พระอาจารย์
10/15 (560316A)
16 มีนาคม 2556
พระอาจารย์ – ดูกายน่ะ มันจะทำให้จิตนี่ได้หลัก
คือมันจะตั้งมั่นเป็นสมาธิได้
ถ้าดูจิตน่ะ มันดูได้เป็นชั่วคราว
จิตมันจะไม่ตั้งมั่น ...จิตจะไม่ตั้งมั่นถึงขั้นเป็นสมาธิขั้นที่รู้ชัดเห็นชัดในขันธ์
มันก็ได้แค่กระหนาบกิเลสเท่านั้นเอง ไม่ให้มันฟุ้งซ่านขึ้นมา
แต่ว่าจะให้รู้แจ้งในกองขันธ์ทั้งหมดเลยนี่
มันไม่สามารถที่จะไปแจ้งชัดได้ ...เพราะว่าปัญญาที่เป็นญาณ ญาณปัญญาจริงๆ
นี่มันต้องอาศัยกำลังของสมาธิ ระดับมากจนถึงมากที่สุด
เพราะนั้นการดูจิตนี่
มันจะวูบวาบๆ จิตไม่ตั้งมั่น มันก็จะเลื่อนลอย หาย โมหะมันจะกลืนกินอยู่ตลอด
เพราะอะไร ...เพราะว่าสิ่งที่มันรู้อยู่เห็นอยู่นี่ หรือว่าใจที่มันตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่มันรู้ที่มันเห็นซึ่งเป็นนามที่มันเป็นอาการวูบวาบ ...มันไม่เป็นปัจจยาการที่มันสืบเนื่องต่อเนื่องเหมือนกาย
กายนี่
มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ที่มีความสืบเนื่องตลอดเวลา ไม่หายไปไหน ทุกเวลามันมีการปรากฏขึ้น
หรือเหตุแห่งกายนี่มันจะมีอยู่ตลอดแม้กระทั่งหลับ แต่ว่าเวลาหลับนี่จิตมันพัก
อายตนะมันพัก
แล้วทีนี้เมื่อเอาสติมากำกับ แล้วก็เกิดการระลึกรู้ด้วยสติตั้งมั่นอยู่กับกาย มันจึงเกิดความรู้ ...หรือว่าใจที่มันรู้นี่มันจะรวมต่อเนื่อง
ด้วยความต่อเนื่องได้ เมื่อมันรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง...กาย
ไม่เป็นสองสามสี่กับสิ่งที่มันหลายสิ่ง ...เพราะนามมันเป็นหลายสิ่ง มันดูเป็นหลายสิ่งหลายเรื่อง แล้วก็หลายอาการ มันจึงไม่สามารถจะตั้งมั่นเป็นหนึ่งรู้หนึ่งเห็นได้ดีพอ ที่จะเกิดความชัดเจน
เข้าใจ รู้แจ้ง
เพราะนั้นในสติปัฏฐานนี่
มันขาดไม่ได้ซึ่งอาตาปีน่ะ ...อาตาปีแปลว่าเพียรเพ่ง สติมา อาตาปี สัมปชาโน
ถ้าขาดการเพียรเพ่งนี่ มันจะไม่เกิดความรู้ตัวทั่วพร้อม
เพราะนั้นถ้าไม่เพียรเพ่งอยู่ในกายเดียวนี่ มันจะไม่เกิดสัมปชาโน
คือความรู้ตัวทั่วพร้อม ...คือรู้เห็นโดยรอบเลย ชำเลืองไปโดยรอบ
เพราะนั้น การรู้ การเพียรเพ่งในกาย
ก็เพียรเพ่งแบบเท่าที่มันปรากฏ ...ไม่ต้องไปสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องไปนึกนำ
หรือว่าสร้างกายใหม่ วิเคราะห์ขึ้นมาใหม่ ...ก็เท่าที่มันปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ตามปกติของมันเองน่ะ
เพราะนั้นในปัจจุบันกายนี่ กายใหญ่นี่ กายใหญ่ก็คืออิริยาบถใหญ่
ยืนเดินนั่งนอน ...ในอิริยาบถใหญ่ก็คืออิริยาบถกายใหญ่
