วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/18 (2)


พระอาจารย์
10/18 (560316D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

16 มีนาคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 10/18  ช่วง 1

โยม –  โยมไม่แน่ใจว่าเห็นถูกรึเปล่า คือถ้าเห็นแบบคิด มันจะเกิด-ดับแบบตัวเดียว  แต่ถ้าเห็นฐานนี่ มันจะเหมือนกับตัวนึงที่ไม่ดับ กับมันมีตัวนึงที่เห็นว่าข้างนอกมันเกิดดับ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ให้เห็นตัวอย่างนั้น ให้เห็นตัวที่มันต่อเนื่องด้วยความเกิดดับน่ะ คือกาย ใช่ป่าว เห็นอะไร...เห็นกายรึเปล่า

เออ ให้เห็นอย่างนั้น แล้วมันจะเห็นจิตเกิดดับ ...ถ้ามันไม่เอาจิตมาเป็นธุระอ่ะนะ มันก็จะเห็นเป็นลักษณะจิตเกิดดับ ...อ่ะ คิดอีกแล้ว เอ้าไปอีกแล้ว มันจะเห็น แล้วก็ดับเลย  

แต่ตัวนี้ไม่ดับ เหมือนกับไม่ดับ ...แต่จริงๆมันเกิดดับอยู่ในตัว คือมันเปลี่ยนแปลงของมัน เป็นคลื่นน่ะ เห็นกายนี่เหมือนเป็นคลื่น เข้าใจมั้ย นั่นน่ะจริงๆ คือความเกิดดับนึง

แต่ลักษณะของจิตมันจะเป็นความเกิดดับแบบชัดเจน ปึ้บ หายเลย ...แต่กายนี่มันเกิดดับแบบเป็นคลื่น ปัจจยาการที่ต่อเนื่อง เหมือนเป็นเวฟ ขึ้นๆ ลงๆ ...อยู่ตรงนี้ ต้องอยู่กับตัวนี้ คือศีล อยู่ในกรอบ


โยม –  แต่กายมันไม่ได้เกิดดับนี่คะ แต่มันเหมือนตัวที่ไปเห็นตรงนั้นต่างหากที่เกิดดับ

พระอาจารย์ –  ตัวที่ไปเห็นหรือ ... ตัวที่ไปเห็น ...อะไรมันเกิดดับ หา


โยม –  จิต...จิตที่ไปรู้

พระอาจารย์ –  เข้าใจมั้ย คำว่ารู้นี่ ...คือว่ากายที่มันปรากฏขึ้นแล้วรู้นี่ มีการปรากฏของกายเกิดขึ้น ไอ้ตัวที่มันรู้การปรากฏขึ้นของกายนี่ เรียกว่ากายวิญญาณ เข้าใจมั้ย ไอ้ตัวกายวิญญาณนี่มันดับไปพร้อมกับกายนั้นๆ

พอกายเกิดขึ้นมาในลักษณะปวด มันมีเวทนา มันก็จะมีวิญญาณไปเกิดที่เวทนานั้นในกาย มันก็เกิดความรู้ว่ามีเวทนาปรากฏอยู่ แต่ไอ้ความรู้นี่มันเกิดดับเปลี่ยนแปลง

สมมุติกำลังดูลมหายใจแล้วมันปวด เพราะนั้นมันจะเห็นความปวด วิญญาณนี่มันจะไปเกิดที่เวทนา กายก็เกิดเป็นเวทนามาแทนการเกิดของลม ทั้งๆ ที่ยังมีลมอยู่แต่ไม่มีวิญญาณไปเกิดรู้อยู่ตรงลมนั้น 

เข้าใจมั้ย คือวิญญาณนี่เป็นส่วนนึงของขันธ์ แล้วจะเกิดดับไปมากับอาการในกาย ในจิต จึงเรียกว่าวิญญาณ ...วิญญาณก็คือรู้ใช่ป่าว 

