พระอาจารย์
10/17 (560316C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 มีนาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความค่ะ)
พระอาจารย์ – เหมือนเราขุดลงไปในผืนดิน ขุดลงไปที่เดียวนี่
เจออะไรก็ขุดๆ ขุดลงไป ไม่เปลี่ยนที่ขุด ...นี่ ทะลุโลกเลยน่ะ
แต่ไม่ใช่ว่าขุดดินอยู่ตรงนี้ แล้วเห็นคนนั้นเขาถากต้นไม้ เดี๋ยวคนโน้นเขาก็ถอนหญ้า ...เอาแล้ว เปลี่ยนงานแล้ว
ไปทำตามเขาแล้ว เดี๋ยวก็เปลี่ยนงานใหม่ เดี๋ยวก็เปลี่ยนงานอีก ...งานมันเยอะแยะไปหมดนี่
แต่ถ้าขุดดินเหมือนไอ้โง่นี่ ...ผลสุดท้ายคือทะลุโลกน่ะ จะเห็นว่าที่สุดของโลกคืออะไรน่ะ
นั่น ทำงานที่เดียวนี่ มันจะไม่แจ้งได้ยังไง ...ทำหลายอย่างมันจะแจ้งมั้ยน่ะ คาราคาซังไปหมด ไม่ลุล่วง ไม่แล้ว ไม่เลิก ไม่หยุด
ไม่จบ
ถึงบอกว่ามันจบแค่กายใจนี่
ต้องมาจบที่กายใจนี่ ... คิดๆๆๆ มีอารมณ์ๆๆๆ...ไม่จบ แต่พอลงมารู้ตัวที่ตัวนี่ เดี๋ยวจบหมด อารมณ์ก็จบ ความคิดก็จบ
สำคัญว่ามันตั้งมั่นได้จริงไหม
แค่นั้นเอง ... ถ้าไม่หนักแน่น ถ้าไม่หนาแน่น
ถ้าไม่แข็งแกร่ง เดี๋ยวมันก็ตามความคิดออกไป ซ้ำเรื่องเดิมนั่นแหละ ...มันก็เลยเห็นว่า “เอ๊ะ มันยังมี ไม่เห็นจบซะที”
อย่าไปโทษศีลสมาธิปัญญานะ ...โทษตัวเองนะ
ทำไม่ดีเองนะ ไม่เอาศีลสมาธิปัญญาเป็นสรณะเป็นที่พึ่งจริงๆ ...มันไม่จริงจัง ยังเอากิเลสเป็นที่พึ่ง
ยังเอาความเห็นเป็นที่พึ่ง ยังเอาความคิดเป็นที่พึ่ง
ยังเอาอดีตยังเอาอนาคตเป็นที่พึ่ง ยังเอาอารมณ์เป็นที่พึ่ง ยังเอาความสุขความทุกข์
ความถูกความผิด ความดีความชอบ ความเป็นคุณความเป็นโทษเป็นที่พึ่ง
นี่มันไม่มีทางอยู่ในกายใจได้
ก็ไม่เห็นว่ามันจะจบได้ยังไง ...แล้วก็เลยมาบอกว่า มาอ้างว่า
ศีลสมาธิปัญญาไม่เกิดผล ไม่บังเกิดผล ...ไม่ได้นะ เพราะมันทำไม่จริงเองน่ะ
แต่ถ้าตั้งมั่นลงไป....โดยที่ไม่ให้มันเกิดเป็นสอง สาม สี่...ออกไป ... ถึงมันจะหลงซ้ำซาก คิดซ้ำซาก เรื่องเดิมซ้ำซาก ...ก็กลับมาทุกครั้งอย่างนี้
เอาเหอะ จะเห็นเลยว่า
ถ้ามันได้ลงฐาน ลงที่ ลงหลักของมันจริงๆ แล้ว พอมารู้ตัวปั๊บ...ขาดตรงนั้น
ทุกอย่างดับให้เห็นต่อหน้าต่อตาเลย ...แล้วทุกเรื่องด้วยนะ ไม่ใช่บางเรื่อง
คือถ้าในลักษณะพวกเรานี่...เดะๆ (เด็กๆ) ... บางเรื่องดับ บางเรื่องไม่ดับ บางเรื่องเห็นแล้วออกได้ ไม่กระวนกระวาย ...ก็กลับมารู้ตัวได้
