรูป แสดงปฏิกิริยาของธาตุอยู่ตลอดเวลา
จึงบอกว่าศีลเป็นเรื่องพื้นฐาน เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ หนา ละเลยไม่ได้ เพิกเฉยไม่ได้ ปล่อยวางไม่ได้ ต้องยึดเลยแหละ เป็นหลัก ที่ท่านเรียกว่าเพียรเพ่งอยู่ในกายน่ะ
แต่ว่าไอ้ที่ว่าไอ้ติดกายหรือว่าเพ่งกาย นั่นคือนิมิต ที่นึกขึ้น แต่คำว่าเพียรเพ่งในกายนี่คือปกติกาย คือความรู้สึกที่มันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องหา ไม่ต้องสร้าง มันมี เดี๋ยวนี้ก็มี ไม่ต้องอยากก็มี อยากก็มี ไม่อยากก็มี เนี่ย คือปกติกายปกติศีล คือต้องแยก ทำความชัดในกายศีลนี่ให้ชัดเจน
แล้วก็เอาเลย มันรู้สึกยังไง มันจะเกิดที่ตรงไหน ที่หัว ที่หู ที่หาง เอ๊ย ไม่มีหาง (โยมหัวเราะกัน) ที่ตัว ที่ก้น ที่มือ ที่แขน ที่ก้อนเป็นทึบเป็นแท่ง มีความรู้สึกอะไรปรากฏ ตรงนั้นแหละ เออ เอาจิตผู้รู้ เอาจิตผู้เห็น จดจ่อไว้ ไม่ต้องหาเหตุหาผล เอาถูกเอาผิด เอาดีเอาร้าย เอาคุณเอาโทษ อะไรกับมันหรอก รู้มันไปโง่ๆ รู้เดียวแหละ
ไม่มีความรู้ตามตำรา ไม่เห็นเหมือนตำราเลย ไม่เห็นเหมือนคนอื่นเลย ...ช่างหัวจิตมัน ไอ้นั่นน่ะจิตว่า ไอ้นั่นน่ะจิตปรุงแต่ง ไอ้นั่นน่ะจิตอยาก ไอ้นั่นน่ะจิตสร้างอุปาทานขันธ์ อุปาทานภพ อุปาทานปัญญา อุปาทานความรู้ความเห็น...ไม่เอา
รู้โง่ๆ น่ะ ...มันปรากฏแล้วไม่รู้จะเรียกอะไรดี ช่างมัน เพราะมันก็ไม่ได้บอกว่ามึงต้องเรียกกูให้ถูกนะ ไม่ต้องมาบอกว่า นั่งหนอ ยืนหนอ กำหนดหนอ เดินหนอ เออ ขี้หนอ เยี่ยวหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ ไม่ต้องไปบอก กูยังไม่บอกมึง...มึงมาบอกกูทำมั้ย ใช่ป่าว
มหาภูตรูปคือเหมือนก้อนดิน มันมีชื่อเสียงเรียงนามอะไร มันบอกมั้ยว่ามันถูกมันผิด มันบอกมั้ยว่าข้าพเจ้าคือหิน ข้าพเจ้าแข็ง ถ้ามันบอกนะเดินไปนี่เสียงระงมไปหมด มันยังไม่ได้บ่งบอกความเป็นตัวของมันเลยว่า ตัวกูคือใคร เพราะมันไม่มีชีวิต
นี่คือซาก (เสียงสัมผัสกาย) ของตายแล้ว ของที่ไม่มีชีวิต ของที่ไม่มีความเป็นบุคคลน่ะ เมื่อใดที่มันมาเห็นว่าไม่มีบุคคล แปลว่าอะไร แปลว่ามันไม่มีความเป็นเรา ไอ้ความเป็นเราก็คือความเป็นบุคคล ความมีชีวิตนั่นเอง แต่ถ้าเห็นมันเป็นของ เป็นกอง เป็นก้อนที่ไม่มีชีวิตนั่นน่ะ มันจะเข้าไปลบล้างความเห็นผิดในความเป็นบุคคลคือความเป็นเรา
ไอ้ที่ท่านบอกไม่เห็นความเป็นสัตว์และบุคคลนั่นแหละ คือไม่เห็นความเป็นเราในกาย เห็นเป็นก้อน เห็นเป็นกองทุกข์ เห็นเป็นกองธาตุ เห็นเป็นกองที่แปรปรวนไปมา เออ เห็นอย่างเงี้ย เป็นเค้าลางให้เกิดปัญญา
แต่มันจะเห็นอย่างเงี้ยน่ะ มันจะเห็นได้เป็นแว้บๆ เพราะว่าสมาธิเราเป็นแค่แว้บๆ คือมันเป็นแค่ขณิกะ
แต่ว่าถ้ามีความพากเพียร พากเพียรคือยังไง จดจ่อต่อเนื่อง กายต่อเนื่องรู้ต่อเนื่อง ตรงนี้เขาเรียกว่าจดจ่อ ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าทำความเพียรต่อเนื่องในศีล สติ สมาธิก็จะต่อเนื่อง จากขณิกะ มันก็จะเริ่มเป็นอุปจาระ...อ่อนๆ
ถ้าอุปจาระอ่อนๆ หมายความว่า ความรู้ตัวทั่วพร้อมนี่มันจะมีระยะเวลาเหมือนกับยืดออกเป็นพีเรียด จากที่เป็นขณะ มันจะเป็นสักห้าวิ สิบวิ หนึ่งนาที ห้านาที ตรงนี้เริ่มถือว่าเป็นอุปจารอนุบาล...อ่อนๆ หรือเตรียมอนุบาล
แล้วถ้าไม่มีความเพียรนะ...หาย หายทั้งกาย หายทั้งรู้ หายทั้งปัจจุบัน นี่แปลว่าออกนอกมรรคแล้ว
ทำไง ...ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องตีโพยตีพาย ไม่ต้องไปจ่มด่าว่ากล่าวเสียงนั้น คนนี้ งานนั้นงานนี้ ว่าก็ว่าตัวกูน่ะแหละไม่มีสติ ตัวกูไม่ระลึกรู้ในปัจจุบัน มันก็ต้องแก้ตรงนี้แล้ว มาเริ่มที่ศีล มาเริ่มที่สติในปัจจุบัน