เราพูดนี่เราพูดเพื่อให้เข้าใจ ไม่ต้องไปวิเคราะห์นะ ไม่ต้องไปวิเคราะห์ขันธ์ ...คือเรื่องวิญญาณถ้าไปดูวิญญาณนี่มันก็รู้  แล้วก็มีใจรู้เห็นอยู่ด้วย 

เห็นมั้ยว่า พอมันมีกายตัวนี้แล้วมันมีอีกตัวที่รู้ที่เห็นซ้อนอยู่ ...มีรู้ซ้อนรู้นี้อยู่ ...แล้วไอ้ตัววิญญาณนี่ดับ แต่ตัวที่รู้เห็นซ้อนอยู่นี้ไม่ดับ เข้าใจมั้ย วิญญาณมันจะดับไปพร้อมกับเหตุแห่งกาย หรือเหตุแห่งจิต 

ในจิตก็มีจิตวิญญาณ คือวิญญาณไปรู้ในมโน ...คือการโลดแล่นไปมาของจิตนี่เป็นวิญญาณ  ถ้าไม่มีวิญญาณ มันก็ไม่รู้ว่าจิตคิดนึกอะไร 

เพราะนั้นคนทั่วไปนี่ มันจะอยู่กับวิญญาณ หลงไปตามมโนวิญญาณ ...มันไม่มีตัวที่รู้ซ้อนรู้อยู่ ...คือสตินี่มันจะจำแนกใจออกมารู้เห็นอีกตัวนึง แล้วก็เห็นการกระโดดไปมาของวิญญาณ 

คือส่วนนึงในองคาพยพของขันธ์ห้า จึงเรียกว่ากายวิญญาณ จึงเรียกว่ากายเวทนา จึงเรียกว่าวิญญาณในกายเวทนากับวิญญาณในกาย

หรือจักขุวิญญาณ วิญญาณที่เกิดทางตา  โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ พวกนี้ ผัสสะทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นนี่ เพราะมีวิญญาณไปเกิด จึงมีการรับรู้ขึ้นมา

เพราะนั้นตัววิญญาณจริงๆ ก็คือประสาทนึงน่ะ การรับรู้โดยองคาพยพของกายที่เรียกว่าเป็นประสาทรับรู้ ...จริงๆ มันเป็นเรื่องฟิสิกส์กายภาพ 

มันมีเซลส์ของการรับรู้ มันเกิดปฏิกิริยาบวกลบขึ้น ไฟฟ้า มันก็แวบ นั่นน่ะคือปฏิกิริยาไฟฟ้า จริงๆ พอมีการสลับขั้วมันก็แวบ เกิดขึ้นตรงนั้น

แต่ถ้ามันไม่เข้าใจว่าสภาพขันธ์เป็นแค่วิญญาณรับรู้แค่นี้...แล้วมันเกิดตรงนั้นมันก็ดับตรงนั้นพร้อมกัน ...นี่ จิตนี่มันจะปรุงต่อในวิญญาณขันธ์นี้ มันหลง มันเกิดอาการหลงแล้ว

เพราะนั้นที่บอกว่าจิตเกิดดับ มันไม่ใช่จิตเกิดดับ เข้าใจมั้ย


โยม –  ก็คือวิญญาณ

พระอาจารย์ –  เออ วิญญาณ ...ไอ้ที่มันเห็นน่ะ ไอ้ที่รู้น่ะใจ...ใจที่ไม่เกิดไม่ดับ ตัวที่ไม่เกิดไม่ดับมันเห็นในความเปลี่ยนไปมาของที่นึงไปอีกที่นึง นี่คือความเกิดดับ เข้าใจมั้ย


โยม –  โยมเห็นมัน แต่โยมเรียกชื่อมันไม่ถูก

พระอาจารย์ –  จริงๆ บอกแล้วไม่ต้องไปพากย์มันหรอก  แค่เห็นอย่างงั้นน่ะ พอแล้ว ไม่ต้องมีเหตุ ไม่ต้องมีผล ไม่ต้องใส่ชื่อ แค่เห็นเงียบๆ ...เห็นเงียบเป็นมั้ย เห็นเฉยๆ