แล้วก็เหมือนกับปล่อย วาง ทอดธุระ ไม่ขวนขวายกับความคิดนั้น กับเรื่องราวนั้น กับเรื่องคนนั้น
กับการกระทำสัตว์บุคคลลักษณะอย่างนั้น
แต่พอมันเปลี่ยนลักษณะอาการ หรือธรรมมันแรงขึ้น
ดูเหมือนแรงขึ้น ดูเหมือน...มาโดนขนดหางน่ะ ...นี่มันไม่ยอมแล้ว
มันจะเอาเรื่อง เป็นเรื่อง จะมีเรื่องให้ได้
นี่เรียกว่ายังไม่แน่จริง
เรียกว่าปัญญายังไม่เฉียบ ยังไม่คม ...ศีลยังไม่มั่น สติยังไม่มั่น สมาธิยังไม่แข็งแกร่ง ปัญญายังไม่เฉียบคม
แต่ถ้าแน่จริงน่ะ หมายความว่าทุกเรื่อง...ไม่ว่าหนักเท่าขุนเขา หรือเบาเท่าขนนก...ตัดได้เท่ากัน ไม่ว่าสุขไม่ว่าทุกข์
ไม่ว่าดีไม่ว่าร้าย ไม่ว่าถูกไม่ว่าผิด พึ่บๆๆ ...ขาด
นี่ ต้องให้มันได้อย่างนั้น
ถึงคุยกันรู้เรื่อง พูดภาษาเดียวกัน ...แต่พวกเราตอนนี้ยังคุยกันคนละภาษาอยู่
ก็ต้องคอยจูนให้เข้ามาลงร่องของมรรคให้ได้
ว่านี่...ถ้าอยู่ในลักษณะนี้เรียกว่าเดินในมรรค ถ้าออกจากนี้ไปเรียกว่าออกนอกมรรค
เดินนอกมรรค
ถ้าเดินนอกมรรคแล้วก็จะมีเรื่อง
จะเป็นเรื่อง แล้วก็จะเกิดเรื่อง ...เรื่องอะไร ...ไม่สุขก็ทุกข์ ...มีสองอย่าง
ส่วนมากไม่ค่อยสุขหรอก มีแต่ทุกข์ สุขมีแบบแว้บๆ แว้บๆ แล้วหาย นอกนั้นทุกข์ตลอด ...นี่หมายความว่าถ้าออกนอกนี้ไปนะ
เพราะนั้นผู้ที่จะอยู่ในที่นี้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนี่
จึงเรียกว่ามีไตรสิกขา มีไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่อาศัย
ไม่อาศัยอันอื่นแล้ว
ไม่อาศัยที่อื่นแล้ว ...ที่นี้ เป็นที่ที่เรียกว่าไตรสรณคมน์ ที่นี้เรียกว่ามรรค ที่นี้จะเดินอย่างนี้จนที่สุดของมรรค
ไม่มีที่อื่นเลย ไม่ออกไปที่อื่นเลย
ไม่ให้จิตมันกำเริบออกไปเลย ไม่ตามจิตที่กำเริบออกไปเลย ทุกเงื่อนไข ทุกแง่มุม
ทุกสิ่งที่มันเสกสรรปั้นแต่งขึ้น ...เรียกว่าหัก ณ ที่จ่าย
เหมือนเราโดนหักภาษีน่ะ
มันตัดเลยของมันในตัว ไม่ว่าเล็ก น้อย ละเอียดขนาดไหน น่าใคร่ขนาดไหน ดูดีขนาดไหน
เลิศประเสริฐขนาดไหน ละหมดเลย ไม่มีเงื่อนไขเลย
จึงเข้าสู่ความหมดจดของกายใจ
เหลือแค่กายใจที่หมดจด คือกายใจอันบริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน ...จึงเรียกว่ากายวิสุทธิกับจิตวิสุทธิสองอย่างคู่กัน