ไม่ต้องคิดมากเลย ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องคร่ำครวญ ไม่ต้องพร่ำเพ้อ ไม่ต้องเพ้อเจ้อ ตามอาการของจิต เพราะมันมีนิสัยขี้หงุดหงิด ลึกๆ น่ะ พอไม่ได้ดั่งใจแล้วกูหงุดหงิด ทำไมมันหายวะ หายได้ยังไงวะ หมดไปได้ยังไง จะไปด่ามันสักหน่อย นั่น ไม่ต้องอ่ะ ก็เออ สติมันขาด กายมันขาด กายมันหายไป ทั้งที่ว่ากายมันไม่หาย เออ สติมันหายไง กายมันไม่หาย...ก็รู้ตัวลงไป
แล้วก็รักษาความรู้ตัวต่อเนื่องไป ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น อย่าไปรู้ที่อื่น อย่าไปคิดว่า เออ อย่างนั้นมันจะเร็วกว่า อย่างนี้มันจะรู้ได้ต่อเนื่องกว่า เขาเรียกว่าโลเล พวกโลเล พวกใจโลเล พวกเหลาะแหละ พวกไม่ตั้งมั่น พวกจับปลาหลายมือ ถ้าเป็นหญิงก็ผู้หญิงใจง่าย ผู้ชายก็ผู้ชายหลายใจ เปลี่ยนเรื่อยๆ ไอ้อย่างนี้ดีมั้ย ไอ้อย่างนั้นดีมั้ย ลองอย่างนั้นแล้วมันอาจจะรู้ได้ต่อเนื่องได้นานกว่า นั่น เอาแล้ว
ปัญญาแบบหัวไอ้เรืองมาแล้ว คือปัญญาแบบจินตาน่ะ คิดนึกไปเอง เขาเรียกว่าปัญญาแบบหัวไอ้เรือง คือปัญญาแบบคิดนึกเอาเอง เป็นปัญญาที่เกินกว่าพระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าสอนว่าศีลก็คือศีล สติก็คือสติ สมาธิก็มาจากสติในองค์ศีล นั่น พระพุทธเจ้าก็บอกไว้แค่นี้ ศีลจึงเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ ก็แค่เนี้ย
ปัญญาหัวไอ้เรืองมาแล้ว...อย่างนั้น อย่างนี้มั้ง ต้องอย่างนั้น ต้องดูให้ทันอันนั้น ไปทำวิธีการอย่างนั้นตามตำราเล่มนั้นเขาว่า อาจารย์องค์นี้บอก เพราะนั้นไอ้ปัญญาตัวนี้มันจะเกินพระพุทธเจ้า ล้ำพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อย ล้ำพระธรรม ล้ำศีล ล้ำสมาธิ ล้ำสติอยู่เรื่อย
แล้วก็มันจะมีที่เขาเรียกว่า มีผลติดปลายนวมมาให้อยู่เรื่อยเหมือนกันนะ คือมันจะมีผลมาล่อมาหลอก เหมือนเหยื่อที่ท่านเปรียบเหมือนไส้เดือนที่เกี่ยวเบ็ด สุดท้ายโดนเข้าหม้อต้มหม้อแกงกระทะทอดตายหมด ร้อน ไหม้ กระวนกระวาย กระสับกระส่าย สงสัย ลังเล ไม่แน่ใจในวิธีการปฏิบัติของเจ้าของ แล้วก็ไปเสาะถามสอบถามผู้ปฏิบัติธรรมอื่นๆ เพื่อให้เกิดความ...สงสัยยิ่งขึ้น (หัวเราะ) ไม่ใช่เพื่อให้รู้แจ้งนะ ยิ่งถามยิ่งสงสัยว่ะ
ทำไมไม่ถามพระพุทธเจ้าล่ะ ทำไมไม่เชื่อปริยัติซะก่อน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติก็บอกไว้เต็มๆ ว่า ศีลสมาธิปัญญา ไตรสิกขา ศีลเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ปัญญาเป็นเหตุให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงและหลุดพ้น ไม่มีอะไรลัดตรงกว่านี้แล้ว ก็ตรงต่อศีล สติก่อน แค่นั้นแหละ ตัดปัญหาไปเลย หมดปัญหาไปเลย หมดปัญหากับการหาวิธีการปฏิบัติไปเลย ปฏิบัติแบบโง่ๆ ไม่รู้อะไรมาก รู้อย่างเดียว รู้ที่เดียว รู้ขณะเดียว เออ
แล้วให้สังเกตไปเหอะ ถ้าทำอย่างนี้ ตัดสินใจลงอย่างนี้แล้ว รู้สึกเลยว่าความลังเลสงสัยน้อยลงว่ะ ความขี้โลภ ความมักมาก ความอยากได้อยากมี...น้อยลง ความทะเยอทะยานในการที่จะเอาหน้าเอาตาไปอวดคนนั้นคนนี้ เอาธรรมไปอวดคนนั้นคนนี้...น้อยลง มันอยากจะพูด มันอยากจะคุย...น้อยลง
มันชอบอยู่คนเดียว มันอยากอยู่คนเดียว เพราะอะไร มันจะได้เห็นกายชัดๆ อยู่หลายคนแล้วกายเริ่มเลือน เริ่มจาง ไม่ใช่จางแบบพระอนาคานะ (หัวเราะกัน) มันจางแบบหายไปเลยในโลก มันจาง เดี๋ยวก็จางๆ เดี๋ยวก็หาย