ก็คือกายโดยรวม เรียกว่ายืนเดินนั่งนอน มีสี่ลักษณะ
แล้วก็ยังมีอิริยาบถย่อยเหมือนกับเป็นกายในกายอีก ... กายในกายหมายความว่า
กายในอิริยาบถนั่ง มีกายอยู่ในนั้นอีก
คือในขณะที่นั่ง รู้ว่านั่ง ...ถ้ารู้ว่านั่งอย่างเดียวนี่ ได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็ลืม
เพราะว่ามันจะชัดแต่ในขณะแรกที่รู้ว่านั่งแค่นั้นเอง แล้วมันก็ค่อยๆ จางหายไป
แต่ในกายนั่งนี่ มันยังมีกายย่อย
เรียกว่ากายในกาย...คือเป็นความรู้สึกในอาการนั่ง เช่น แข็ง ตึง แน่น
ขมวดเป็นก้อนตรงนั้นตรงนี้ ...เนี่ย มันมีกายในกาย แล้วก็มีลมเข้าลมออกอยู่ในกาย
มันก็เป็นกองลมอยู่ในกองนั่ง
เพราะนั้นถ้าดูในลักษณะที่นั่งอยู่นิ่งๆ
อย่างนี้ มันก็มี ...ก็ไม่ต้องทำอะไร ก็รู้ หยั่งลงไปดูกายโดยรวม ก็คือนั่ง แล้วก็ในย่อยมีอะไรมั่ง
ก็คอยสอดส่องสังเกตดู
ความเป็นลมเข้าลมออก หรือเป็นกองลมวูบๆๆๆ หรือมันตึง มันแน่น มันปวด มันแข็ง
หรือสภาพอย่างนี้ มันอ้าว คือเวทนา รู้สึกว่าร้อนนี่ มันอ้าว หรือรู้สึกถึง หยุ่นๆ ภายใน
แล้วไม่ต้องทำอะไร
ไม่ให้จิตไปทำงานอื่น คือให้จิตมันมาทำงานเดียว คือสังเกต ให้จิตมันมาสังเกต
หยั่งรู้หยั่งเห็นอยู่ในกาย
ไม่ต้องคิด ไม่ต้องสมมติ ไม่ต้องเอาถูกเอาผิด
ไม่ต้องเอาเหตุเอาผล ...เพียงแค่เฝ้ารู้ดูเห็นในกองกาย...ที่มันมีอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปให้เห็นถึงเป็นกระดูก ตับ ม้าม
ปอด อาหารใหม่ อาหารเก่าอะไร...ไม่ต้อง ... ไอ้พวกนั้นมันเกินกายที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบัน
มันเป็นกายนิมิต หรือว่ากายสังขาร ที่อาศัยจิตนึกน้อมนำสร้างรูปขึ้นมา
แต่ถ้าในหมวดกายานุสติปัฏฐาน
ในอิริยาบถกายย่อย รู้ตามเท่าที่มันปรากฏ ...แล้วไม่จำเป็นจะต้องรู้ที่เดียว
หมายความว่ามันเป็นตรงไหนชัด แล้วมันไปปรากฏชัดตรงนั้นก็รู้ตรงนั้น อันนั้นจะเป็นในกายย่อย
แต่มันจะไม่หนีจากอิริยาบถหรอก เนี่ย วนเวียนอยู่ในกายเดียว ...ไม่ต้องหาปัญญา ไม่ต้องหาอะไร ไม่ต้องหาความคิดวิเคราะห์ ดูไปรู้ไปเฉยๆ
เมื่อต่อเนื่อง...ผลของการที่หยั่งรู้ดูเห็นภายในกายด้วยความต่อเนื่อง
มันจะทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นในระหว่างของสองสิ่ง...คือกายกับรู้ มันจะแยกออก มันจะเห็นเป็นสองสภาพธรรม
สองสภาวธรรมที่ชัดเจน
ว่ากายเป็นสิ่งหนึ่ง เป็นก้อนหนึ่ง เป็นกองหนึ่ง ...แล้วยังมีอาการรู้ เป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็นอยู่ข้างหลังอีกอาการหนึ่ง ...มันจะมีสองสภาพนี้ชัดขึ้นๆ
เรื่อยๆ