นี่ เขาเรียกว่าศีลสมาธิมันกลั่นนะ
กลั่นซะจนเข้าสู่ความบริสุทธิ์ของธาตุขันธ์ เรียกว่าขันธวิสุทธิ ...ซึ่งขันธ์นี่ โดยธรรมชาติขันธ์นี่เป็นวิสุทธิอยู่แล้ว
แต่มันไม่วิสุทธิเพราะมันมีมลทิน ด้วยจิตมาให้ความเห็นต่างๆ นานา
ให้ความเชื่อต่างๆ นานา ให้ชื่อให้บัญญัติต่างๆ นานา ...มันจึงเป็นขันธ์ที่แปดเปื้อนมัวหมอง เศร้าหมอง
ดำ ขุ่น มีมลทิน
พออยู่ในมรรคไปเรื่อยๆ นี่ ...มรรคนี่ ศีลสมาธิปัญญาเหมือนเครื่องกลั่นกรอง ซักฟอก ซักล้าง ชำระออก ในผ้าที่มันเคยกระดำกระด่าง หรือว่ามีสีแปดเปื้อนปนจนไม่เห็นเนื้อผ้าสีผ้าที่แท้จริงคืออะไรนี่
จนขาวรอบ กลายเป็นผ้าขาวเลยนะ ...ผ้าทุกผ้านี่ขาว ของจริงนี่ขาว ทุกอย่างนี่แต้มเติมหมด ไม่ว่าสีกรักสีอะไรก็ตาม มันซักฟอกจนลงถึงเนื้อแท้ธรรมแท้ของที่เป็นวิสุทธิจริงๆ ...ซึ่งมีอยู่แล้วตลอดเวลา
แต่มันไม่เห็นน่ะ ...เพราะไม่มีเครื่องซักฟอกที่ดี หรือไปเข้าใจว่าอย่างนั้นอย่างนี้เป็นวิธีการซักฟอก ก็ไปทำ ไปๆ มาๆ กลายเป็นผ้าที่สีสวยดี ตามตลาดนิยม ตามหมู่ชนนิยมก็ได้
แต่ว่ามันยังไม่ถึงเนื้อแท้ธรรมแท้ของวิสุทธิกายวิสุทธิจิต ซึ่งไม่มีอะไรแปดเปื้อนเจือปน
มัวหมอง ขุ่นมัว ... นั่น บริสุทธิ์ เพราะใช้เครื่องซักล้างที่ประเสริฐ
ซักล้างลูกเดียว คือไม่เลือกอันนั้นอันนี้เอาไว้ ว่าสีนั้นดีนะ สีตรงนี้ถูกแล้ว สีนู้นมีประโยชน์...ไม่มีอ่ะ ลบล้างหมด โดยไม่มีข้อแม้เงื่อนไข
นั่นแหละ ผู้ที่ตรงต่อมรรค ตรงต่อศีล
ตรงต่อสมาธิ ตรงต่อปัญญา ด้วยสัมมา ... จึงเรียกว่าเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
จนถึงเรียกว่าศีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ปัญญาวิสุทธิ
คือล้างออกแบบไม่มีเงื่อนไขใดเลยน่ะ
วางลูกเดียว ทิ้งลูกเดียว แม้แต่เศษหนึ่งเสี้ยวหนึ่งของอณูธาตุซึ่งเป็นรูปธาตุก็ตาม นามธาตุก็ตาม
ที่มันจะปั้นแต่งเต้าขึ้นมา ด้วยอำนาจของจิต ด้วยอำนาจของความไม่รู้ ...ทิ้ง ณ
บัดดลเลย
นี่ เครื่องมือท่านดี
ซักล้างได้ขาวรอบ หมดจด หมดจดจนหมดสิ้น …พอหมดสิ้นแล้วหมายความว่าไม่มัวหมองอีกต่อไป
คือไม่หวนคืน สีย้อมไม่ติดแล้ว
ถ้าถึงขั้นว่าหมดสิ้นแล้ว
ไม่มีอะไรมาทำลายความบริสุทธิ์นี้ได้อีกต่อไป ทั้งกายและใจ
