พระอาจารย์
10/17 (560316C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 มีนาคม 2556
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 10/17 ช่วง 1
พระอาจารย์ – เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจจริงๆ แล้วนี่ มันจะไม่ยาก ... ไอ้ที่ยาก...เพราะมันไปหา...แล้วไม่เจอ
ไอ้ที่ไม่ยาก...เพราะไม่ต้องหาแต่มันดันเจอ...เพราะมันอยู่ตรงนี้ แต่ว่าเข้าให้ถูกช่องลงให้ถูกรูแค่นั้นเอง...เรียกว่ามรรค ถ้าไม่อยู่ในมรรคจะไม่เจอ
เพราะมรรคนี่ ศีลสมาธิปัญญานี่ มันเป็นอุปกรณ์ มันเป็นเครื่องมือ...ทำให้เกิดการจำกัด
รู้และเห็นจำเพาะปัจจุบันกายใจเท่านั้น
คือลำพังจิตนี่...ถ้าไม่มีศีลสมาธิปัญญา มันไม่มีทางเลยที่ตัวมันเองนี่จะกลับมาหยุดแล้วก็รู้แล้วก็เห็นจำเพาะปัจจุบัน ...นี่โดยสันดานเลยนะ
คือถ้าปล่อย ...จิตไม่เคยหวนกลับมาหรือว่าทวนกลับอยู่ในตัวของมันเองหรอก เป็นไปไม่ได้เลย ...มันมีแต่จะแล่นหน้า โลดแล่นออกไป
มันล้ำ ล่วง เกินออกไป ไม่เกินออกไปก็ลอยหายไป ปัจจุบันจะหายไป
แต่ว่าศีลสมาธิปัญญานี่เป็นอุปกรณ์ หรือเป็นเครื่องมือที่ทำให้สภาพปัจจุบันธรรม
ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันรู้ ปัจจุบันเห็นนี่ บังเกิดขึ้น
ไม่ใช่อยู่ดีๆ
มันเกิดการรู้การเห็นหรือการตั้งอยู่กับปัจจุบันได้ ...มันตั้งได้รู้ได้เพราะอยู่ในศีลสมาธิปัญญา
ให้รู้ไว้เลย การที่ว่ารู้ตัวๆ รู้ตัวได้อยู่นี่ ...ที่มันทำความรู้ตัวขึ้นมาได้นี่
เพราะอยู่ในศีลสมาธิปัญญา มันจึงเกิดภาวะที่เรียกว่ารู้ตัว
เพราะนั้นในความหมายที่ว่ารู้ตัวนี่ ก็หมายความว่าขณะนั้นอยู่ในศีลสมาธิปัญญาแล้ว
ไม่งั้นมันจะเกิดความรู้ตัวไม่ได้ ... แต่เมื่อใดที่ไม่รู้ตัวแปลว่าศีลสมาธิปัญญาหาย
หลุด ขาด บกพร่อง
เมื่อใดที่มันปักใจ
หรือว่าในสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นแล้วเอาศีลสมาธิปัญญามาเป็นที่พึ่งอยู่ตลอดเวลา เนี่ย
จึงเรียกว่าวิถีแห่งมรรคเริ่มบังเกิดขึ้น ...ไม่ใช่วิถีแห่งจิตแล้ว
แต่มันกลายเป็นวิถีแห่งมรรค
แต่ทุกวันนี้พวกเราอยู่ในโลก
ใช้ชีวิตในโลกนี่ เราจะใช้ตามวิถีแห่งจิต...แล้วแต่มันจะคิด แล้วแต่มันจะมีอารมณ์
แล้วก็เอาความคิดและอารมณ์นั้นเป็นตัวชักพาชักนำขันธ์...ให้เป็นไปตามอำนาจกระแสความคิด
อารมณ์ กิเลส ยินดี-ยินร้าย พอใจ-ไม่พอใจ
จึงเรียกว่าดำเนินชีวิตไปตามวิถีจิต