หายแล้วประเภทไหน...กู่ไม่กลับ กว่าจะกลับได้นี่...รากเลือด หือ พอได้หลงได้เพลินแล้วคราวนี้มันเหมือนว่าวติดลมน่ะ เอาลงไม่คืนแล้ว ลงได้ก็...อื้อหือ ต้องบากบั่น ต้องอดทน ต้องข่มกลั้น ต้องเอาจริงเอาจัง ต้อง...โอ้โห เหงื่อแตกเลย
เห็นมั้ยว่า เนี่ย ผลของการที่ปล่อยปละละเลย แล้วก็ทะเยอทะยานนอกองค์มรรค หรือว่าความสุดโต่งในองค์มรรค คืออัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค คืออะไร ตามความพอใจของมัน ตามความไม่พอใจของจิต “เรา”
คือ “เรา” นั่นแหละเป็นตัวพาให้เกิดความคิด แล้วก็...เออ พอใจความคิดนี้ ก็ทำตามความคิดนี้ พอใจจากเสียงคนนั้นเขาแนะนำ ก็ทำตามความพอใจ...ที่ว่าน่าจะใช่ น่าจะถูก ทุกอย่างน่ะเป็นอัตตกิลมถานุโยค กับกามสุขัลลิกานุโยค พอเขาบอกว่าทำอย่างนี้ผิดนี่ เกิดอัตตกิลมถานุโยคแล้วว่า ชั้นทำผิดรึเปล่าวะนี่ ต้องเปลี่ยน ต้องหาทางแก้ไขแล้ว
มรรคมันไม่เป็นมรรคแล้ว มันเป็นเรื่องของสุดโต่งของสองฝั่ง ตามที่จิตเราจะพอใจและไม่พอใจอย่างไร แต่ถ้าถือศีลเป็นหลักล่ะ ถ้าถือสติเป็นหลักไว้น่ะ ไม่เอา “เรา” เป็นหลักนะ อย่าเอา “เรา” เป็นหลักนะ ถ้าเอาเราเป็นหลักน่ะ สุดโต่งแน่ๆ เพราะมันโง่ “เรา” นี่คือโคตรโง่เลยหนา
แล้ว “เรา” มันก็มาจากจิตนั่นแหละ แล้วก็พอมี “เรา” เกิดขึ้น “เรา” ก็จะมีความคิดเกิดขึ้นตามมา แล้วก็ “เรา” จะมีความเห็นตามมา แล้ว “เรา” ก็จะหาความคิดความเห็นที่คิดว่าถูกที่สุดมา แล้วก็จะเอาความคิดที่คิดว่าถูกที่สุดมาเป็นตัวดำเนินไปในวิถีแห่งการปฏิบัติ คือมันตั้งตัวมันเองขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้าเลย
แต่ถ้าเอาศีลเป็นหลักไว้ เอาสติเป็นหลัก เอาสมาธิเป็นหลัก เอาปัจจุบันเป็นหลัก เออ ถ้าอย่างนี้ “เรา” มันจะไม่ค่อยลืมตาอ้าปากได้สักเท่าไหร่
เพราะนั้น “เรา” มันจะต้องถูกจำกัดสิทธิ พอ “เรา” มันถูกจำกัดสิทธิ เบื้องต้นเลยคือรู้สึก “เราอึดอัดว่ะ” เพราะ “เรา” มันเคยมีอำนาจ...สามโลกธาตุนี่กูจะไปไหนก็ได้ตามอำเภอใจกู เพราะสามโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้นกูได้เลย อย่าให้กูได้คิดนะ ไปได้หมด
แต่พอเจอศีล สติ ควบคุมไว้นี่ มันรู้สึกว่า เราถูกตีกรอบ เราเริ่มอึดอัด เราเริ่มถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพแล้ว ดูเหมือนไม่เป็นอิสระเลย ...ก็เพราะอิสระแบบมันนี่ กูถึงเกิดตายมาอเนกชาติไง มึงอยากอิสระอีกหรือไง
นั่น ก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าก่อนแล้ว เชื่อศีล เชื่อสติ เชื่อสมาธิ เชื่อปัจจุบันธรรมก่อนแล้ว อึดอัดไปก่อน เหมือนงานภายในต้องทำอย่างนี้
จนจิตมันเริ่มรวม เริ่มเป็นหนึ่ง เริ่มมีปัญญา พอเริ่มรวม เริ่มเป็นหนึ่ง เริ่มมีปัญญา เริ่มคลายจากความอึดอัด เพราะอะไร...เพราะ “เรา” มันน้อยลงไปตามภูมิปัญญา มันก็เริ่มไม่รู้สึกว่าอึดอัดแล้ว แต่ก่อนที่มันรู้สึกอึดอัดเพราะ “เรา” นี่มันเป็นเจ้าเป็นใหญ่ เป็น King of the king ไง อยู่ในขันธ์น่ะ มันไม่ยอมลุกจากแท่นบัลลังก์ของมันเลย มันก็ถือว่าขันธ์นี่เราครองน่ะ แล้วเราจะให้ขันธ์เป็นยังไงก็ได้น่ะ
แต่พอถูกจำกัดสิทธิมันก็จะเริ่ม เอาแล้ว ตีโพยตีพายแล้ว เริ่มจะบีบคั้นแล้ว เริ่มจะต้องอย่างงั้นต้องอย่างงี้ ไอ้นี่ถูกมั้ง ไอ้นี่ผิดรึเปล่า เนี่ย มันเริ่มมาเป็นระยะๆ ไปแล้วนะ ก็ต้องต่อต้านกัน ด้วยสติ ด้วยศีล สองตัวนี้แหละ ถ้าไม่มีสติก็...ไตรสิกขาไม่มีมาเลยอ่ะ แต่ถ้ามีสติแล้ว ตัวที่มาก่อนเลยคือศีล คือปัจจุบันกาย แล้วปัจจุบันรู้จะตามมา
