วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/18 (1)



พระอาจารย์
10/18 (560316D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 มีนาคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความค่ะ)

โยม –  ขออนุญาตค่ะ ...โยมเหมือนที่พระอาจารย์บอกน่ะค่ะ ก็คือประมาณปีนึงแล้วน่ะค่ะที่โยมจะไปวัดภาวนาทุกเดือนค่ะ  ตอนไปวัดก็ตั้งใจดูกาย ทำทุกอย่างเลย แต่พอมาอยู่ทางโลก ก็เหมือนกับที่พระอาจารย์บอก ก็คือเห็นว่ายังไงมันก็ไม่เหมือนกัน 

แต่ว่าหลังๆ ก็เริ่มรับได้ว่ายังไงมันก็ไม่เหมือน แต่ว่าก็คือที่พระอาจารย์สอนก็คือ โยมไม่ต่อเนื่อง ก็ต้องดูกายให้เยอะขึ้นในชีวิตประจำวันใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ให้มันถี่ ให้มันบ่อย ... เพราะนั้นในระหว่างที่เราใช้ชีวิตอยู่ในการงานนี่ มันจะไม่ชัดเจนอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่ชัดเจน ...แต่ก็คือห้ามไม่ได้ 

เพราะนั้นอย่าไปบอกว่า "เอ๊ ผิดรึเปล่า" คือมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เข้าใจมั้ย ...แต่ว่ายังไงล่ะ เหมือนกับมันชาร์จแบตอยู่ ...คือถ้ามีแต่ใช้แบตแล้วไม่ชาร์จน่ะ ไฟก็หมด เข้าใจมั้ย

เพราะนั้นเมื่อเราคอยชาร์จอยู่ระหว่างวัน ...แล้วเมื่อมันมีเวลากลับมาเป็นส่วนตัว มันไม่ได้ข้องแวะกับอะไร ...ที่เราบอกว่าในหนึ่งวันนี่ เวลากลับมาอยู่บ้านมันเป็นส่วนตัวมั้ยล่ะ เข้าใจมั้ย...ตรงนั้นน่ะ

เมื่อเราชาร์จแบตมาอยู่เสมอระหว่างวันนี่ พอถึงตรงนั้นน่ะ จะเป็นเวลาที่ใช้ประสิทธิภาพของแบตเท่าที่ชาร์จมาได้น่ะ ...คือเอามาทำความแยบคาย มากๆ กับก้อนกองนี้

ในความเป็นก้อนธาตุ ก้อนเวทนา ก้อนปัจจุบันนี้...ว่ามันคืออะไร ด้วยความต่อเนื่อง อย่างน้อยชั่วโมงสองชั่วโมงมันก็น่าจะได้ ถึงแม้จะขาดเป็นระยะๆ ก็ตาม แต่มันมีความสม่ำเสมอแห่งความต่อเนื่อง


โยม –  อันนี้จะว่านักภาวนาคนอื่นเขาก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้รู้เรื่อง

พระอาจารย์ –  คือโดยนักภาวนาทั่วไป มันมักจะแบ่งเวลา ว่าเวลานี้เป็นเวลาภาวนา เวลานี้ไม่ใช่เวลาภาวนา


โยม –  อย่างโยม ถ้าไม่ได้ไปวัดที่มีช่วงที่ดูเยอะๆ ก็จะไม่เห็นความต่างทางโลก ที่ว่าภาวนาเมื่อก่อนไม่ใช่น่ะค่ะ  แต่ถามว่ามันผิดไหม ก็อย่างที่พระอาจารย์บอก คือมันไม่เห็นน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  คือในลักษณะที่สิ่งแวดล้อมเป็นลักษณะนั้นน่ะ มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าเกิดความชัดเจน มันมีความชัดเจนขึ้นมาในกายใจได้ แต่ในลักษณะที่อยู่ในความหยาบ