โยม – เป็นค่ะ ...มันจะยุบยิบของมัน 

พระอาจารย์ –  อือ ก็ให้เห็นความยุบยิบๆ นั่นแหละ ยุบยิบๆ กระโดดไปมา ...แต่ให้อยู่ในแวดวงกายเท่านั้น  อย่าก้าวข้าม หรือล่วงไปถึงจิต 

จะไปดูความยิบยับนี้ในจิต จะไม่ทัน ในระดับนี้จะไม่ทันได้เลยถ้ายังไม่แจ้งกาย ไม่มีทางแจ้งจิตเลย จะโดนหลอกหมด เดี๋ยวจะโดนหลอกหมด

เอาตรงนี้ก่อน เอาให้มันหาความเป็นกายเป็นชิ้นเป็นอันไม่เจอ จนกายนี่มันจับเป็นชิ้นเป็นอันเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ ...จึงจะออกจากรูปกายได้ จึงจะออกจากความหมายมั่นเป็นกายได้ 

ถ้าเห็นกายเป็นก้อนความรู้สึกหนึ่งเกิดๆ ดับๆ หรือว่าเป็นก้อนที่แปรปรวนไปมา 

ในขั้นนี้มันยังไม่เห็นกายเกิดดับหรอก แต่มันจะเห็นความแปรปรวนไปมา เดี๋ยวก็ย้ายไปทางนั้น เดี๋ยวก็เปลี่ยนมาทางนี้ เดี๋ยวก็มากขึ้น เดี๋ยวก็น้อยลง เดี๋ยวก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ ...นี่ ให้ดูอย่างนี้

แล้วต่อไปมันจะชัดเจนในความเกิดดับ ในอิริยาบถใหญ่ในอิริยาบถย่อยมันจะเห็นชัดมาก  หมายความว่าเวลาเดินนี่ มันเห็นความดับไปทุกย่างก้าวเลย พึ่บๆๆ ในอิริยาบถเลย 

กายที่เดินอยู่นี่แล้วก้าวไปข้างหน้า ไอ้กายข้างหลัง พึ่บ เป็นเหมือนเงาน่ะ พั่บๆๆ อย่างนั้น ...นี่มันเห็นของมันเองนะ ไม่ใช่ไปทำให้มันเห็นนะ มันเป็นอย่างนั้น

การนั่ง แล้วขยับนี่ แค่ขยับนี่ วูบนี่ ตรงนี้ดับเลย ใช่ป่าว ...ความรู้สึกตรงนั้นดับพึ่บให้เห็นเลย เหมือนฟ้าแลบ แพล็บนี่ๆ


โยม –  คือมันมีความต่างจากเดิมที่จะเห็นยิบยับตรงนี้ แล้วตรงนี้มาเปลี่ยนเป็นยิบๆ

พระอาจารย์ –  อือ ให้มันเปลี่ยนไป ดูไปเหอะ ขอให้มันเป็นแวดวงกายอย่างนี้  ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ต้องไปใส่ชื่อเรียกนาม ว่ามันคืออะไร เรียกว่าอะไร เป็นยังไง ถูกหรือผิด 

ไม่เอาถูกไม่เอาผิด เอาว่ามันปรากฏอย่างนี้จริง เห็นอย่างนี้จริง พอแล้ว มันจะเข้าใจเป็นปัจจัตตังเอง ...แล้วก็รักษาความต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่เห็นเป็นยิบยับ ก็ให้เห็นเป็นก้อนๆ เป็นกอง ทึบๆ เลยก็ได้ 

เข้าใจมั้ย ในรูปนั่งนี่ ในกองนั่งนี่มันเป็นความรู้สึกแน่นๆ ทึบๆ หนักๆ ใช่มั้ย ก็ดูมัน หยั่ง คอยหยั่งไว้ หยั่งในความหนักนี่ ...อย่าให้มันออกนอกหลัก 

แล้วก็ไม่ต้องไปพูดกับมันว่ามันคืออะไร แล้วไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปวิเคราะห์ ไม่ต้องเอาตำรามากางเทียบว่าอย่างนี้ คือนั้นรึเปล่า นี้รึเปล่า ...ไม่ต้อง 