ถ้าลักษณะอย่างนี้
ถ้ามันเริ่มชัดในสองสิ่ง เริ่มแยกออกเป็นสองสิ่ง กายอันหนึ่งกองหนึ่ง
แล้วก็ใจอีกกองหนึ่ง แปลว่าลักษณะอย่างนี้ จิตเริ่มมีสมาธิ เริ่มตั้งมั่น
เริ่มรวมตัวในขั้นที่เรียกว่าอุปจาระอ่อนๆ
แล้วมันจะเกิดความมั่นคงหนักแน่นอยู่ภายใน
มีความแข็งแกร่งในรู้และเห็น ไม่หวั่นไหวไปตามความคิด ไปตามอารมณ์ ไปตามผัสสะภายนอก
แต่มันก็รู้อยู่เห็นอยู่ในผัสสะ ในความคิด ในอารมณ์ ... ไม่ใช่มันไม่มีนะ...มี แต่มันไม่ไหว ไม่หวั่นไหว มันไม่ส่ายตาม มันไม่ปรุงต่อ
มันไม่ไปสมมุติบัญญัตินามขึ้นมาต่อ
แล้วมันก็เฝ้าจดจ้องจดจ่ออยู่ในก้อนกองกาย
หรือว่าองคาพยพของกาย หรืออิริยาบถของกาย ทั้งใหญ่และย่อย ด้วยความไม่หวั่นไหวเหมือนกัน...ในกาย
ไม่หวั่นไหวในกายหมายความว่า ปราศจากความคิดความจำไปเนื่องกับกาย
ปราศจากอดีตอนาคตที่จะไปเนื่องกับกายปัจจุบัน
เพราะนั้นตอนนี้
ในลักษณะอาการที่มันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ มันจะเกิดปัญญา คือเห็นกายหรือเห็นกองกายนี่
ตามสภาพที่แท้จริงของกาย ...คือมันเห็นกายเป็นเพียงแค่สภาวะธาตุ
เหมือนกับเป็นก้อนที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความเป็นบุคคล ไม่มีความเป็นสัตว์ เป็นแค่ก้อน...กอง กองปวด กองแข็ง หรือกองลม เป็นแค่อาการหนึ่ง เหตุหนึ่ง สิ่งหนึ่ง ...เหมือนเป็นอย่างนั้น
ไม่มีความเป็นหญิง ไม่มีความเป็นชาย ไม่มีความเป็นบุคคล คือไม่มีความเป็นเรา ในลักษณะนั่งนอนยืนเดิน ...นี่ เพราะว่าจิตมันรวมเป็นหนึ่ง
รวมเป็นหนึ่งนี่หมายความว่า มันแค่หนึ่งรู้หนึ่งเห็น ไม่มีสองเป็นคิด สองเป็นจำ
สามเป็นจำ ไม่มีบัญญัติ ไม่ออกไปบัญญัติ ไม่ออกไปจำเป็นบัญญัติ ไม่ออกไปจำเป็นสมมุติ
ไม่ออกไปเป็นความเห็น
มันจึงสื่อรู้ได้แค่สภาวะที่แท้จริงของกายจริงๆ
ว่าเป็นเท่านี้ มีเพียงเท่านี้ ไม่เกินนี้
เพราะนั้นถ้าดำรงจิตให้มั่นคงด้วยความต่อเนื่อง
มันก็จะเห็นกายนี่เป็นเส้นตรง สม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ขาดตกบกพร่อง หาย กระท่อนกระแท่น
ยิ่งมันไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่หาย ไม่กระท่อนกระแท่นเท่าไหร่ ...มันจะยิ่งชัดเจนขึ้น
ในความเป็นสองสิ่ง
แต่ว่าแรกๆ นี่ ใจกับกายนี่มันจะอยู่ที่เดียวกัน
เหมือนกับรู้อยู่ไหนไม่รู้ มีแต่กาย ...เหมือนกับมีแค่กายหรืออาการในกาย
ดูไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะค่อยกลั่นออกมานิดนึง พอหยั่งเห็นว่า...เออ
มันมีใครรู้ใครเห็นอยู่ มีอาการรู้อาการเห็นอยู่ข้างหลัง