หรือวิถีแห่งความไม่รู้นั่นเอง เพราะจิต...ปัจจยาการของจิตสังขาร ก็คืออวิชชา
แต่เมื่อใดที่ดำรงชีวิต ดำเนินชีวิต
ใช้ชีวิตด้วยการรู้ตัว อยู่กับรู้ตัว
เรียกว่าขันธ์นี้ดำรงหรือดำเนินไปในวิถีแห่งมรรค ...ซึ่งวิถีแห่งมรรค เส้นทางแห่งมรรค
หรือมรรคาปฏิปทานี่ มันมีที่จบ มันมีที่สิ้นสุด
แต่วิถีแห่งจิต ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ...เลือกเอา เพราะตอนนี้พวกเราอยู่ในระดับที่เรียกว่า
รักพี่เสียดายน้อง คือกูกะจะตีแบบพระยาเทครัว เอาหมด กระโดดไปกระโดดมา
แต่เมื่อใดที่เลือกเอาวิถีแห่งมรรคมาเป็นวิถีแห่งการดำรงชีวิต
ด้วยความจริงจัง จริงใจ ตั้งใจ ใส่ใจ ...ตรงนี้ มันจะไม่เลือกวิถีแห่งจิตนี้แล้ว
มันจะทิ้งวิถีแห่งจิต...ที่เคยเป็นตัวไกด์ไลน์ โรดแมพ ชี้ช่อง แนะทาง บอกทาง...การดำรง
การดำเนิน การพูด การกระทำ นี่ ก็ไม่ไปตามนั้น ...ตรงนี้มีวันจบ
จนมันไม่เลือก ...มันทำไปจนมันหมดความเลือก ไม่เลือกอีกต่อไปแล้วในวิถีแห่งจิต
เพราะโดยมรรคนี่ โดยวิถีแห่งมรรค
พอไปถึงระดับนึงแล้วนี่ มันจะตัดสินใจได้ด้วยปัญญาหรือตัวของมันเองว่า
กูไม่ไปแล้วในทางเดิม เพราะมันทางวน
นี่ มันก็จะมีความเด็ดขาด อาจหาญ
เด็ดเดี่ยวขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่โลเล ไม่เหลาะแหละแล้ว
ที่เคยโอ้โลม อ่อนโยนหรืออ่อนแอกับมันนี่ ...ก็จะเริ่มแข็งกร้าว ตัดแบบไม่เยื่อใย ทิ้งแบบไม่อาลัย วางแบบไม่ใยดี
ไม่เกรงใจโลก ไม่เกรงใจกิเลส
ไม่เกรงใจความคิด ไม่เกรงใจสัตว์บุคคลแล้ว หมดสิ้นซึ่งความเกรงใจโลกแล้ว ...คือกะว่ากูจะไม่อยู่กับโลกแล้ว กูจะมาเกรงใจมึงทำไม ใช่มั้ย
ไอ้ที่มันยังเกรงใจคนนั้นคนนี้อยู่
เพราะกูต้องมาเจอมันอีกไง ...แต่นี่คือมันเห็นแล้วว่าสุดแน่ กูไม่เกรงใจแล้ว
ใครจะว่ายังไง ใครจะเป็นยังไง ...กูละลูกเดียวน่ะ
เหมือนตอไม้ ไร้ปฏิกิริยา โนคอมเม้น
โนความเห็น โนความคิด ไร้อารมณ์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ยินดี-ไม่ยินร้ายไปตามกระแส
เพราะนั้นต่อให้มันมาเล่าเรื่องตลกโปกฮาสนุกชวนไปเที่ยว
มันก็เหมือนท่อนไม้ อยู่ได้มั้ยล่ะ ...มันตัดสินใจแล้ว กูไม่เอาเลย ...จิตจะไม่ออกไปรับเรื่องเลย จะไม่ส่งจิตออกไปรับรู้
รับรู้อยู่เรื่องเดียวคือเรื่องนี้ๆ ...นี้ กำลังนั่ง กำลังเป็นก้อน
กำลังขมวดตัวเป็นก้อน กอง ซึ่งไอ้ก้อนกองที่มันขมวดตัวอยู่ตรงนี้
มันรอวันแตกให้เห็นอยู่
นี่ เพื่อจะไม่ให้คลาดเคลื่อนจากการแตกดับของก้อนกองนี้ ณ