หยั่งไว้ในความเป็นก้อนทึบนี่ แล้วก็รักษาเวลามันเคลื่อน เปลี่ยนอิริยาบถ เดี๋ยวมันจะหายตอนเปลี่ยนอิริยาบถ มันไม่สืบเนื่องกันในอิริยาบถ คือมันไม่สามารถเชื่อมอิริยาบถ 

สติ...ผู้ฝึกในเบื้องต้น จะเชื่อมอิริยาบถไม่ค่อยได้


โยม –  แล้วอย่างนี้ ถ้าทำในรูปแบบมันก็มีส่วนช่วยใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  คือเวลาทำในรูปแบบ มันมีความตั้งใจมาก เข้าใจมั้ย ที่มันได้ช่วยเพราะอะไรรู้มั้ย คือมันมีสัจจะเหมือนกับจะตั้งใจรู้จริงๆ ต่อเนื่องจริงๆ 

นี่ มันอยู่ที่ความตั้งใจ ...รูปแบบมันก็จะทำให้เกิดความตั้งใจขึ้นมา มันจึงเกิดความต่อเนื่องชัดเจน ... เพราะนั้นให้เข้าใจว่า เมื่อไม่มีรูปแบบ ก็ต้องมีความตั้งใจ 

ถ้าเรามีความตั้งใจแล้ว เหมือนกับมีรูปแบบอยู่ตลอด เข้าใจมั้ย  ไอ้ที่มันเข้ารูปแบบแล้ว นั่งก็ตาม เดินจงกรมก็ตาม มันมีความตั้งใจในรูปแบบนี้ ว่าจะเอาจริงๆ ว่าจะไม่ลืมจริงๆ อย่างนี้ 

มันถึงเกิดความชัดเจนขึ้น...ซึ่งเหมือนจะเป็นเฉพาะเวลามีรูปแบบ ... แต่เวลาพอออกจากรูปแบบปุ๊บ จิตมันจะคลายออกจากความตั้งใจ ปล่อยแล้ว เริ่มปล่อย 

เหมือนกับรูปแบบหาย ความตั้งใจก็หายไปพร้อมกัน ...มันก็เลยเกิดความคลาดเคลื่อน สภาพธรรมก็คลาดเคลื่อนแล้ว หรือว่าจางคลายออกไปจากมรรคแล้ว

แต่ถ้าทิ้งรูปแบบ หรือว่าออกจากรูปแบบ...แต่ไม่ทิ้งความตั้งใจ ยังรักษาอยู่ซึ่งความรู้ตัว ด้วยความต่อเนื่อง ด้วยความตั้งอกตั้งใจอยู่เสมอ ...ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับรูปแบบแล้ว 

เพราะถือกายเป็นรูปแบบ ไม่ใช่ถืออิริยาบถเป็นรูปแบบ ไม่ใช่ถือลักษณะของอิริยาบถหรือรูปร่างของอิริยาบถเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่นนั่งขัดสมาธิ หรือเดินจงกรมในที่อันกำหนดไว้

ถือกายนี่เป็นรูปแบบ คือตั้งใจ ...เพราะนั้นมันแก้ที่ตั้งใจไง มันก็จะออกจากรูปแบบ โดยไม่มีรูปแบบ ไม่ขึ้นกับรูปแบบแล้ว ไม่อาศัยรูปแบบแล้ว ...ถือกายเป็นรูปแบบแล้ว  

เพราะนั้นกายจึงเป็นรูปแบบที่ตายตัว หมายความว่ามีตลอดเวลา ...นี่ ถ้าตั้งใจ


โยม –  แต่ว่าอย่างคนทั่วไปน่ะค่ะ จะฝึก ก็เหมือนอย่างปั่นจักรยานยังไม่เป็น ก็ฝึกก่อน แต่เดี๋ยวมันก็จะเห็นเป็นอย่างเดียวกันอยู่ดีก็ได้