และถ้ารักษาความสม่ำเสมอไว้นี่
มันจะห่างออก...ใจกับกายนี่มันจะห่างออกจากกัน และมันจะชัดในต่างคนต่างอัน ...เป็นคนละธรรมชาติกัน
คือกายก็เป็นธรรมชาติหนึ่ง เป็นก้อนกองธรรมชาตินึงที่แปรปรวนไปมา
เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไปมา เดี๋ยวเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวเป็นลักษณะคล้ายแข็ง
เดี๋ยวเป็นลักษณะคล้ายอ่อน
มันไม่เหมือนกันนะ แข็งกับอ่อน ร้อนกับเย็น เห็นมั้ย
มันแปรปรวน มันไม่เหมือนเดิม มันไม่ถาวร เดี๋ยวก็มาก เดี๋ยวก็น้อย ...นี่คือธรรมชาติหนึ่ง
และมันก็เห็นอีกธรรมชาติหนึ่งซึ่งแยกตัวออกมา
คือเป็นธรรมชาติรู้เห็น ... ไอ้ธรรมชาติรู้เห็นนี่ ไม่แปรปรวนไปมา มันคงที่ ไม่ขึ้น ไม่ลง
ไม่เคลื่อน ไม่มากขึ้น ไม่น้อยลง มันเท่าเดิม
ไม่ว่าไอ้นี่...คือสิ่งที่ถูกรู้นี่ จะแปรเปลี่ยนขนาดไหน ไอ้รู้นี่ก็ยังรู้เห็นเท่าเดิมเท่าเก่า เห็นมั้ยว่ามันเป็นคนละธรรมชาติกัน
เหมือนกับธรรมชาติกายนี้เกิดดับ แต่ธรรมชาตินี้ไม่เกิดดับ...คือใจ นี่คือธรรมชาติ
ลักษณะธรรมชาติของใจ ...แล้วมันจะยิ่งห่างจากกันเรื่อยๆ เรื่อยๆ
แต่ถ้าขาดสติ ขาดสมาธิ
หรือว่ามีอาการของจิตนี่กำเริบความคิด แล้วเราหลงไปตามความคิด หลงไปตามอารมณ์
หลงไปตามอดีต หลงไปตามอนาคต ...คือไปจริงจังกับความคิดน่ะ
หรือไปจริงจังกับเรื่องราวในความคิดที่มันปรุงขึ้นมา หรือไปสนใจ ไปดู ไปรู้ ไปเห็น
ไปจดจ้องอยู่กับความคิด หรืออารมณ์ในความคิด หรือกิเลสที่มันมากับความคิด
หรือเป็นตัวเราตัวเขาในความคิด
สภาพสองสิ่งนี้จะหายหมด กายใจหายหมด ...มีแต่ความคิด
แล้วก็เรื่องของเราในความคิด เรื่องของคนอื่นในความคิด ...แล้วถ้านักดูจิตก็บอกว่า นี่
ยังมีสติอยู่ เข้าใจมั้ย
แต่จริงๆ มันไม่มีแล้ว กายใจมันหายแล้ว ศีลหายแล้ว
สมาธิหายแล้ว แต่มันยังเชื่อว่ามีสติอยู่ แล้วก็ดูไปเรื่อย แล้วก็ก่อนที่จะเห็นมันเปลี่ยนไป ก็ขึ้นลงไปตามความคิดแล้ว ...กลายเป็นเราดูอยู่ มี “เรา” ดูอยู่
แต่ถ้าได้สติรู้ทันว่าหลงแล้ว
หลงอยู่ในความคิดแล้ว หลงไปกับความคิด ...นี่เขาเรียกว่ารู้ทันความคิด
รู้ว่าหลงเข้าไปในความคิดแล้ว หลงเข้าไปกับรูปที่เห็นภายนอก แล้วมันปรุงตาม
หลงไปกับเสียงที่ได้ยินแล้วไปปรุงตามแต่งต่อ
มีอดีตมีอนาคตกับเสียง กับผัสสะ ...พอรู้ว่าหลงไปนี่ ก็กลับมา...กายไม่หายนี่
กายก็ยังอยู่เหมือนเดิม ก็ระลึกลงมาตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับก้อนกายอีก
นี่เราพูดในลักษณะที่ดำรงชีวิตอยู่ในการทำงานทำการนะ