เพราะนั้นตัวแรกนี่ รู้จะไม่ชัดหรอก อย่าไปหา อย่าไปอยากได้รู้ชัดๆ เอากายให้ชัด เอากายปัจจุบันให้ชัดก่อน เอายืนเดินนั่งนอนให้ชัดเลย แล้วให้มันตรงกับปัจจุบันจริงๆ ไม่ล้ำไม่เหลื่อม ไม่คลาดไม่เคลื่อน ไม่เผลอไม่เพลิน ไม่หาย ไม่ลืม ไม่เลือนออกจากปัจจุบันกาย
นั่นแหละ รู้จะชัดขึ้นเองตามลำดับ ภายใน มีความมั่นคง จากที่ไม่เคยรู้จักเลยว่าจิตตั้งมั่นคืออะไร มันจะเริ่มเห็นแล้วว่า อ๋อ อย่างนี้คือจิตตั้งมั่น อ้อ อย่างนี้ไม่ตั้งมั่น มันเห็นเลย จะเห็นด้วยตัวของมันเองเลยนะ แล้วมันจะรู้เลย แต่ก่อนเคยอ่านว่าจิตตั้งมั่น เคยอ่านว่าจิตเป็นหนึ่ง มันคืออะไรวะ นึกเอา คิดเอา ยังไม่แน่ใจเลยว่า อย่างงั้นรึเปล่า อย่างงี้รึเปล่า
แต่พอถึงจุดนี้ รักษากายชัดในปัจจุบันไปเรื่อย จะรู้เลย อ๋อ มันตั้งมั่นอย่างนี้นี่เอง คือหมายความว่า อะไรผ่านหู อะไรผ่านตา อะไรผ่านลิ้น ผ่านปาก อะไรผ่านมาทางกายนี่ มันไม่กระเทือนซางน่ะ มันไม่หวั่นไหวน่ะ มันไม่เก็บมาเป็นอดีต มันไม่เก็บมาเป็นอนาคตน่ะ ไอ้อย่างนั้นน่ะมันจะรู้เลยว่า โอ๋ ไอ้อย่างนี้เรียกว่าจิตตั้งมั่น
จิตตั้งมั่นนี่เขาเรียกว่า ป.หนึ่ง อนุบาลหนึ่งนะ เดี๋ยวต่อไปดวงจิตผู้รู้จะตามมา เพราะนั้นถ้าดวงจิตผู้รู้ขึ้นมานี่ เราบอกให้เลยว่าเหมือนกับพระอาทิตย์กลางหาวน่ะ ดวงจิตผู้รู้ของมหาสตินะ สว่าง มาจากนี่แหละ พื้นฐานคือจิตตั้งมั่นนี่แหละ
เพราะนั้นในระดับจิตตั้งมั่นอย่าไปหาดวงจิตผู้รู้ ไม่มีทางเจอหรอก มันยังไม่ถึง ยังเข้าไม่ถึง ยังรวมตัวไม่พอ ศีลยังไม่พอ สติในปัจจุบันยังไม่พอ ปัญญายังไม่เกิดพอ มันค่อยเป็นค่อยไป
แต่ถ้าพากเพียรแล้วนี่ สม่ำเสมออยู่ภายในกาย รู้ตัวต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่นานเป็นภพเป็นชาติหรอก ไม่นานเป็นเดือนเป็นปีหรอก บอกให้
แต่ที่มันไปไม่ถึงไหนน่ะ ความเพียรนี่ๆๆๆ อย่างเก่งห้านาทีก็หอบแฮกจะตายแล้ว ประมาณนั้นน่ะ แล้วก็ทิ้งนี่เป็นยี่สิบนาทีครึ่งชั่วโมงนี่ สบายเลย ลอยสบายเลย รู้สึกสบายใจดี
พอมาทำแล้ว ทำได้สักห้านาที เหมือนเดินขึ้นเขา เหนื่อย แล้วไม่ไหวแระ ขอพักก่อน แน่ะ พักอีกแล้ว มึงพักมากี่ชาติแล้วนี่...ต้องถาม มึงพากูมาพักอย่างนี้ในโลกนี่ กี่ชาติแล้ว...เหนื่อยหน่อยไม่ว่ากัน เหนื่อยเพราะศีล เหนื่อยเพราะสติ เหนื่อยเพราะกำหนดรู้ในปัจจุบันนี่ เหนื่อยหน่อยเหอะ
อดเอา ต้องอดทนเอา แล้วความพากเพียรมันจะมากขึ้น สติก็จะมากขึ้น สมาธิก็จะมากขึ้น ความอึดอัดก็จะน้อยลงเอง แต่แรกๆ ต้องอึดอัดอดทน เหมือนกับต้องบังคับกลายๆ ควบคุมมันกลายๆ เหมือนกับคอยถือไม้เรียวกำราบมัน อย่าให้มันออกนะๆ อยู่อย่างนี้
เพราะจิตมันดื้อ จิตมันพยศ เออ ถ้ามันเรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องถือไม้เรียวแล้ว เออ ถ้ามันมีความเป็นกุลสตรีซะหน่อย จะลุกจะนั่งก็ค่อยไปค่อยมา สงบเสงี่ยม เอออย่างนี้ก็ไม่ต้องคอยถือไม้เรียวกำราบแล้ว มันก็ไปด้วยความนุ่มนวล จิตมีความนุ่มนวลลง ว่ากล่าวตักเตือนได้ง่าย หมายความว่ารู้ตรงไหน เห็นตรงไหนก็ไม่ไปแล้ว อยู่แค่นั้น เนี่ย เขาเรียกว่านุ่มนวลลงแล้ว
แต่ตอนนี้กระด้าง แข็ง จิตกระด้าง หยาบ ยังหยาบ ยังกระด้าง มีแรง มีอำนาจของอวิชชานี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ความไม่รู้ ความถือตัว ความอหังการนี่ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้เราจะปฏิบัติกันมาแล้วก็ตาม มันก็ยังมี บางตัวบางอารมณ์นี่ มันไม่ยอมน่ะ มันไม่ยอมหยุดน่ะ บอกให้หยุด ทันแล้วก็ยังไม่หยุดน่ะ จะเอาๆ จะเอาเรื่อง จะเป็นเรื่อง ลักษณะอย่างนี้จะเอายังไงล่ะ มันติดน่ะ
