วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/16


พระอาจารย์
10/16 (560316B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 มีนาคม 2556



พระอาจารย์ –  เพราะนั้นเราถึงคอยพูดเปรียบเทียบอยู่เรื่อยว่า ถ้าจะไปดูอาการของจิต อย่างนี้ เหมือนโยมขึ้นไปบนยอดต้นยาง แล้วคอยเด็ดใบมัน เด็ดใบยางให้โกร๋นเลย 

เพื่ออะไรไม่รู้  ...คิดว่าต้นยางคงตายมั้ง มันเข้าใจอย่างนั้นนะ เด็ดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ตายเองน่ะ ...ลองไปนั่งเด็ดดูสิ ห้อยโหนเด็ดกันไป ไม่เห็นต้นยางต้นไหนตายเลย ก็แค่ใบเกลี้ยง 

แล้วพอโดนฝนมันก็แตกใหม่ ...ตากระทบ หูได้ยิน แตกใหม่  ความคิดอารมณ์ แล้วก็คอยทันดับๆ ...ก็เหมือนกับเด็ดใบ ได้แต่ความภูมิใจ สบายใจว่า อืม ไม่มีกิเลส

ถามว่าต้นยางมันตายมั้ยล่ะ ...ไม่ใช่ต้นพริกนี่ ไม่ใช่ผักกะเพรา เออ ถ้าเด็ดพวกอย่างนั้นมันอาจจะตายอยู่ ...แต่นี่ต้นยางน่ะ 

ทำไมถึงเปรียบว่าต้นยาง ...เพราะกายนี่ เราเกิดมาอยู่กับกายนี่ เราหมายมั่นในกายนี่...นับภพนับชาติไม่ถ้วน เป็นอเนกชาติ 

คือมันยึดมั่นเหนียวแน่น...รากมันแน่น ต้นมันนี่ใหญ่ แข็งแรงมากเลย ...กะอีแค่ไปเด็ดใบ ลิดใบ  ถ้ามันมีปากก็คงบอกว่า มึงไม่ได้แอ้มกูหรอก

แต่การกลับมาเพียรเพ่งอยู่ในกายนี่ ...เหมือนกับบุคคลนั้นๆ น่ะกำลังขุดดิน เจอรากฝอยตัดรากฝอย เจอรากแขนงตัดรากแขนง  ตัด ลิด...ลิดไปเรื่อย 

ถามว่าในขณะที่ลิดรากฝอยรากแขนงนี่ ใบมันยังมีมั้ย...มี  มีแล้วยังไง ก็ชั่งมัน เดี๋ยวมันก็ร่วงเอง ใบน่ะ แล้วมันเกิดใหม่ก็ชั่งหัวมัน ...เพราะต้นมันยังไม่ตาย

แต่เมื่อใดที่มันเจอรากแก้วแล้วตัด ...ไม่ต้องล้มด้วย ต้นยางไม่ต้องล้มหรอก เป็นไง ใบร่วงกราวเลย แล้วไม่มีใบออกมาอีกด้วย ...เนี่ย เขาเรียกว่าแก้ที่เหตุ ไม่ได้แก้ปลายเหตุ

กายใจเป็นเหตุ ถ้ามันแก้ที่กายแก้ที่ใจแล้วนี่  ปลายเหตุน่ะ...ดับหมด ดับเองด้วย ไม่ต้องไปคอยดูคอยแลมันด้วย อยากจะคิดมันยังไม่คิดเลย ให้มันคิดมันยังไม่คิดเลย ให้มันมีอารมณ์มันยังไม่มีเลย

เพราะนั้นการภาวนาจริงๆ นี่ เป้าหมายหรือว่าจุดหมายของการภาวนาจริงๆ นี่ เพื่อให้เข้าใจและเพื่อให้เรียนรู้ในสองสิ่งเท่านั้น คือกายกับใจ ให้เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง...ของกาย ของใจ...สองอย่างเท่านั้นเอง

คือถ้ามันเข้าใจธรรมชาติสองอย่างนี่...ด้วยความชัดเจนและยอมรับ...จบ หมดปัญหา หมดเรื่อง ไม่เรื่องมาก แล้วก็ไม่มากเรื่อง คือจิตน่ะ ไอ้ตัวเรื่องมาก-มากเรื่องคือจิตน่ะ 