พระอาจารย์ –  ใช่ ... แต่ถ้ายังไปติดรูปแบบ ถ้ายังไม่เข้าใจว่า ทำไมทำในรูปแบบแล้วมันดี พอออกจากรูปแบบแล้วมันไม่ดีเพราะอะไร  แล้วก็เลยไปติดรูปแบบ

เช่นว่าถ้าไม่ได้นั่งแล้วสติไม่เกิด ถ้าไม่ได้เดินจงกรมเป็นที่เป็นทางแล้ว สติจะไม่เกิด กายจะไม่ปรากฏ ...เข้าใจมั้ย นี่เขาเรียกว่าติดรูปแบบแล้ว


โยม –  โยมเหมือนเคยผ่านสภาวะนั้นมาน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  อือ คือทุกคนจะติดก่อนอยู่แล้ว...รูปแบบ  แล้วมันจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นว่า...อ๋อ การปฏิบัติไม่มีเวลา ไม่มีรูปแบบ เพราะมีกายเป็นรูปแบบมาตั้งแต่เกิด  

ถ้ามันเข้าใจอย่างนี้แล้วนี่ เขาเรียกว่ามันเริ่มแจ้งชัดในองค์ศีลแล้ว เริ่มเข้าถึงศีลแล้ว เข้าใจมั้ย เริ่มรักษาศีลด้วยความที่ว่าไม่เลือกกาลเวลาสถานที่แล้ว

แต่ไอ้นี่มันจะมารักษาศีลต่อเมื่อนั่งสมาธิเดินจงกรม  พอออกแล้ว เลิกแล้ว กายยังไงชั่งหัวมัน ทำไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็จะอยู่อย่างนี้ด้วยความเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง มันถอนไม่ขึ้น 

มันก็ไม่มีการพัฒนาขึ้น เข้าใจมั้ย มันก็ซ้ำดีซ้ำร้าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่อย่างนั้น ขาดความสม่ำเสมอไง

แต่ถ้าไม่เลือกเลย ออกจากนั่งสมาธิปุ๊บนี่ พอลืมตารู้เลยว่ากำลังลืมตา เดี๋ยวกำลังจะลุก กำลังก้าว ยกขาออก กำลังเอามือออก กำลังจะยกยันร่าง ยังรู้ต่อเนื่อง ...ต้องอย่างนี้เลยนะ

หรือเดินจงกรม เมื่อยแล้ว กำลังจะเริ่มออกจากทางจงกรม กำลังก้าว กำลังนั่ง กำลังกินน้ำ กำลังเปิดประตู กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ ยังรู้ต่อเนื่องเหมือนกับเดินจงกรม อย่างนี้ต่างหาก 

มันต้องรักษาอย่างนี้เลย รักษากายใจเหมือนจงอางหวงไข่น่ะ เหมือนหมาแม่ลูกอ่อน เหมือนหมีแม่ลูกอ่อน เหมือนลิงแม่ลูกอ่อน  เห็นลูกลิงไหม มันเกาะอกแม่มันน่ะ ไม่ปล่อยเลย นั่นน่ะอย่างนั้น

ถ้าอย่างนั้นน่ะ ถึงเรียกว่าเป็นผู้เจริญเดินอยู่ในองค์มรรค ด้วยความสม่ำเสมอในองค์มรรค ...เร็ว ถ้าอย่างนี้เร็ว การพัฒนาขึ้นของมรรคนี่ หรือการพัฒนาขึ้นของปัญญานี่จะเร็ว  

แต่ไม่ใช่แบบขาดๆ เกินๆ ...ส่วนมากมันขาด ไม่เกินหรอก ... ไอ้ที่เกินคือคิด พิจารณาล้ำตามตำรา เอาตำรามากางในจิต แล้วก็พิจารณาให้เห็นตามตำราอย่างนี้ เขาเรียกว่าเกิน 