ก็จะร่อนไปอยู่นั่น รู้ก็นะ ก็รู้ แต่ไม่ละ ไม่ยอมละ บอกให้ละ ตั้งใจละ ก็ไม่ละ ละไม่ได้ ไม่มีทางเลย ต้องบังคับจิตนี่ ให้จิตหนึ่งน่ะมารู้อยู่ตรงนี้ กำกับไว้ตลอด พอให้เป็นชนักปักหลังไว้ อย่าให้มันไปตามอำเภอตัณหาความอยาก อุปาทานขันธ์อุปาทานภพจนร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยมีศีลมีสติกำกับไว้ นิ๊ดๆ รั้งไว้ๆ เนี่ย เรียกว่าเพียร
แล้วมันจะเกิดพลานิสงส์ อานิสงส์แห่งศีล อานิสงส์แห่งสมาธิเกิดขึ้น ให้บังเกิดผลของศีล ผลของสมาธิ ให้รับทราบเอง ว่ารสชาติของศีลคืออะไร รสชาติของสมาธิคืออย่างไร ทีนี้ ไม่ต้องถือไม้เรียว ไม่ต้องบังคับควบคุมแล้ว
เพราะนั้นน่ะ จิตของพวกเรานี่ เหมือนไก่เขี่ย คุ้ย หา ไซ้ซอกซอนไปเรื่อยหาของกิน หาไปเรื่อย แต่กายนี่ ปัจจุบันกายนี่ เหมือนพลอย เหมือนเพชร ไก่เห็นเพชรเป็นยังไง งั้นๆ น่ะ ไม่อร่อย ไปคุ้ยนู่นคุ้ยนี่กินดีกว่า เดี๋ยวก็เจอเพชรอีก ก็งั้นๆ น่ะ ไม่เอา กินไม่ได้ ใครว่ามีค่า ใครว่านี่เป็นก้อนธาตุก้อนธรรม ไม่เห็น สู้ไส้เดือนกิ้งกือหรือข้าวสุกข้าวเปลือกข้าวใต้ถุนร้านใต้ถุนบ้านตามขยะยังมีอะไรให้กินซะมากกว่า
แต่พอบอกว่า สอนว่า หรือมีจิตดวงหนึ่งที่มีจินตามยปัญญาที่จะพาให้เกิดภาวนามยปัญญาก็สอนว่า เออ ถึงมึงจะไม่รู้คุณค่าของพลอยของเพชร มึงก็คาบไว้ในปากนานๆ หน่อยก็แล้วกัน มันก็เหมือนกับเอาไก่ที่มันคอยคุ้ยหา ให้มันถือจิกไว้กอดไว้กำไว้กับเพชร แม้มันจะไม่รู้ค่าว่าเป็นเพชรก็ตาม
แต่บอกว่าแล้วว่าเพชรก็คือเพชรวันยังค่ำ ไม่มีคำว่าด่างพร้อยหรือหมดค่าในตัวของมันเองเลย มีแต่ค่าที่จะแสดงขึ้น เมื่อไก่นั้นน่ะมีดวงตาเห็นธรรมสักหน่อย มันจะได้ออกจากความเป็นไก่เขี่ยซะ มันก็จะได้เห็นว่า อ๋อ นี่เอง นี่แหละเขาว่าจึงจะเห็นคุณค่าของศีลสมาธิและปัญญาด้วยตัวของจิตเอง
ตอนนี้จิตไม่เห็นคุณค่าของศีล ยังไม่เห็นคุณค่าของสมาธิ ยังไม่เห็นคุณค่าของปัญญา แต่มันเห็นคุณค่าของ “คิด” และทำตามความคิดแล้วได้ผล คิดไปเรื่องว่าทำอย่างนี้แล้วจะมีความสุข แล้วไปทำตามความคิดแล้วเกิดความสุขจริงได้ผล มันเลยเชื่อ มันเลยให้ค่ากับความคิดในอดีตในอนาคต ในการกระทำที่สร้างโดยความคิดแล้วไปกระทำตามความคิด มันได้ผลทันที มันเลยเชื่อ แล้วมันคุ้นเคย แล้วมันติด
แต่พอมาให้อยู่กับกายนี่ หรือว่ากายที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามีค่าอันประเสริฐ หรือศีลน่ะมีค่ามากกว่าสมบัติพัสถานทั้งหลายทั้งปวงในโลกมากองอยู่เลย...ศีลสมาธิปัญญา พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่าสมบัติทั้งปวงในโลกนี่ ไม่ได้เท่ากระผีกนึงเลยของศีลสมาธิปัญญา มีค่าไม่เสมอ อย่ามาเทียบ เทียบไม่ได้
เมื่อใดที่มันมาอยู่แล้ว มันก็จะลิ้มรสชาติได้รสชาติ หรือว่าเห็นคุณค่า ทีละเล็กทีละน้อย มีผลอยู่แล้ว ธรรมเป็นผล การประพฤติปฏิบัติตามองค์มรรคมีผล ตรงต่อศีล ตรงต่อสมาธิ ตรงต่อปัญญา ย่อมมีผลบังเกิดขึ้น ตามลำดับลำดา อันนี้เป็นของที่เถียงไม่ได้ ที่เรียกว่า การกระทำเหตุทั้งหลายทั้งปวงเกิดเพราะมีการประกอบเหตุนั้นๆ ขึ้น ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ โดยไม่ประกอบเหตุ
เพราะนั้นเมื่อใดที่ให้ไก่นั้นมาคาบหรือจิกอยู่กับเพชรหรือพลอยไว้นี่ มันก็คือการประกอบเหตุแห่งศีล การประกอบเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมีผล ต้องมีผล แล้วผลแห่งศีล ผลแห่งสมาธิก็จะบังเกิดผลขึ้นมา ไม่ได้บังเกิดขึ้นมาลอยๆ เลื่อนๆ ลอยๆ หรือว่านึก คิด ฝัน อยาก...ไม่ใช่ เพราะประกอบกระทำขึ้น