ไอ้ที่มันเรื่องมากหรือมากเรื่องก็เพราะมันไม่เข้าใจในสองสิ่งนี่แหละ ...ไม่เข้าใจว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของกายว่ามันไม่มีชีวิต ว่ามันเป็นแค่เหตุปรากฏขึ้นชั่วคราว แป๊บนึงๆ 

ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ไม่มีสมมุติบัญญัติ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต เกิดตรงไหนดับตรงนั้นๆ ไม่ต้องทำให้มันดับเลย นี่ ...มันไม่เข้าใจ

พอมันมาเข้าใจก้อนนี้กองนี้ผิดๆ ว่าเป็นเรา เป็นหญิง-ชาย เป็นสวย-ไม่สวย นี่ มันว่าของมันเอง เรื่องมันถึงยืดยาว คิดไม่จบ พออะไรมากระทบสัมผัสก้อนกองนี้ กายนี้ มันก็ว่าเป็นเรื่องของเราหมด จิตมันว่า

มันก็มีการแก้ การกัน การทำให้เหนี่ยวรั้ง การทำให้ปัดเป่าออกไป การทำด้วยการขวนขวาย  มันก็ต้องมีกลอุบาย กลวิธี วิธีการ จะทำยังไงดี จะอย่างไรดี ...นั่นน่ะเขาเรียกว่าฟุ้งซ่าน 

แล้วก็ทำตาม ...ถ้ามันสรุปด้วยเหตุและผลตามประสาของมัน มันก็ลากขันธ์ห้านี่ไปประกอบกระทำ ...ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง 

ได้ผลบ้างก็ดีใจ ไม่ได้ผลก็เสียใจ เป็นทุกข์  พอได้ผลก็ภูมิใจ แล้วก็จดจำวิธีการนั้นไว้ ...ก็ทำไปตามประสาโลกๆ มันจะเชื่ออย่างนี้ ...ก็แก้กันไม่จบน่ะ ท่านเรียกว่ายังไง...ถ้าตีงูก็ตีที่หาง งูไม่ตาย

ส่วนมากนักภาวนาว่าการดูกายน่ะโง่ ไม่ได้อะไร พื้นๆ หยาบๆ ...มันไม่รู้จักน่ะ ... ว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเกิดเพราะเนี่ยเป็นต้นเหตุหมดเลย ...ถ้าไม่มีกาย ไม่มีเรื่องในจิตหรอก บอกให้ 

ไอ้ที่จิตมันวุ่นวายๆ นี่ มันคิดแต่เรื่องของเราในอดีตกับเราในอนาคตนั่นแหละ แล้ว "เรา" น่ะมันมาจากไหนล่ะ มันก็อาศัยจดจำจากรูปกายกองกายนี้ว่าเป็นเรา ของเรา ...มันก็ไปสร้างเรา ของเรา ในอดีตในอนาคตขึ้นมา

ก็ถ้ามันไม่มีเรา...ไม่มีกายเราในปัจจุบัน  มันจะมีเราในอดีตในอนาคตในจิตมั้ยล่ะ มันจะไปสร้างรูปสร้างนามในจิตขึ้นมั้ยล่ะ...ไม่มีหรอก 

ให้มันสร้างแบบจริงๆ จังๆ มันไม่สร้างหรอก มันบอกว่าเหนื่อย ไร้สาระ ...นี่พูดในระดับที่มันต้องทำความเข้าใจแบบลึกซึ้งแล้วนะ ...แต่เวลามาใช้ชีวิตจริงนี่ แม้แต่พระอริยะนี่ ท่านก็ผ่อน 

เวลากลับมาอยู่ในโลกหรือข้องแวะกับผู้คนนี่ ท่านก็ยังใช้ความคิด ...แต่คือท่านแจ้งทั้งสมมุติและก็แจ้งทั้งปรมัตถ์ แจ้งทั้งโลกียะและก็แจ้งทั้งโลกุตตระ และท่านก็ใช้คู่กันโดยไม่ติดข้องทั้งสองฝ่าย

แต่ไอ้พวกเรายังไม่แจ้งอะไรสักอย่าง ...มันจะต้องทำโลกุตตระหรือปรมัตถธรรมนี้ให้แจ้งซะก่อน แล้วมันจึงจะเข้าใจสมมุติโดยชัดเจน 

เพราะนั้นแรกเริ่มต้น มันจะต้องเข้าไปสู่ความดับสุญโญ ณ ปัจจุบันธาตุ ณ ปัจจุบันขันธ์ก่อน...อย่างจริงจังด้วย ...มันจึงจะรื้อถอนได้ มันจะรื้อถอนจิตนี้ออกจากบัญญัติสมมุติที่หมายมั่นจริงจัง