มันจะอยู่ในอาการนี้แหละ ...เพราะมันจะต้องหลงอยู่แล้ว มันห้ามหลงไม่ได้ ทั้งภายนอก ...แล้วก็หลงตัวเองด้วย
นั่งไปใจลอยแล้วก็เพลินคิดอยู่กับโต๊ะทำงาน
หรือว่าอยู่ในที่นั่งพัก ที่กินข้าว หรืออะไรก็ตาม มันก็ลอยหายไป ...กายใจหายไป
ได้สติ ระลึกได้ กลับมา ...คือไอ้สติมันระลึก แล้วมันก็รู้ขึ้น ที่มันลอย หาย รู้ว่าใจลอย รู้ว่าคิด
มีความคิด อยู่ในความคิด มันหลงไป ...สติแรกระลึกขึ้น
เพราะนั้นไอ้ตัวสติแรกที่มันเกิดขึ้น
มันจะเป็นสติแบบลอยๆ เข้าใจมั้ย ...รู้ตัวแรกน่ะ ตอนที่รู้ว่าหลงน่ะ
มันจะเป็นสติที่อยู่แบบลอยๆ ...ถ้าไม่กลับมาตั้งหลัก สติตัวนั้นก็จะหายอีก
เข้าใจมั้ย คือรู้แล้วก็หลง
พอรู้ว่าหลง คือรู้ว่าหลงคิดน่ะ แล้วมันก็หยุด
ความคิดก็หยุด แล้วสติก็หยุดเหมือนกัน หายอีกเหมือนกัน มันก็จะหาย ณ บัดดลเลยน่ะ
เข้าใจมั้ย ...เนี่ย เขาเรียกว่าสติแบบเลื่อนลอย
เพราะมันมาจับกับอาการเลื่อนลอยของจิต
แต่ถ้าระลึกรู้แรกนี่
หลังจากหลงไปแล้วนี่ หลงไปกับรูป
หรือว่าหลงไปกับอารมณ์หงุดหงิดรำคาญหรือว่าไม่พอใจ ดีใจ เสียใจ ยินดียินร้าย
อะไรก็ตาม ... ระลึกรู้ครั้งแรกแล้วนี่...ต้องทำความรู้ต่อเนื่อง
เพราะนั้นมันจะรู้ต่อเนื่อง มันจะต้องมีสิ่งที่ให้มันรู้ด้วยความต่อเนื่องปรากฏอยู่
เนี่ยคือกาย ...ถึงบอกว่ากายนี่คือฐาน เป็นฐานที่...พอระลึกได้ว่า เออ
เมื่อกี้หลงไปแล้ว ก็กลับมาตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับกาย
รู้นี่มันก็จะอยู่ ...อาจจะดูไม่เห็นชัดหรอกว่ารู้มันจะอยู่ตรงไหน
หรือมันจะไปปนเปื้อนกลมกลืนอยู่ในกายก็ตาม ... แต่ให้รู้ไว้เลยว่ากายอยู่ไหนรู้อยู่ตรงนั้นแหละ
มันอยู่ด้วยกัน
เพราะว่าในอิริยาบถหรือในโลกหยาบๆ นี่
หรืออารมณ์หยาบๆ นี่ ยังไงๆ รู้มันจะไม่กระโดดออกมาชัดเจนหรอก ... แต่อย่างน้อยก็ให้มันอยู่กับกายไว้
แล้วไม่ต้องกลัว เดี๋ยวมันก็หลุดอีก ...อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา คืออย่าไปเอาชนะมัน มันไม่ชนะอยู่แล้วเพราะเราต้องอยู่กับการงาน
คือไม่ออกภายนอกก็ไม่ได้ ไม่อยากออกมันก็ต้องออก ไม่งั้นมันก็ทำงานไม่ได้
เพราะว่ามันต้องคิด แล้วมันต้องพูดน่ะ ...แค่พูดมันก็ลืมแล้วกายน่ะ
ประโยคแรกไม่ลืมหรอก ประโยคสองสามสี่ห้านี่ ไปแล้ว ...คือมันปกติอยู่แล้วในความที่เราจะต้องข้องแวะกับภายนอกนี่ มันจะเป็นอยู่ในอาการนี้
แต่อย่าให้มันหายนาน เข้าใจมั้ย
อย่าให้มันหายไปนาน ...คือกลับมาตั้งหลักกับกายไว้บ่อยๆ คือเอาบ่อยๆ ไม่ต้องเอาชัดหรอก
ไม่ต้องแยกรู้แยกกายหรอก
มันแยกไม่ได้อยู่แล้ว ในสมาธิขั้นระดับหยาบๆ