เพราะนั้นเมื่อประกอบเหตุแห่งศีลด้วยสติ ผลแห่งศีลก็บังเกิดขึ้น เมื่อใดที่รู้ว่ามีกายนั่ง รู้ว่ามีกายนั่ง ตรงนั้นน่ะมีความร่มเย็นเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว เรื่องคนอื่นก็ไม่มีแล้ว เรื่องเราข้างหน้าก็ไม่มี เรื่องเราข้างหลังก็ไม่มี ขณะนั้นน่ะมันบังเกิดความร่มเย็นขึ้นในปัจจุบันแล้ว นี่คืออานิสงส์ของศีลนะ บังเกิดแล้ว
แต่มันเป็นแค่ธุลีน่ะ มันรับผลแค่ธุลีหรือขณิกะนึงน่ะ มันยังรู้สึกว่า “มันเย็นตรงไหนวะ” คือมันไปเทียบกับ กูนั่งแล้วกูดำดิ่งลงไปในอเวจีน่ะ แล้วกูว่าไอ้อย่างนั้นมันเย็น ไอ้อย่างนี้มันเย็นตรงไหนวะ
มันยังไม่เห็น เข้าใจรึเปล่า ว่าความเย็นของศีลอยู่ตรงไหน จนมองเห็นว่าด้อยค่าหรือว่า เอ้ย ไม่ใช่ละมั้ง ไม่เห็นมันเย็นเลย หนึ่ง เห็นมั้ย ไม่มีเราในอดีต สอง ไม่มีเราในอนาคต สาม เรื่องราวที่วิตกกังวลว่าเดี๋ยวกูจะไปไหนดี แล้วกูจะทำอะไร แล้วกูจะได้มั้ย กูจะถูกหรือผิด...ไม่มีนะ มันมีกายเดียวแล้วก็ความรู้สึกปัจจุบันเดียวว่ากำลังนั่ง เวลาก็ยังไม่มีเลย ข้างหน้าข้างหลังก็ไม่มี ไม่คิด พอดี จิตก็มีหนึ่ง เพราะไม่มีจิตคิด
นี่แค่ขณิกะนึงของศีลที่ปรากฏบังเกิด ก็ยังมีรสชาติแล้ว ถ้าหลายศีลล่ะ ถ้าศีลต่อเนื่องล่ะ เฮอะ อุปจาระแก่ๆ จนใกล้ๆ อัปปนาก็จะมาเกิดขึ้น ก็ถ้าจิตรวมจิตหนึ่งจิตเป็นเอกจิตสงบระงับตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอยู่ภายในแล้วจะเป็นยังไง อานิสงส์ของสมาธิยิ่งกว่าศีลอีก ยิ่งกว่าอีก
และอาศัยอานิสงส์ของสมาธิตั้งมั่น มันเห็นอะไรนี่...โอ้ ใช่ เข้าใจแล้วว่า มันคือเข้าใจ กูบ้าไปเอง กูหลงไปเอง …มันยิ่งปล่อย ยิ่งวาง ยิ่งเบา อานิสงส์ของปัญญามาแล้ว ผล เห็นมั้ยว่า มันไปตามลำดับ
แต่ถ้ายังนิสัยเหมือนไก่เขี่ยอ่ะ มันจะได้อานิสงส์ยังไง มันจะได้รสชาติของศีล รสชาติของสมาธิ รสชาติของปัญญา แล้วจะมาเทียบว่ามันเหนือกว่ากิ้งกือไส้เดือนยังไง หรือว่าข้าวเปลือกข้าวสารที่มันหล่นตามพื้นยังไง คนละเรื่อง คนละรสชาติกันเลย
ถึงบอกว่า ถ้าถึงศีลสมาธิปัญญา ถ้าถึงไตรสิกขา ถ้าถึงไตรสรณคมน์แล้ว เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม หมายความว่า จะไม่ทิ้งศีลสมาธิปัญญาเลย จิตดวงนั้น เหมือนได้ของดีแล้วน่ะ เหมือนได้ของมีค่า อู้ย หวงแหนเลยแหละ ไม่ทิ้งไม่ขว้างแล้ว ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ดูแคลน ไม่ดูถูก ไม่ประมาทในศีล ไม่ประมาทในสมาธิ ไม่ประมาทในปัญญา ไม่ลบหลู่ ไม่ล่วงเกินแล้ว
เคารพ นอบน้อม ต่อธรรม ต่อศีล ต่อสมาธิ ต่อปัญญา ของตัวเองนั่นแหละ ไม่ได้ไปเคารพที่วัดที่วา ที่ครูบาอาจารย์ เคารพศีลสมาธิปัญญาในตัวของมัน ด้วยความนอบน้อม จึงอยู่ด้วยความนอบน้อมต่อธรรม ไม่อหังการต่อธรรม ยอมรับต่อธรรม ด้วยความยินยอม
เนี่ย เกิดความนอบน้อมต่อธรรมทั้งภายใน และเกิดความนอบน้อมต่อธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ล่วงเกิน ไม่ก้าวก่าย ไม่อหังการ ไม่เข้าไปจัดการ นี่เขาเรียกว่าไม่ล่วงเกินในธรรม จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่นอบน้อมต่อธรรม
จนถึงกระทั่งนอบน้อมต่อขันธ์ เขากำลังแสดงความแก่ เขากำลังแสดงความแตก เขากำลังแสดงความเสื่อม เขากำลังแสดงความดับ ความตาย ยังนอบน้อมเลย เคารพ ไม่อหังการ ไม่ก้าวล่วง ไม่ตำหนิ ไม่ติโทษ ไม่ว่ากล่าว ไม่ด่าทอ ไม่หงุดหงิด ไม่เสียใจ ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว เคารพ ด้วยความเข้าใจ และยอมรับต่อธรรมที่ปรากฏหรือที่แสดง