แต่จิตมันดื้อ มันไม่ยอมหรอก ...ถ้าไม่เล่นแบบลูกหนักกับมัน จิตเนี่ย ไปอ่อนข้อกับมันไม่ได้หรอก ...นี่เราพูดในระดับที่เรียกว่าจะเป็นสมุจเฉทเลยนะ

แต่ถ้าระดับแบบทำไปเรื่อยๆ น่ะ ก็คือระดับอย่างที่พวกเราใช้ชีวิตกันอยู่นี่ รู้บ้างปล่อยบ้างๆ อยู่อย่างนี้ ...มันก็เหมือนกับเป็นการสะสมอินทรีย์พละไป จนกว่ามันเริ่มรู้สึกว่า ไม่ได้การแล้วว่ะกู ต้องจริงจังซะหน่อย นั่นล่ะค่อยว่ากัน 

ทีนี้ถึงขั้นเอาเป็นเอาตายแล้ว ...เอาเป็นเอาตายนี่คือยังไง คือในสามโลกธาตุ ไม่มีอะไรเกินสองสิ่งนี้ กาย-ใจ หมายความว่า ยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่มีอะไรเป็นสาม มีแค่สอง ...นอกนั้นไม่สนเลย ทิ้งหมดเลย 

จิตมันจะพาไปเกาะไปเกี่ยว ไปมีไปเป็น ไปสร้างขึ้นมา ไปอะไรก็ตาม แล้วมันจะกระทบอายตนะไหนแล้วมันจะดึงให้จิตออกไปปรุงไปต่อแล้วมีเรื่องมีราว ...ไม่เอาเลย 

มีแค่สองสิ่งนี้ กาย-ใจ จริงๆ นั่นเขาเรียกว่าขั้นจริงจัง ไม่อ่อนข้อกับจิตแล้ว ไม่อ่อนข้อกับเรื่องราวในโลกแล้ว  ถ้าอย่างนั้นน่ะ...ขาดแน่ แล้วก็รุดหน้าไปเรื่อย 

หมายความว่ายังไง ...ยิ่งเข้มแข็งตั้งมั่นในสองสิ่งนี้ ไม่พรากจากกันเลยน่ะ อะไรก็เข้ามาไม่ถึงสองสิ่งนี้  หรืออายตนะไหน ผัสสะไหน มากระทบนี่ ไม่สามารถจะดึงทำให้จิตนี้แตกตัวออกไปเป็นสมมุติบัญญัติภาษาได้เลย 

มันทัน...ละ  รู้...ละ  ทัน...ละ  รู้...ปล่อย  ทัน...วาง  หมด ณ ที่นี้เลย ที่รู้นี่เลย ...นี่เขาเรียกว่าขั้นจริงจังนะ

แต่ถ้าเป็นพวกเรานี่ ฟังแค่เนี้ย นึกภาพพวกเราออกเลย ... "มันจะทำงานไม่ได้" นี่ มันห่วง ห่วงงาน หวงงาน ห่วงตัวเอง ห่วงสถานะในสังคม ห่วงครอบครัว 

มันยังมี มันยังออกไม่ได้ ... "เพื่อนจะเข้าใจมั้ย พ่อแม่ล่ะ เออ เจ้านายที่ทำงานล่ะ คนที่เขารู้จักเราล่ะ" เหล่านี้ ...นี่ มันยังกลัวอยู่  

ก็สะสมไปก่อน ...สะสมเหมือนกับเติมเชื้อเพลิงไว้น่ะ อัดเชื้อเพลิงไว้เหมือนกับชาร์จแบตน่ะ ไม่ให้แบตมันเสื่อม ให้มันเต็มขีดก่อน ...พอมันเต็มแล้วตอนนี้ มันกล้าแล้ว 

มันกล้าที่จะออก มันกล้าที่จะไม่แยแส มันกล้าที่จะทิ้ง ไม่อาวรณ์ ไม่อาลัย ไม่กลัว...ไม่กลัวเสียหน้า ไม่กลัวคนไม่คบ ไม่กลัวคนไม่เข้าใจ ไม่กลัวโลกเขาว่า ตำหนิ ติ 