ไม่มีอะไรมาข้องแวะเกาะเกี่ยวได้อีกต่อไป ชั่วอนันตกาล ...นั่นแหละจึงเรียกว่าความเกาะเกี่ยวข้องแวะในสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่มีอีกต่อไป
หมายความว่าแม้ในโลกจะมีสีสัน
คืออารมณ์ ความรู้สึกพวกนี้มันมีอยู่แล้ว มันก็กระเด็นมาอยู่แล้ว ...แต่ว่ากายใจนี้
ด้วยความเป็นวิสุทธิ จะไม่แปดเปื้อนได้เลย เหมือนกับตบผ่านๆๆ หมดเลย
โดยธรรมชาติจะเป็นอย่างนั้น
เกาะไม่ติด จับไม่ได้ ไร้ตัวตน
ปราศจากตัวตน มันเหมือนของว่างน่ะ แต่มีอยู่นะ แต่อะไรตกมา ไม่ว่าจะเลวร้าย ดีเลิศ
หายหมดๆ ...มันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของใจของขันธ์ แท้จริงจะเป็นอย่างนั้น
ท่านเข้าถึงแล้ว จึงเรียกว่าบริสุทธิ์
ทั้งกายทั้งใจ บริสุทธิ์ทั้งสามโลกธาตุน่ะ อะไรที่มากระทบตกหล่นใส่ท่านนี่
บริสุทธิ์หมด ผ่านท่านนี่ ไม่มีคำว่าเศร้าหมองขุ่นมัวเลย
จึงเรียกว่าธรรมแท้น่ะ
เป็นธรรมทั้งแท่ง เป็นของจริงทั้งแท่ง แท่งขันธ์แท่งใจน่ะ ไม่มีของปลอม ของเก๊ ปนเปื้อนเจือปนเลย
จริงหมดตั้งแต่หัวจรดตีน ยันถึงข้างในใจ เกลี้ยงหมด อะไรตก ผ่านๆๆ
หูตาจมูกลิ้นกายกระทบมา
ความรู้สึกการกระทำของกิเลสของสัตว์มนุษย์ผู้คนกระทบมา ผ่านๆๆ ...เหมือนไม่โดนอะไรเลย
ไม่ได้เก็บ ไม่ได้กัก ไม่ได้เป็นทำนบ เป็นเขื่อน
ไม่ได้เป็นอะไรที่มันต่อต้านตั้งรับเลย ...นี่ อัศจรรย์มั้ยล่ะมันน่าอัศจรรย์น่ะ ถ้านึกถ้าคิดน่ะโห
มันจะเป็นได้ยังไงวะ ...ถ้าคิดก็ไม่เป็นอ่ะ ถ้าไม่คิดก็มีสิทธิ์เป็น
ก็เพราะมันคิดน่ะ มันถึงจมอยู่ในความคิด ติดกับ ติดกับดัก ตกหล่มอยู่นั่นน่ะ ...แล้วยังปล่อยให้มันมีหล่มสร้างหล่มขึ้นมา ให้มันตกอีกเหรอ ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่ควรจะมีหล่มด้วยซ้ำ
ให้ตกอ่ะ
แต่กลับไปเออออห่อหมกแล้วก็ยินดี แล้วก็เจตนา
แล้วก็จงใจ มันก็สร้างหล่ม สร้างบ่อ สร้างปลัก สำหรับควายให้จมให้แช่ไป...คือจิตผู้ไม่รู้ แล้วมันสร้างควายขึ้นมาหนึ่งตัวก็คือ “เรา”
"เรา" น่ะควาย ...แล้วมันก็สร้างปลักขึ้นมาให้ควายน่ะไปกลิ้งเกลือกอยู่...ว่าสบายดี บ่อนี้อุ่น บ่อนี้เย็น บ่อนี้ใส
บ่อนี้เป็นที่นิยมชมชอบของสัตว์และบุคคล คือควายโดยรวมน่ะเขาชอบอย่างนี้
เพราะในโลกมันก็คือควาย...คือ "เรา" คือไม่รู้อะไรเลย ... “เรา” นี่แหละเป็นควายแบบตั้งแต่เขายันหางน่ะ ...เพราะมันเกิดมาจากความไม่รู้ไง ใช่มั้ย