หรือว่าในโลกหยาบๆ นี่ ...แต่ไม่ให้มันกระเจิดกระเจิง แล้วไม่ให้มันลืมหลัก
เข้าใจมั้ย ไม่ให้ลืมกายใจเป็นหลัก
คราวนี้พอเรากลับมาบ้าน หรือมีเวลาส่วนตัวนี่
หรือว่าอยู่คนเดียว กลับมาถึงบ้านหรือว่าอยู่ในห้องคนเดียวอย่างนี้ ...ตรงนี้เอากายเป็นหลักเลย
แม้มันจะมีอาการตกค้างมาจากการทำงาน สัญญามันมี
เรื่องราวยังตามมา ...จริงๆ แล้วเรื่องมันไม่ตามหรอก จิตมันไม่ยอมวางน่ะ
มันเก็บมาคิดต่อเป็นสัญญา
มันก็จะคอยอย่างนั้นอย่างนี้หรือว่ากังวลต่องานที่จะต้องทำข้างหน้า
ตรงนี้ ต้องเพียรพยายามแล้ว
ที่จะทำความรู้ชัดเห็นชัดจำเพาะกายเท่านั้น ไม่เพ่งก็ต้องเพ่งแล้ว ...เพราะไม่จำเป็นต้องคิดแล้วนี่ กลับมาอยู่บ้านก็ไม่จำเป็นจะต้องคิดเรื่องงานต้องพูดคุยแล้วนี่
ถึงตอนนี้ต้องถือเป็นเวลาส่วนตัว ก็เอาเวลานี้มาเพียรเพ่งลงที่กายเดียวจริงๆ จังๆ ...ต้องจริงๆ จังๆ นะ ถ้าไม่จริงจัง
ทำเล่นๆ นะไม่อยู่หรอก ไม่มีทางที่จะอยู่ต่อเนื่องในกายเดียวได้หรอก ...ต้องจริงจัง
คือถ้ามันกลัวจะไปเพ่งกายนะ จะบอกให้...เราไม่กลัวมันเพ่งหรอก เรากลัวไม่เพ่งอีกต่างหาก ...คือถ้าไม่เพ่งไว้นี่ไม่อยู่นะจิตน่ะ
แล้วพอจิตมันลอยไปลอยมาก็ปล่อย
ปล่อยแล้วก็คอยดูการลอยไปลอยมาของจิต อย่างเนี้ย มันก็เป็นสติแบบวูบวาบๆ วูบวาบๆ
รู้อะไรเข้าใจอะไรรึเปล่าล่ะ...ไม่รู้น่ะ ก็เห็นมีแต่เกิดดับของจิตแค่นั้นน่ะ
แต่ถามว่าเข้าใจอะไรมั้ย
ละวางจางคลายอะไรได้มั้ย เข้าใจคำว่าสักกายมั้ย นี่ เข้าใจว่าอะไรเป็นเรา
อะไรเป็นของเรา อันไหนเป็น “กายเรา” อันไหนเป็นกายไม่ใช่ “กายเรา” มั้ย ...มันไม่เข้าใจอะไร
แล้วอยู่ดีๆ มันจะเป็นโสดาบันแบบลอยๆ
ขึ้นมาได้ยังไง หือ หรือไปเข้าใจว่าจิตไม่ใช่เรา แล้วกายล่ะ
แล้วมันมีความรู้สึกว่ากายไม่ใช่เรามั้ยล่ะ ...ที่ว่าจิตไม่ใช่เราก็แค่นึกเอาเองน่ะ
มันไม่เชื่อ
ดูไปยังไงก็ไม่เชื่อ พอใครมาด่าก็โกรธทุกทีน่ะ ใช่มั้ย ...ทำไมถึงโกรธล่ะ ทำไมถึงโกรธ...ก็เขาด่า
“เรา” ไง ทำไมถึงดีใจ...ก็เขาชม “เรา” ไง ...เห็นมั้ยจิตมันมีอาการเพราะอะไร
เพราะมันยังหมายกายนี้เป็นเรา หมายตัวนี้เป็นตัวเรา พอเขาชมว่าสวย อิ่ม พอใจ
เห็นมั้ย ชมใครสวย ชม “กายเรา” “ตัวเรา” น่ะ ...แล้วตัวเรามันอยู่ที่ไหนเป็นใหญ่ล่ะ
คือตัวเนี้ย
เพราะนั้นเรื่องในจิตทั้งหมดน่ะ
ที่มันเดี๋ยวมีอารมณ์ เดี๋ยวมีกิเลสปรากฏขึ้น เพราะมันหมายผิด
เพราะจิตมันหมายกายนี้ผิด มันจึงมีการยินดีขึ้นบ้าง ยินร้ายขึ้นบ้างในอดีตในอนาคต
ตามเสียงตามรูป ตามโลก
(ต่อแทร็ก 10/16)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น