ไม่กลัวคนเข้าใจผิด ไม่กลัวคนรอบข้าง คนรัก คนเกลียด คนจะไม่เข้าใจแล้วเขาจะทำปฏิกิริยาอาการที่ไม่น่าพึงพอใจ ...ไม่กลัว ... เนี่ย มันต้องมีพลัง มันถึงกล้า เด็ดเดี่ยว อาจหาญ ที่จะออกจากโลก

ถ้าไม่มีกำลังตัวนี้ ถ้าไม่มีความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ไม่มีทางออกจากโลกได้ บอกให้ ...มันเหมือนกาวน่ะ ติดแน่นแบบกาวตราช้าง

คือโลกมันไม่ได้มาติดหรอก ...จิตน่ะมันติด ...เหมือนอะไรมาปึ๊ก...ติด อะไรมันพัดปลิวมาปั๊บนี่ จิตมันเหมือนมีกาวตราช้าง...ติดหมด แนบแน่นเลยน่ะ  แล้วไม่ยอมสลัดออก สลัดก็ไม่หลุด มันเหนียว

แต่ที่บอกให้เข้าใจกันนี่ ในระดับที่ใช้ชีวิตกันอยู่นี่  เพื่อให้...ไม่ออกนอกหลัก ศีลสมาธิปัญญา คือกายใจ ...ให้มันเป็นบรรทัดฐานอยู่ภายใน 

แล้วก็ทำไปตามกำลังความพากเพียร ถือว่าเป็นการสะสมอินทรีย์ ...แล้วก็ทำที่เดียวนั่นแหละ มันจึงจะมีแรง ...เหมือนไอพ่นที่มันจะออกนอกโลกน่ะ 

ไอ้แรงของพวกเรามันเหมือนบั้งไฟน่ะ มันออกไม่พ้น... ในระดับที่ยังข้องแวะอยู่นี่ และยังเห็นความสำคัญกับการข้องแวะอยู่นี่ มันก็เป็นแค่ตะไลวิ่งชนกันไปมาอยู่บนโลกนี่ ...กำลังมันยังไม่พอ

แต่การย้ำหลัก ย้ำศีล ย้ำสมาธิ ย้ำปัญญา ย้ำในองค์มรรคนี่ ...เพื่ออะไร ...เพื่อไม่ให้มันไปเนิ่นช้า เสียเวลาในการปฏิบัติ  

เพราะพอเริ่มตั้งการปฏิบัติ ...มันก็ไปเอารูปแบบของการปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้มา แล้วเข้าใจว่า มันจะช่วยหรือว่าสะสมกำลัง ...มันไม่ใช่

มันได้ผล ...แต่ได้ผลอย่างอื่น ไม่ได้ผลที่เป็นไปเพื่อความหลุดและพ้นออกจากโลกและขันธ์ ซึ่งนี่คือผลของมรรค ผลของการตรงต่อศีลสมาธิปัญญา 

ผลจากการที่ปฏิบัติตรงต่อศีลสมาธิปัญญา ผลจากการที่ปฏิบัติตรงต่อองค์มรรค ...ผลอย่างเดียวคือออกจากขันธ์และโลกแบบไม่หวนคืน ไปแล้วไปลับ ไม่กลับ 

และก็มีแต่คำว่าน้อยลง ไม่พอกพูน ไม่สะสม...ความได้ ความดี ความมี ความเป็น...ไม่มี มีแต่เอาออกๆๆ ...เพราะนั้นไอ้ที่เคยหนักน่ะ มันจะเบา เพราะมันเอาออกไปจนเกลี้ยงน่ะ 

เกลี้ยงขนาดไหน ...ขันธ์ห้าเหลือแค่กายใจน่ะ สามโลกธาตุที่เต็มไปหมดนี่ เหลือแค่สองอย่างน่ะ ...มันไม่เบายังไงล่ะ หือ

แต่ตอนนี้จิตมันแบกสามโลกธาตุเลย ทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไรหรอก ...แต่จิตน่ะมันไปสร้างเป็นตุเป็นตะ แล้วก็แบกเอาไว้ว่าเหล่านั้นน่ะจริง ...มี เคยมี

ขนาดเคยมี มันยังจริงเลย  อย่าว่าแต่มีเดี๋ยวนี้เลยนะ เคยมีในอดีตยังจริงเลย  แล้วยังมีในปัจจุบัน...ก็ยังจริงด้วย ...แล้วมันกี่จริงเข้าไปแล้วล่ะ มันไม่หนักได้ยังไง นี่ เขาเรียกว่าแบกสามโลกธาตุไว้ในจิต