เพราะนั้นการภาวนาจริงๆ น่ะ ไม่เลือกเวลาเลย ...จนกว่ามันจะว่าไปอยู่วัด...กับอยู่ที่บ้าน กับอยู่ที่ทำงานนี่ เหมือนกัน ...กายใจเท่าเก่า เป็นเนื้อเดียวเท่ากัน  กายเท่าเดิม ทั้งกายที่วัดกับกายที่ทำงาน ใจก็อันเดิม...รู้เท่ากัน

แต่คราวนี้ว่าเรายังให้ค่าอยู่ ...เหมือนกับว่า เออ ตอนนั้น ตอนทำอย่างนั้นที่นั้น มันเกิดสภาวะนี้ได้ ...แล้วก็เชื่อว่าเพราะอย่างนั้น

จริงๆ แล้วไม่ใช่ ...อาศัยการฝึกฝน อาศัยการทวนเสมอ  แล้วปัญญานี่มันจะทำให้เห็นว่า มันไม่ขึ้นกับกาลเวลา สถานที่ 

เดี๋ยวนี้ก็มีกาย ที่ทำงานก็มีกาย ที่วัดก็มีกาย ที่อยู่คนเดียวก็มีกาย ที่อยู่ในล้านคนก็มีกาย ...ใจก็อยู่ตรงนั้น มันไม่ได้แปลกแตกต่างเลย มันไม่ได้มีแสดงความแปลกแตกต่างเลยในสองอาการนี้ 

นั่นแหละ ปัญญามันจะหยั่งเข้าไปจนเห็นสภาพที่แท้จริงของกายในทุกที่ทุกสถาน เห็นใจในทุกที่ ทุกสถาน ทุกเวลา ทุกขณะ ...จึงเรียกว่าอกาลิโก

แต่ลักษณะนี้ ปัญญามันยังไม่ถึงขั้นนั้น ...เพราะว่าเรายังไปแบ่ง แล้วก็ยังไปผูกกับความเห็นว่า ต้องเวลานั้น ต้องที่นั้นเท่านั้น ต้องอย่างนั้นก่อน...แล้วก็ค่อยจริงจัง 

เห็นมั้ยว่าความจริงจังก็เลยเป็นช่วง ไปจริงจังเอาตอนนั้น เพราะว่าตอนนั้นผลมันดูเหมือนบังเกิดได้ชัด...ต่อไปเราบอกว่า ต้องจริงจังตลอด ทุกครั้งที่รู้ตัว กายใจเท่ากันทุกครั้งที่รู้ตัว


โยม –  แต่ความเห็นน่ะค่ะ ที่แรกๆ มันจะอยู่วัดกับอยู่บ้าน มันจะโดดกันไปอย่างนั้น ...แต่หลังๆ เดี๋ยวนี้มันเริ่มจะ...

พระอาจารย์ –  ซอฟท์


โยม –  ใช่ค่ะ  แต่...ก็ยังเห็นอยู่ว่าที่บ้านมันก็ปล่อย

พระอาจารย์ –  คือความเคยชิน มันเข้ามาในความเคยชิน ....คือเคยใช้ชีวิตเคยดำรงจิตอยู่ในความเคยชินอย่างนั้น พอมาลงร่องของความเคยชินคืออนุสัยนี่

เพราะนั้นน่ะ ความที่ว่าเคร่งครัดมัธยัสถ์ในศีลสมาธิปัญญา หรือการที่มันฟิกซ์จำเพาะกายจำเพาะใจนี่ มันเลยปล่อยไปตามความเคยชิน แล้วมันไม่มีทุกข์ ...โมหะมันก็เลยเข้าแปดเปื้อนเจือปน มันจึงเห็นอะไรไม่ชัดเจน 

ก็เคร่งครัด มัธยัสถ์ในศีลในกาย  เคร่งครัดมัธยัสถ์ในสมาธิคือใจรู้ใจเห็น  ตรงนั้นแหละ มันเหมือนกันหมดแหละ ...แล้วมันก็ค่อยๆ ปรับไปเอง