กำลังตาย...ยังเคารพและนอบน้อมต่อความตายเลย ไม่อหังการ เพราะนี่คือความจริง...ที่มิอาจแม้แต่จิตหนึ่งที่จะไปล่วงเกินได้ ไม่อหังการนะ
แต่จิตที่ไม่รู้ มีแต่ความถือเนื้อถือตัว ถือตัวถือตน ถือหน้าถือตา ถือว่าเราทำได้ เราแก้ได้ เราเปลี่ยนได้ เราทำให้คงอยู่ได้ หรือเราทำให้มันไม่เกิดได้
มันแน่มาจากไหน ถามมันดูซิ ฮึ ก็มันแน่เนี่ย ถึงมาแน่อยู่ในโลกนี่ เกิดตายไม่จบไม่สิ้น ก็กลับมาอยู่ในโลก มันแน่อยู่แค่โลกนี้แหละ อย่างเก่งก็ไปแค่อีกสองโลกที่เหนือกว่าหน่อย แล้วก็กลับมาวนเวียนๆ นึกว่าแน่แค่ไหน ก็แค่สามโลกธาตุ
พระพุทธเจ้าสิแน่ พระอริยสงฆ์สิแน่ เหนือนี้อีกน่ะ เหนือธรรมทั้งหลายทั้งปวง เหนือปรมัตถ์ธาตุเหนือปรมัตถ์ธรรมอีก เหนือวิสุทธิธาตุเหนือวิสุทธิธรรมขึ้นไป สิ้นธรรม สิ้นโลกสิ้นธรรม หมดโลกแจ้งธรรม จนสิ้นธรรม ไม่มีธรรมอะไรมาห้อยมาติดมาข้อง แม้แต่บริสุทธิ์ยังไม่มีในธรรม เหนือหมดแล้ว ออกโดยสิ้นเชิงแล้ว
นั่น จิตน่ะหมดข้ออ้างเลย หลบลี้หนีหน้าหายเข้าป่าเข้าดงเข้าอนันตสุญญตาไปเลย ไม่มีสิทธิ์มาป้อมาหลอกมาสร้างความเห็นใดๆ ขึ้นมา มันหลบไปเลย มันหมดแบบไม่อาจจะมาหาญสู้เหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงได้
นี่แหละ การปฏิบัติที่ไม่มีรูปแบบการปฏิบัติ การปฏิบัติที่ต้องเรียกว่าทุกลมหายใจเข้าออก การปฏิบัติที่ไม่มีเวลา แม้กระทั่งเวลาปฏิบัติ นี่จึงเรียกว่าผู้ปฏิบัติจริง จะต้องอยู่ในลักษณะนี้ ถือธรรมเป็นอกาลิโก ถือธรรมเป็นอกาลิกธรรม ไม่มีเวลา ไม่มีช่วงเวลา ไม่มีสถานที่ ไม่มีรูปแบบการปฏิบัติ
ถือกายนี่คือรูปแบบการปฏิบัติ ถือว่ากายนี่เป็นรูปแบบที่มีให้มาตั้งแต่เกิด เป็นรูปแบบการปฏิบัติที่สัตว์บุคคลที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้รูปแบบการปฏิบัตินี้มาตั้งแต่เกิด คือก้อนศีล ก้อนธาตุ
เพราะนั้นถือก้อนศีลก้อนธาตุนี่คือรูปแบบของการปฏิบัติแล้ว การปฏิบัตินี้ ไม่แตกต่างกันเลย จะไม่มีคำว่าลูกศิษย์ใคร สำนักไหน จะมีแต่ลูกศิษย์เดียวกัน คือลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า คือมีศีลเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีใครเก่งกว่ากัน ไม่มีใครถูกกว่ากัน ไม่มีใครผิดไปจากกัน เป็นศีลเดียวกัน จึงถือว่าเมื่อมีศีลเดียวกัน หลักปฏิบัติจึงเป็นหลักเดียว ใจเดียว รู้เดียว ไม่มีความคิดอื่น ไม่ถือผลอันอื่นเป็นผล ถือผลแห่งการละและวางน่ะเป็นผล
นั่นแหละ มันจึงจะหมดสำนัก มุ้งเล็กในมุ้งใหญ่ พรรคย่อยในพรรคใหญ่ พวกพรรคกระยาจก ที่มีหลายสาขานี่ ที่จริงน่ะต้องถือพุทธะ พุทธธรรม ต้องถือมรรค ต้องถือไตรสิกขา ต้องถือสติ มหาสติ หลักพวกนี้คือปริยัติ ที่จะลบไม่ได้ จึงเรียกว่าปริยัตินี้แลจึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติที่ตรงด้วยแล้วก็เกิดปฏิเวธขึ้น เรียกว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะมาเอาการปฏิบัติหรือเอาครูบาอาจารย์เป็นหลักอย่างเดียวนี่ โดยทิ้งปริยัติข้ามปริยัตินี่ไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้ว่าถือปริยัติเป็นคัมภีร์ แล้วก็ไม่เปลี่ยนไม่แปลงหรือว่าตรงเป๊ะทุกตัวอักษรโดยไม่ปฏิบัติ คิดนึกๆ เอาแล้วก็ถือว่าคัมภีร์นี้เป็นหลัก ไม่ได้ เพราะนั้นต้องอาศัยสังฆะนี่ สงฆ์นี่ ที่จะเป็นผู้ร้อยเรียงทำความกลมกลืน สมานฉันท์ในธรรมที่มันจะเกิดความสงเคราะห์ในธรรมต่อเนื่องกันไป โดยไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเป็นเส้นสายแห่งมรรค หรือมรรคาแห่งการปฏิบัติได้ด้วยความราบรื่น