แต่ถ้ามันตรงต่อองค์มรรคแล้วมันมีแต่การชำระปัดเป่าหรือว่าจางคลายออก มันก็เหลือแค่สองสิ่ง ...
ขนาดเป็นพระอรหันต์แล้วนี่ หมดแล้วกิเลสหมดแล้วนี่ ...ท่านยังเหลือกาย-ใจเลย 

ไม่หายไปไหนน่ะ ก็ยังเดินให้เห็นหน้าเห็นตา พูดกันให้ได้ยินอยู่ ก็ยังมีกายกับใจอยู่ตรงนั้น ยังไปไหนไม่ได้เลย ...ก็ยังเหลือกายกับใจอยู่ในโลก จนกว่ามันจะหมดวาระ

ไม่ใช่ว่าสำเร็จกิจจบพรหมจรรย์แล้วกายใจก็ดับสูญหายตายไปจากโลกเลย...ก็ไม่ใช่  กายใจก็ยังดำรงอยู่ ...แล้วท่านอยู่ที่ไหน ก็อยู่กับกายใจนั่นแหละ ไม่ได้ไปอยู่ในนิพพานอะไรตรงไหน ...ก็อยู่ในกายใจปัจจุบัน 

แต่ว่าอยู่ตรงไหนล่ะ ... คือกายใจอยู่ไหน...อยู่ตรงนั้นน่ะ...แล้วก็ดับตรงนั้นน่ะ ...ไม่มีกายใจในอดีตอนาคตนะ มีตรงนั้นแล้วก็ดับตรงนั้นน่ะ 

เหมือนนกบินไปในอากาศ ปราศจากร่องรอย ไม่ใช่แบบเสือลากเขี้ยวมีรอยเป็นเทือก หรือว่าเดินในดินโคลนแล้วก็เป็นรอยเท้ารอยตีนตามหลัง...ไม่มี ... นั่นน่ะท่านจึงเปรียบว่าเหมือนนกบินไปในอากาศ

เพราะท่านเข้าใจแจ้งชัดหมดเลย ทั้งความเป็นจริงของโลก และทั้งความเป็นจริงของขันธ์ ทั้งความเป็นจริงของสามโลกธาตุ เนี่ย เข้าใจอะไร ...ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรอย่างอื่นเลย 

นอกจากว่าไม่มีอะไร...ไม่มีอะไรจริงจัง ทุกอย่างล้วนเป็นนิมิต เหมือนนิมิต เพียงแค่ปรากฏขึ้นชั่วขณะหนึ่งแล้วดับไป ณ ขณะนั้น ไม่มีร่องรอย ไม่มีหลงเหลือในธรรมนั้นๆ ...จึงเรียกว่าธรรมนี้เป็นหนึ่ง

ความหมายของคำว่าธรรมหนึ่งคืออะไร...เกิดครั้งเดียว เกิดได้ครั้งเดียว...ธรรม  

คือการปรากฏขึ้นของสิ่งหนึ่ง เกิดได้ครั้งเดียว...แล้วดับ ไม่มีเกิดครั้งที่สองในธรรมนั้น เรียกว่าธรรมหนึ่ง ...ท่านเห็นธรรมหนึ่ง ท่านเข้าใจความเป็นธรรมหนึ่ง

อย่างพวกเราลงมาจากรถ นึกภาพ นึกเป็นสัญญาว่าเมื่อกี้นั่งรถ แต่ความเป็นจริงของลักษณะของกาย อิริยาบถหรือกายย่อยในกายนั้นขณะนั่งน่ะ มันดับตั้งแต่ลงจากรถแล้ว ใช่ป่าว 

แล้วมันดับแบบไม่ต้องไปหาในอาการที่มันดับไปว่าอยู่ไหน ...เพราะการนั่งเมื่อกี้ที่ผ่านมานั้น มันหายไปจากสามโลกธาตุแล้ว 

ยังเหลือแค่สัญญาในจิต ว่ามีรูปนั่งเมื่อกี้ ...แต่รูปที่นั่งเมื่อกี้น่ะจบแล้ว มันจบตรงนั้นแล้ว ...เป็นสูญแล้ว เป็นสุญญตาแล้ว