ถามตัวเองบ่อยๆ ทำอะไรอยู่ ทุกครั้ง ทุกขณะ กำลังหยิบ กำลังจับ ถามตัวเอง กำลังทำอะไรอยู่ แล้วก็ให้เห็นอาการหยิบอาการจับ แล้วก็ให้รู้ชัดเห็นชัดในอาการหยิบ อาการจับ อาการเคลื่อนไหวต่างๆ 

เนี่ย ถ้าคอยสอบถามตัวเอง ด้วยการเตือนตัวเองว่า ทำอะไรอยู่  มันจะกลับมาเกิดความรู้ชัด...ในขณะที่มันทำความรู้ลงไปตรงขณะที่ว่าทำอะไรอยู่นั้น 

นั่งก็ให้ทำความรู้สึกว่านั่งตรงนั้น ชัดเจนขึ้นในปัจจุบัน ทุกปัจจุบันถี่ๆ ...แล้วทุกอย่างมันจะชัดเจนหมด ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในทุกที่ เหมือนกันหมด 

ไม่ขึ้นกับภายนอกเลย ไม่ขึ้นกับสถานที่เลย ไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นสัตว์บุคคลเลย  ...มันจะเห็นกายใจปรากฏขึ้นชัดเจน ณ ขณะปัจจุบันนั้นที่รู้ เหมือนกันหมดทุกที่เลย

เพราะนั้นความสม่ำเสมอ อย่าประมาท พอไปเข้าอยู่บ้านนี่ ความเคยชินก็เกิดความประมาท เหมือนกับมันปล่อย...ปล่อย คล้ายๆ กับรู้แล้ว ว่ามันก็รู้อยู่แล้ว ...จริงๆ มันยังไม่รู้ชัดนะ 

มันประมาท ...เพราะอะไร  ...รู้สึกว่าทุกข์ไม่เกิดน่ะ มันสบายๆ ดี ...นี่ ก็เรียกว่ามันจมแช่อยู่กับอทุกขมสุขมเวทนา คือไม่สุขไม่ทุกข์  แล้วมันก็เลยสบายใจ ปล่อย ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เข้าใจมั้ย


โยม –  เหมือนมันเห็น เหมือนตอนอยู่ที่วัดมันเห็นว่ามัน มันเห็นขั้นนึงว่าทุกข์เพราะอะไร แล้วหลังจากนั้นมามันก็เลย ปล่อย มันก็เหมือนอย่างที่พระอาจารย์บอก

พระอาจารย์ –  ยังประมาทอยู่ ...พอมันมาลงร่องความเคยชินแล้วรู้สึกว่าไม่เป็นอะไร มันก็เลยปล่อย ...แต่ไม่ได้ปล่อยวาง มันปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยศีล ปล่อยสติ ปล่อยสมาธิ 

ถึงแม้จะไม่ปล่อยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันยังสร้างความเห็นอยู่ว่ามีอยู่ นั่นน่ะคือความประมาท มันมีแบบหลวมๆ เหลาะแหละ นี่เขาเรียกว่ายังเหลาะแหละอยู่

คือเราก็ไม่ได้เอาเป็นเอาตายหรอกนะ ...แต่เราพูดให้เข้าใจว่าสภาพจริงๆ น่ะมันเป็นอย่างนี้ เข้าใจมั้ย สภาพตามความเป็นจริงเป็นอย่างนี้

แต่ถ้าสภาพที่มันเคร่งครัดจริงๆ นี่ ...ไม่ว่านั่งสมาธิ ออกจากสมาธิ  ไม่ว่าจะเข้าวัดหรือออกนอกเขตวัดนี่  ทุกอย่างเห็นเท่ากันเหมือนเดิมหมดเลย ตลอดเวลาเลย ทั้งภายนอกและภายใน เป็นแค่สักแต่ว่าอาการหนึ่งหมด

แล้วก็รักษามรรคนั้นด้วยความต่อเนื่อง เป็นเส้นตรง  ไม่ว่าขึ้นรถ ลงรถ ออกจากรถ เท่ากันหมดเลย เสมอกันหมด เสมอในธรรมเดียวกันหมด ...นี่เขาเรียกว่าความสม่ำเสมอ ความพากเพียร