เพราะลำพังจิตตัวเอง ความคิดของเจ้าของนี่ มันมีแต่รั้ง มีแต่หน่วง มีแต่พาให้ออกนอกหนทางหรือมรรคาแห่งปฏิปทามรรคปฏิปทาผล มันจะได้ผลตามที่มันคิด แต่มันไม่ได้ผลตามองค์มรรค เพราะนั้นผลที่ได้จากองค์มรรคกับผลที่ได้ตามความคิดมันคนละผลกัน
แต่ส่วนมากมันจะไปถือเอาผลที่ได้จากความคิด แล้วก็ได้จากการกระทำของตัวเองน่ะเป็นผล มันก็เลยเป็นผลของเรา หรือเราได้ผล พอปฏิบัติแล้ว “เราได้ผล” เออ เราได้ผลจนถึงที่สุดก็ยังเป็นเรานั่นแหละ
แต่ถ้าปฏิบัติในองค์มรรค ผลที่ได้คือไม่มีเรา หรือความเป็นเราน้อยลง อันนี้คือผลแห่งมรรคที่เดินไปตามศีลที่เป็นสัมมา ที่เป็นอธิศีล ตามสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิ ปัญญาที่เป็นญาณทัสสนะ ไม่ใช่จินตาหรือสุตตะ
เพราะนั้นผลมันจะเหมือนกันหมดเลย คือความเป็นเรา ความจางคลาย ความละ ความถอนความถอด ความไม่เอาเรื่อง ความไม่มี ความไม่ยืดยาว ความไม่ต่อเนื่องในความคิดความจำ ความปรุงแต่ง พวกนี้จะเหมือนกันหมดคือผลของมรรค
พระอริยะเจ้าท่านจะแยกผลตรงนี้ออก แล้วท่านจะเอาผลนี้เป็นเกณฑ์เป็นหลัก นอกนั้นไม่ใช่ว่าท่านไม่ได้ผลอื่นนะ มี แต่ละท่านแต่ละองค์ก็มีสมบัติพัสสถานติดเนื้อติดตัวมา มีผลได้เยอะแยะไปหมด แต่ท่านเป็นของเล่น เอาไว้เล่น หรือเอาไว้หลอกเด็ก หรือเอาไว้เล่นเองบ้างเวลาเหงา
แต่ผลที่ท่านถือเป็นมาตรฐานกฎเกณฑ์เลยผลในองค์มรรคนี่ ต้องเพิ่มพูนต้องพอกพูนขึ้น ต้องทำจนถึงที่สุด ไอ้พวกนั้นน่ะช่างหัวมัน จะได้จะมีหรือไม่ได้ไม่มี หรือมันจะหายไป หรือมันจะมีอะไรแบบปะเหมาะเคราะห์ร้ายขึ้นมาก็ไม่ว่ากัน ช่างหัวมัน ไม่ใส่ใจ ไม่ใยดี
ก็เรียกว่ามีทั้งพระเดชแล้วก็พระคุณ แต่บางคนก็มีพระคุณไม่มีพระเดช แต่ถ้าดีก็ต้องอาศัยทั้งพระเดชพระคุณ มันก็ได้ผลเยอะ อย่างนั้น แต่มันเลือกกันไม่ได้น่ะ หน้าตามันยังไม่เหมือนกันเลย แต่พระคุณนี่เลือกได้ คือผลแห่งมรรคนี่ทำได้ทุกคนๆ ไป ไม่มีข้อจำกัด
อันนี้พระพุทธเจ้าบอกเป็นกลาง มรรคคาปฏิปทานี่ ถือว่าเป็นกลางให้สัตว์โลก เป็นธรรมอันสมควรแล้วแก่สัตว์โลก ทุกคนทำได้หมด เพราะตราบใดที่ทุกคนมีศีลมีกายนี่ ทุกคนทำได้หมด ต่อให้มันไม่นับถือศาสนา ไม่ไหว้พระ มันยังทำได้เลย ถ้ามันเข้าใจว่ากายนี้คือศีล แล้วก็จดจ่ออยู่ในก้อนเดียวคือก้อนศีลนี่ เออ มึงไม่ต้องมาไหว้กูหรอก ไม่ต้องมาใส่บาตร มาถือไตรสรณคมน์อะไรหรอก มึงทำไปเหอะ มึงก็เข้านิพพานได้ ถ้ามึงทำจริง
เห็นมั้ยว่านี่ ธรรมนี่ เป็นกลางที่สุดแล้ว ปฏิปทามรรคานี้ ครรลองแห่งมรรคนี้ ไม่จำแนกสัตว์บุคคลเลย ไม่จำแนกเพศพรรณวรรณะเลย ไม่จำแนกเชื้อชาติศาสนา ไม่จำแนกอายุด้วยซ้ำ แต่ต้องเกินเจ็ดขวบขึ้นไป เพราะว่าต่ำกว่าเจ็ดขวบมันไม่รู้เรื่อง มันแยกไม่ออก มันรู้ตัวไม่เป็น แต่พอเจ็ดขวบแล้ว มันเริ่มรู้จักว่ารู้ตัวเป็น รู้ตัวเป็น รู้ว่านั่ง รู้ว่าอย่างนี้เรียกว่าอาการนั่ง อาการอย่างนี้เรียกว่ารู้ตัวเป็น ถ้ารู้ตัวเป็นนี่ ใช่ได้แล้ว ตัวคือศีล รู้คือจิต ก็แค่เนี้ย
รู้ตัวนี่รวมหมดแล้วในไตรสิกขา ไม่เห็นจะต้องทำอะไร นอกนั้นก็คอยละไอ้ความคิดความเห็นนั่นแหละ ที่มันจำมา ที่มันคิดเอาเอง เนี่ย มันคอยมาตั้งตัวเป็นศาสดาน้อยศาสดาใหญ่อยู่นั่น แล้วก็อาศัยมัน แล้วก็พึ่งมัน แทนที่จะพึ่งศีลพึ่งสมาธิเป็นหลักก่อน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น