ปัจจุบันนี้ ...นี่งานหลัก นี่เป็นหลักเลย
เป็นอาชีพหลักแล้ว ไม่ใช่อาชีพรอง ไม่ใช่อาชีพเสริม ไม่ใช่จ๊อบ
ไม่ใช่งานอดิเรกแล้ว
แรกๆ พวกเราจะถืองานพวกนี้เป็นงานอดิเรก แล้วถือการใช้ชีวิตพูดคุย
การเดินไปเดินมาหาอยู่หากิน การทำงาน ครอบครัว ถือเป็นงานหลัก ไอ้ภาวนานี่งานรอง
อาชีพเสริมยามว่างหรือพอประดับความรู้
ต่อไปมันไม่ประดับแล้ว
มันเป็นงานหลักแล้ว ...พอเห็นตรงนี้เป็นหลักนะ
มันจะทิ้งงานที่เคยว่าเป็นหลักคืองานในโลกแล้ว
เหนื่อย ...จะเห็นเลยว่างานในโลกเหนื่อย
แล้วก็เป็นทุกข์ ไม่น่าทำ ไม่ควรเข้าไปเกลือกกลั้ว จริงจัง ...มันก็ทำไปแบบเล่นละคร
แต่ไม่จริงจัง
โยม – ทิ้งไปเยอะแล้ว
พระอาจารย์ – อือ ให้มันเยอะขึ้นอีก ไปเรื่อยๆ แล้วก็เอางานภายในนี่เป็นมาตรฐาน
ไม่ต้องไปให้ใครคิวซี คิวซีตัวเอง ตรวจสอบอยู่ตลอด
ตรวจสอบตัวเอง ...มันยังให้ความสำคัญกับอะไรไหม ทำไม ยังไง เพราะอะไร ...มันออกไม่ได้เพราะอะไร มันวางไม่ได้เพราะอะไร ...ให้มันเห็น ยังคว้าลมอยู่อีกเหรอ
ยังจริงจังกับลมๆ แล้งๆ อยู่อีกเหรอ
ให้มันเห็นทุกครั้งที่มันคว้า ที่มันจับ
ที่มันยังไม่ยอมรับ ไม่ยอมออก ไม่ยอมถอย ...ไปจมอยู่ จนเป็นปลัก เป็นตม เป็นบ่อ เป็นโคลนให้มันไปเกลือกไปกลั้วได้ยังไง ...นี่ ให้มันเห็น ...แล้วก็ตั้งมั่นให้ได้...กายใจ
ถ้ามันไม่เห็น ไม่ต้องทำไงน่ะ
ตั้งมั่นอยู่ที่กายใจ เดี๋ยวก็เห็นเองว่าเป็นยังไง มีอะไร ...สุดท้ายที่มันจริงจังเสียเต็มประดา
มันกลับปลาสนาการหายวาบ หายไปแบบไร้ร่องรอยเลย
นั่น ให้มันเห็นซ้ำไปๆ
จนมันหมดความสำคัญมั่นหมายจริงจังนั่นแหละ
มันจะเห็นความดับไปหรือความเป็นอนัตตา
นี่ มันจะเห็นความไม่มีตัวตนของอะไรก็ตามที่จิตมันรังสรรค์ขึ้น
สังเคราะห์ขึ้น ปรุงแต่งขึ้น ให้ดูเหมือนจริง ให้ดูเพื่อจะให้เสมือนจริงที่สุด
เพื่อจะให้เข้าไปจริงจังเป็นเราเป็นเขาขึ้นมา
ถ้าตั้งมั่นไว้มากๆ
จะเห็นเองว่าทุกอย่าง จิตหลอกหมดเลย มันหลอก มันเป็นมายา มันสร้างมายาขึ้นมาทั้งนั้น ... พอมันจับจุดนี้ได้บ่อยๆ แล้ว
คราวนี้ไม่ถูกหลอกแล้ว
ต่อให้มันเอาความตายมาหลอกก็ตาม
ยังไม่เชื่อเลย ...เดี๋ยวตายนะ เดี๋ยวแย่นะ เดี๋ยวใช้ชีวิตไม่ได้นะ เนี่ย อะไรก็ตาม
ถ้าไม่อย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนี้ ถ้าไม่คิดให้แล้ว ถ้าไม่คิดให้จบ
ถ้าไม่ให้สรุปได้อย่างนี้
ไม่เชื่อ ...ทิ้งเลย
ทิ้งโดยไม่อาวรณ์ไม่อาลัย แล้วก็กลับมารู้ ...นี่ ต้องมีฐาน ถ้าไม่มีฐานมันอยู่ไม่ได้