แต่พอมาเดิน มาใช้ชีวิตในกิจวัตรประจำวัน ก็จะขาด คือหลง หาย ไปจากกาย  พวกนี้คือการติดข้อง หรือการหลุดออกจากมรรค เป็นภาวะสุดโต่งแล้ว...ทั้งอัตตกิลมถานุโยม และกามสุขัลลิกานุโยค 

รู้ยิ่งเกินไปด้วยการคิดนึก หรือทำให้เกิดความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา นี่เขาเรียกว่ายิ่งเกินไป เป็นอัตตกิลมถานุโยค  ถ้าปล่อยทิ้งขว้างไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่กามสุขัลลิกานุโยคลอย ไปตามอารมณ์ ตามกิเลส

เพราะนั้น ความพากเพียรนี่ทิ้งไม่ได้เลย สติทิ้งไม่ได้ กายทิ้งไม่ได้ ... ทุกขณะ ต้องบอกอย่างนี้ ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่มีเวลาพักเลย ...ยกเว้นหลับ กับยกเว้นพระอรหันต์เท่านั้น จึงพักได้

ถ้าต่ำกว่าพระอรหันต์ลงมาแล้ว พักไม่ได้เลย ...พักกายใจนี้ไม่ได้เลย พักการรู้ตัวไม่ได้เลย พักการรู้อยู่กับปัจจุบันนี่ไม่ได้เลย 

อย่าไปเชื่อจิตที่มันอ้างว่า ถึงเวลาพักแล้ว ...กิเลสไม่เคยพัก อวิชชาไม่เคยหยุด ตัณหาความปรุงแต่งไม่เคยหยุด ไม่เคยย่อท้อ ไม่มีเวลาพักผ่อน

แต่เราพวกผู้ปฏิบัติน่ะพักกันจัง เดี๋ยวก็พัก เดี๋ยวก็พอแล้ว พักก่อนแล้ว เนี่ย จิตมันบอก มันเลยขาดๆๆ ไม่เกินหรอก ขาด เว้าแหว่งวิ่น ขาดทะลุ ร่องแร่ง มรรคร่องแร่งๆ แล้วมันจะเดินได้เป็นเส้นทางได้ยังไง

เพราะนั้นรักษาความสม่ำเสมอไว้ ตั้งหลักกายใจไว้ให้มั่นให้ดี...ที่เดียว แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลองของมันเอง ไม่ลัดขั้นตอนเลย ไม่มีอะไรเร็วกว่านี้แล้ว ไม่มีเทคนิคไหน ไม่มีอุบายไหนอีกแล้ว

นี่คือหลัก ...ไม่ต้องไปหาที่อื่นรู้ ไม่ต้องไปสร้างที่อื่นให้มารู้ ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นให้มันรู้ มันมีให้รู้อยู่แล้วกายนี้ นี่  ถ้าจำหลักให้แม่น จับหลักให้มั่น เดินไปในหลักนี้เท่านี้ ไม่หนีจากองค์มรรคแน่นอน

เอาแล้ว เข้าใจดีแล้ว ก็เอาไปทำ ...เหลือแต่ทำ ยังไม่เอาไปทำให้มันเต็มที่เท่านั้นเอง  

อาจจะทำคลาดเคลื่อนบิดเบือนไปบ้าง ก็ปรับให้มันตรง ไอ้ที่ไปเข้าใจว่าอยู่ตรงนั้นใช่แล้ว อย่างนั้นใช่แล้ว มันยังไม่ใช่ ...อยู่ตรงนี้ใช่ ตรงที่นั่งนี้ใช่ ตรงที่รู้ในสองอาการนี้ใช่

ถ้าจำไว้ให้มั่นว่านี่คือหลัก นี่คือฐาน กายใจเป็นฐาน กายใจเป็นมรรค ...ถ้าลืมกายลืมใจก็ออกนอกมรรค 

ถ้ามีกายมีใจอยู่ในมรรคปัจจุบัน รู้อยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันรู้อยู่นี่ เรียกว่าไม่หลุดจากมรรค ...ผลก็จะบังเกิดที่นี้ เป็นเงาตามการประกอบเหตุแห่งมรรคไป


(ต่อแทร็ก 10/19)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น