เหมือนน้ำไหลแบบไม่ขาดสาย เป็นเส้นตรง เป็นสายน้ำ เหมือนสายธาร ไม่ใช่เป็นหยดแหมะๆๆ แล้วก็ไปพรวดทีนึง แล้วก็หาย  อย่างนั้นเขาเรียกว่าถ้าเป็นต้นไม้ก็ตายหมดน่ะ มันยังคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่น่ะ

แล้วมันจะไม่เกิดความชัดเจนในอริยมรรค ...ไม่ชัดเจนในอริยมรรคก็จะไม่ชัดเจนในอริยสัจ 

คืออะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ อะไรเป็นทุกข์ที่แท้จริง อะไรเป็นทุกข์อุปาทาน อะไรเป็นมรรค อะไรเป็นวิถีแห่งมรรค อะไรเป็นการดำรงอยู่ในมรรค อะไรเป็นการดำรงอยู่นอกมรรค จะไม่ชัดเจนเลย

อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการออกนอกองค์มรรค แล้วละเหตุที่ให้ออกนอกองค์มรรคได้ทันทีฉับพลัน ...นี่เขาเรียกว่าปัญญาที่มันพอดีแล้วสมดุล มันจะจับได้ จับพิรุธของจิตได้หมดเลย


โยม –  เหมือนตอนอยู่วัด โยมเคยเห็นว่าทุกข์มันเกิดจากไปปรุง แล้วโยมก็เลยไปอยู่กับที่ที่พระอาจารย์บอกว่าโยมปล่อย ก็คือโยมไปอยู่กับไม่สุขไม่ทุกข์

พระอาจารย์ –  ใช่


โยม –  พอไปอยู่กับอาการนั้นแทน ก็ไม่เห็นไตรลักษณ์

พระอาจารย์ –  ใช่ คือไปอยู่กับเวทนาเฉยๆ หรือเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ว่างๆ ... แล้วเข้าใจว่าสบายดี  นี่ออกนอกฐานศีลนะ ลืมกาย ใช่มั้ย ไม่มีกายอยู่ในนั้น

ไปอยู่ในอารมณ์ แต่ยังเข้าใจว่าอารมณ์นั่นคือมรรค ...แล้วไปเข้าใจว่านั่นน่ะดีกว่าที่บ้าน ทั้งที่มันเป็นอารมณ์หนึ่งเท่านั้นเอง

แต่ถ้าอยู่ที่กายนี่เท่ากันหมด อยู่ที่แข็ง อ่อน นั่งแล้วก็รู้ แข็งอ่อนนั่ง ...เนี่ย คือที่อยู่ นี่คือที่ตั้ง นี่คือฐาน นี่คือกายใจ นี่คือศีล นี่เรียกว่าอยู่ในศีล ถ้าอยู่ในศีลแปลว่าอยู่ในมรรค

เพราะฉะนั้นความสงบที่แท้จริงน่ะ ไม่ต้องทำขึ้น มันมีอยู่ในตัวกายอยู่แล้ว มันมีอยู่ที่ตัวใจรู้อยู่แล้ว คือธรรมชาติของธาตุกาย กับธรรมชาติของธาตุรู้นี่ มันดำรงปรากฏอยู่ด้วยความสงบ

กายนี่มันนั่งของมันนิ่งๆ ใช่มั้ย ความรู้สึกที่มันปรากฏอยู่นิ่งๆ ของมันใช่มั้ย  มันมีความดิ้นรนขวนขวายในตัวของมันเองมั้ย มันบ่งบอกร้องขอ ดันทุรัง ทุรนทุราย แสดงกระวนกระวาย ...นี่ ไม่มีนะ 

มันตั้งอยู่ด้วยความสงบใช่มั้ย นั่นน่ะคือความสงบที่แท้จริง ...เมื่อใดที่อยู่กับกาย เมื่อใดที่อยู่กับรู้ สองสิ่งนี้ มันจะมีความสงบในตัวของมันเองอยู่แล้ว ...ไม่ต้องไปทำเลย 