ปัจจุบันนี้อยู่ไม่ได้เลย ... ต้องจับหลักของปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ให้ได้ แล้วเอาตรงนี้เป็นที่พึ่ง
ไม่พึ่งอันอื่นแล้ว ...เริ่มทิ้ง
เริ่มปล่อย เริ่มวาง เริ่มสละออก จากการที่เข้าไปเอามาเป็นสรณะอยู่
เอามายึดเอามาถือ เอามาเป็นไม้กันผีอยู่ก็ตาม ไม่เอาแล้ว เริ่มไม่เอาแล้ว
ไม่เอาเปลือกแล้ว ...จะเข้าถึงแก่น
กายใจคือแก่น ...ถ้าไม่งั้นก็ไปติดแค่เปลือกแค่กระพี้ เปลือกใบกิ่งก้านดอก
ยังเข้าไม่ถึงแก่นคือกายใจ คือมรรค คือที่สุด แล้วก็เข้าสู่ใจกลางของแก่นก็คือใจ
เมื่อใดที่มันเห็นกายหมดสภาพของกาย
เห็นความเป็นจริงที่สุดของกาย...จนไม่หลงเหลือความเป็นกาย นั่นแหละมันจะทิ้งกาย
เมื่อมันทิ้งกาย ไม่หมายมั่นในกายแล้ว
ตรงนั้นน่ะมันจะเข้าถึงใจ ใจกลางของแก่นก็คือใจ แล้วใจตรงนั้นน่ะ
ก็มรรคทั้งหมดก็จะมารวมลงที่ใจ...ที่เดียว ถือใจเป็นเหตุ
พอถึงใจที่เดียวนั่นน่ะ
ท่านเรียกว่าเข้าสู่มหาเหตุ ...เมื่อใดที่เข้าสู่มหาเหตุตรงนั้นน่ะ
หมายความว่านิโรธคือความดับไปโดยสิ้นเชิงจึงบังเกิด ...ไม่หวนคืน
แต่มันจะทิ้งเปลือกมาตามลำดับ
จนกระทั่งอยู่กับกาย แล้วก็ทิ้งกาย ถือกายเป็นเหตุ
แล้วถ้าแจ้งในเหตุแห่งกายแล้วก็ทิ้ง วาง หมดค่า แม้กระทั่งกายปัจจุบัน
หมดค่าไปโดยปริยาย
จึงเหลือเหตุสุดท้าย...มหาเหตุ
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเริ่มแรกของการเกิดทั้งหลายทั้งปวง เป็นจุดศูนย์กลางของ อนันตาจักรวาล
คือใจนี่แหละ
เพราะนั้นทุกคน ใจทุกดวงนี่คือศูนย์กลางของอนันตาจักรวาล ...ถ้าจะเข้าไปลบอนันตาจักรวาล ต้องมาลบอยู่ที่ใจดวงนี้ จึงจะเป็นอนันตมหาสุญญตา
ต้องมาละที่มหาเหตุที่เดียว...ใจดวงเดียว
อย่าเบื่อ...ในการที่จะยืนเดินนั่งนอน
รู้แค่นี้ เห็นแค่นี้ แล้วก็ไม่คุ้ยเขี่ยหาอะไรเกินนี้ออกไป ...ในนี้ก็หยั่งลงไปให้มันลึกซึ้งลงไปในกาย ในกายๆๆ เข้าไป ด้วยการจดจ้อง แยบคาย
ถี่ถ้วน ละเอียดลออ
จนมันถึงแก่นของกาย หรือที่สุดของกาย
เห็นเข้าไปเรื่อยๆ ...อย่าเบื่อ อย่าเชื่อจิต อย่าตามจิตที่มันคิด ที่มันหา
ที่มันจำตามตำรับตำราใดๆ ความคิดความเห็นของบุคคลอื่นใดๆ
คือเราไม่ได้บังคับว่าต้องมาเชื่อเรา ...แต่ให้เชื่อศีล ให้เชื่อกาย ให้เชื่อปัจจุบัน เป็นตัวบังคับ ...ไม่ใช่มาเชื่อคำพูดเรา
แต่ให้เกิดความเชื่อในศีล ให้มันมีศรัทธาจริงจังกับศีล
แล้วก็เอาศีลน่ะเป็นที่พึ่งจริงๆ