อวิชชา ปัจจยา สังขารา คือความไม่รู้ทั้งสิ้น ...คือมันเป็นควายตั้งแต่เขายันหางน่ะเราน่ะ ...ทั้งที่จริงมันไม่มีหรอก
พอมีควายมันก็ต้องมีหล่มน่ะ มันเป็นของคู่กัน ...จิตมันก็เลยสร้างสรรค์ความน่าจะเป็น ความไม่น่าจะเป็น วิธีการที่จะเป็น
วิธีการที่จะไม่เป็น ...นั่นน่ะหล่ม
ขันธ์นี้เลยพลอยตกระกำลำบากไปด้วยนะ
กายใจนี่ ถูกควายตัวนี้ลากมันไป ...ไปยืนบ้าง ไปนั่งบ้าง ไปเดินบ้าง
ไปทำท่าทางเหมือนลิเกออกโรงบ้าง หลงโรงบ้าง ในที่สาธารณะบ้าง ทั้งในที่ลับตา บ้าง
ขันธ์นี่มันเลยตกกระไดพลอยโจน เลยต้องไปตามอาการของควายนั้นๆ คือ "เรา" ... ทั้งที่ขันธ์นี้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
…เลยกลายเป็นข้าทาสรับใช้ของควายไปโดยปริยาย
เกิดมากี่ชาติกี่ชาติก็เป็นข้าทาสมัน
ตกเป็นข้าทาส เครื่องมือ เครื่องใช้สอยของควาย ...คือกลายเป็นแอกกลายเป็นไถให้มันเลย
ไปเพาะปลูกหว่านนาดำนา เพื่อให้เกิดผล ดีบ้าง ร้ายบ้าง ผิดบ้าง ถูกบ้าง ภูมิใจบ้าง
เสียใจบ้าง ...นั่นแหละ ขันธ์เลยกลายเป็นแอกเป็นไถให้มันสำหรับควาย
ทั้งที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย
เมื่อไหร่มันจะออกจากความเป็นควายล่ะ
... ก็เมื่อบุคคลนั้นสวมใส่ศีลสมาธิปัญญามาเป็นเครื่องทรง เครื่องห่อหุ้ม ...ท่านถึงเรียกว่าพระอยู่ที่ใจไง
ไม่ใช่วลีที่พูดกันตามประสาทั่วไปว่า "พระอยู่ที่ใจ" กลายเป็นสำนวนไปอย่างนั้น ...แต่จริงๆ น่ะ พระอยู่ที่ใจจริงๆ
ใจผู้รู้ผู้เห็นนี่แหละ คือความเป็นพระ
จิตที่ปรุงแต่งไปมา
อดีตบ้างอนาคตบ้าง เหมือนผมที่งอกออกจากหัวพระ แล้วท่านโกน หัวก็ล้าน นั่นใจคือพระ
แล้วท่านไม่ได้โกนเฉพาะวันโกน โกนทุกขณะ ท่านดำรงความเป็นพระอยู่ทุกขณะปัจจุบัน
ทุกขณะปัจจุบันที่เหลือแค่สองสิ่งเท่านั้น
ไม่มีสามสี่ห้าแปดสิบ ไม่นอกจากสองนี้ไป ...นั่นแหละใจเป็นพระ คือใจผู้รู้ผู้เห็น
คือดวงจิตผู้รู้อยู่
พระก็อยู่ที่นี่แหละ พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่นี่ อริยจิต
อริยสาวกก็อยู่ที่นี่ อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่อื่น นิพพานก็อยู่ที่นี่ ไม่ต้องหา ไม่ต้องสร้าง
ไม่ต้องไปควาน ...อยู่ที่นี่
(ต่อแทร็ก 10/17 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น