นี่เรียกว่าความสงบสันติ ...จึงเป็นความสงบสันติที่เกิดจากสัมมาสมาธิ คือจิตตั้งมั่น ... ไม่ใช่อารมณ์ นี่ไม่ใช่อารมณ์แล้ว นี่คือความจริง สงบจริง เป็นธาตุสงบจริงๆ

นี่เข้าถึงความสงบจริงๆ ที่มันมีอยู่ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานเลย  ...ไม่ต้องไปอยู่ที่วัดถึงจะมี อยู่ที่ไหนก็มี ...กายก็มี ใช่มั้ย ความสงบในกายก็มีอยู่ตรงนั้นแล้ว 

คือถ้าหยั่งเข้าไปถึงตรงนั้น...ก็สงบตรงนั้นเลย  มันก็เข้าไปสัมผัสหรือไปยืนไปตั้งอยู่กับความสงบนั้น ท่ามกลางความวุ่นวี่วุ่นวายในโลกได้

นี่คือความสงบที่แท้จริงในองค์มรรค ...ไม่ใช่ความสงบที่ทำขึ้น หรือไปเหนี่ยว ไปรั้ง ไปดึงไว้ หรือไปก่อร่างสร้างขึ้นมาใหม่ หรือพยายามไปประคับประคอง

เพราะนั้น ถ้ามันไม่ใช่ความสงบที่แท้จริงนี่ มันก็เกิดการประคับประคอง ...พอออกนอกวัดแล้วประคับประคองไม่อยู่ มันแตกสลายไป  

จึงดูเหมือนว่าที่บ้านหรือที่ทำงาน ไม่มีความสงบเช่นเดียวกัน ...อย่างนั้น มันไม่เข้าใจนะ นี่ยังไม่เข้าใจถึงความสงบที่ในองค์มรรคที่แท้จริง

เพราะนั้นตัวความสงบในองค์มรรคที่แท้จริง คืออยู่ที่กายกับใจ ...มันมีอยู่แล้วไง มันเป็นธาตุเย็นอยู่แล้ว เป็นธาตุสงบอยู่แล้ว เราถึงบอกว่ามีทุกที่ไง ไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างเลย

หยั่งให้ถึงด้วยปัญญาไปเรื่อยๆ ...อย่าไปเลื่อนลอย อย่าไปอยู่กับความเลื่อนลอย แล้วเอาความเลื่อนลอยเป็นสรณะ หมายความว่าความเลื่อนลอยแบบว่างๆ เปล่าๆ หรือไม่มีอะไร แล้วไปพอใจกับไม่มีอะไร

ส่วนมากนักภาวนาจะไปพอใจตอนที่จิตไม่มีอะไร แล้วชอบอยู่ตรงนั้น ว่างๆ


โยม –  เหมือนมันเห็นตัวนึงที่มันไม่ดับ กับตัวหนึ่งที่มันเกิด-ดับ

พระอาจารย์ –  อือ โดยตัวนึงที่มันเกิดดับอยู่นั่น ต้องเป็นตัวกายก่อน  อย่าไปดูตัวอื่นนะ ถ้าไปดูตัวอื่นแล้วมันจะไม่ต่อเนื่อง แล้วมันจะไม่เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง แล้วมันจะหลงธรรมนั้นๆ ได้ง่าย

แต่กายที่ปรากฏ ปกติกายที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ มันไม่หลอกลวง มันไม่มีความเล่ห์ลวง กลลวงในตัวมันเลย ...ไม่เหมือนจิตนะ ไม่เหมือนอารมณ์ในจิต ไม่เหมือนความคิดนะ 

ถึงแม้ตั้งมั่นรู้ได้ขนาดรู้ว่าเป็นความคิดนะ เดี๋ยวสักพักน่ะ มันทนต่อความล่อลวงของจิตนั้นไม่ได้หรอก คือความมีความเป็น ความเป็นสุขเป็นทุกข์ ความมีอารมณ์ ความเป็นเรา ที่ยังฝังรากอยู่ ...มันก็เข้าไปเลย


(ต่อแทร็ก 10/18 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น