แล้วทุกอย่างจะเปิดกระจ่างขึ้นเอง ...ถ้าไม่เปิดที่ศีลคือตัวแรก ตัวต้นหรือตัวตั้งแล้วนี่ ทุกอย่างปกปิดหมด มืดมิดหมด
เหมือนมีกล่องซ้อนในกล่องนี้ๆๆ
เปิดเข้าไปเป็นกล่อง ห่อของขวัญแล้วก็มีของขวัญในห่อของขวัญอีก เปิดเข้าไปเรื่อยๆ
จน...อ้อ ที่แท้มึงหลอกกูเอง แท้จริงไม่มีอะไรในกล่องนี้ นั่น...จบ
เพราะในกล่องนี้ไม่มีอะไรหรอก ...ปอกเข้าไป
ลอกเข้าไปๆ มันจะเห็นว่ามันเป็นกล่องซ้อนกล่องซ้อนกล่องๆ อยู่อย่างนี้
ซึ่งจริงๆ พอดูเข้าไปแล้ว
มันจะไม่หลายชั้นหรอก มันก็จะพอรู้สึกได้ เห็นได้ ...ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังเห็นได้
มันก็เป็นแค่ก้อนนึงกองนึง แข็งๆ ปวดๆ หาหญิงชายไม่ได้ในก้อนแข็งกองแข็ง ก้อนปวดกองปวดนี้
อย่าว่าแต่จะเป็น "เรา" เลย ...ตัวมันเองยังไม่รู้เลยว่ามันเป็นอะไร มันยังไม่รู้จักชื่อมันเลยว่ามันชื่ออะไร ...นั่นน่ะคือความเป็นจริง
มันแสดงเปิดเผยอยู่แล้ว
แต่สำคัญคือมันไม่ต่อเนื่อง แค่นั้นเอง ...คือที่มันเนิ่นช้า เพราะมันไม่ต่อเนื่องในกาย ...สติไม่ต่อเนื่องเป็นสัมปชัญญะ
เพราะนั้นกำลังอุปจาระหรือสมาธิมันจึงไม่เข้มแข็ง หรือว่าไม่ชัดเจน
จนที่จะไปเพียงพอต่อการลบล้างความเห็นผิดที่เป็นมิจฉาในกาย หรือว่ามิจฉาทิฏฐิในกาย
ที่เห็นกายเป็นเรา เห็นกายเป็นของเรา
เห็นกายเป็นเราในอดีต เห็นกายเป็นของเราในอนาคต เหล่านี้ มันจึงขึ้นมาเป็นระลอกๆ
เป็นระยะไม่ขาดสายอยู่ตลอดเวลา
เพราะนั้นความเพียรคือทำด้วยความสม่ำเสมอ ...แต่ไม่เคร่งเครียด ... สม่ำเสมอ
จดจ้องด้วยความสม่ำเสมอราบเรียบ เป็นปกติธรรมดา ...เพราะของมันมีอยู่แล้ว
ไม่ต้องหาไม่ต้องทำขึ้นมาใหม่
แล้วก็จำความสมดุลในความเป็นปกติธรรมดาง่ายๆ
แล้วก็ทำความสมดุลธรรมดาปกติง่ายๆ นี่ให้เกิดความต่อเนื่องเป็นเส้นตรงราบเรียบ กาย-ใจคู่กันทุกอิริยาบถ...ไม่ล้ำ
ส่วนมากกายไม่ล้ำอยู่แล้ว จิตมันล้ำ ...
ล้ำยังไง เนี่ย...ยังไม่ทันขึ้นรถเลย พอนึกจะกลับนี่ กายยังไม่ทันไปจากนี่ จิตไปถึงรถแล้ว
เข้าใจมั้ย ...นี่ มันเกิน มันล้ำ
จิตก็ให้อยู่กับกาย...พอดีกันๆๆ
เป็นเส้นตรง ...นี่คือความพอดี มัชฌิมาปฏิปทา
รักษาปฏิปทาที่เป็นมัชฌิมา พอดีกันระหว่างกาย-ใจ
แล้วก็ปรับ...ไอ้ตัวปรับคือสติ มันจะปรับจิตให้มันกลับมาพอดีกันกับปกติกาย
ปัจจุบันกาย นี่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา
(ต่อแทร็ก 10/18)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น