ถึงบอกว่าการที่นั่งครั้งนั้นคือธรรมที่ปรากฏ เกิดครั้งเดียวแล้วก็ดับ ...แล้วเดี๋ยวไปนั่งใหม่ก็เป็นความรู้สึกคล้ายเดิมที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นธรรมใหม่ที่ปรากฏแล้วเดี๋ยวก็ดับอีก เป็นสุญญตา 

ธรรมจึงเป็นหนึ่ง...เกิดได้แค่ครั้งเดียว แล้วก็ดับ ...ไม่ซ้ำซาก ...แต่ตัวจิตที่ไม่รู้นี่มันซ้ำซาก มันยังเข้าใจ ยังเชื่อว่ามีอยู่จริง เป็นจริงอยู่ 

ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่สัญญา ก็ยังไม่เข้าใจอีกว่ามันเป็นสัญญา คือรูปนามในอดีต แน่ะ มันไม่เข้าใจ ...แต่มันกลับมีชีวิต มีตัวเรา ของเรา อยู่ในรูปที่จำในอดีตด้วย

นี่โง่ จิตมันโง่ ...แล้วมันก็เลยเป็นอะไรตกค้างเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่ว่าธรรมนี่เกิดครั้งเดียว ดับครั้งเดียว...ทุกขณะเลย ไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่เลย เป็นอนัตตา

แต่จิตมันไม่เห็นสภาพความจริงของธรรมเหล่านี้ ...คือไม่เห็นอนัตตาของธรรม เรียกว่าอนัตตธรรม มันเลยเข้าใจว่าสิ่งนั้น...ทั้งๆ ที่ดับไปแล้ว ยังมีอยู่ ยังเที่ยงอยู่ ยังปรากฏอยู่ ยังเป็นของเราอยู่ ยังมีตัวเราอยู่

นี่แค่อดีตนะ ...แล้วอนาคตอีกล่ะ ยังไม่ทันเกิดมันก็ปั้นน้ำเป็นตัว ปั้นลมเป็นดินแล้ว  ปั้นดินเป็นดาวแล้ว จิตน่ะ มันทำไว้แล้วว่าจริงด้วย มีเราด้วย มีชีวิตอยู่ในรูปนามในจิตนั้นด้วย 

เอ้า ไม่รู้อีก ไม่เข้าใจอีก กลับไปหัวเราะ ร้องไห้  ยินดี ยินร้าย  พอใจ เศร้าโศก อาดูร ดีใจ เสียใจ ในรูปนามที่ไม่มีชีวิตจิตใจนั้น ...เป็นเรา ของเรา เป็นเขา ของเขาอีก

แก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่จบหรอก ถ้าไม่ลงมา ณ จุดนี้...ที่นี้  ถ้ามาอยู่ตรงนี้ที่นี้ แล้วมันจะเห็นความจบของพวกนี้...ว่ามันไม่มี  ถ้าอยู่ตรงนี้...นอกจากนี้ไม่มี มันจะไม่มี ...เพราะจิตมันมาเป็นหนึ่ง 

ทั้งหมดที่มันมีเพราะจิตมันออกนอก เรียกว่าส่งออกนอก ...จิตส่งออกเป็นสมุทัย หลวงปู่ดูลย์ท่านว่า ผลของจิตส่งออกเรียกว่า ทุกข์อุปาทาน จึงเรียกว่าทุกข์ จิตเห็นจิตท่านเรียกว่ามรรค ผลของการที่จิตเห็นจิต ท่านเรียกว่านิโรธ 

ทำไมเรียกว่านิโรธ ...ทุกอย่างดับหมดเลย ไม่มีอะไร ... เหลือแต่กายใจยังไม่ดับนะ...ยังอยู่  แต่ว่าอยู่ในสถานะเกิดๆ ดับๆ ทุกปัจจุบันไป แต่ตัวนี้ไม่ดับ...ตัวรู้เห็นไม่ดับ ธาตุรู้นี้ไม่ดับ เป็นอมตะธาตุ 

ธรรมชาติของใจบริสุทธิ์ยิ่ง ปราศจากมลทิน ปราศจากสิ่งครอบงำได้ เกาะเกี่ยวได้  จะทำให้มันเสื่อมสภาพ แปรสภาพ ทำให้มันมาก-น้อยไม่ได้ ไม่มีอะไรมาทำความบริสุทธิ์ของใจนี้ได้เลย 

เป็นธรรมชาติที่อมตะนิรันดร์กาล เรียกว่าเหนือกาลเวลา จึงเรียกว่าเหนืออำนาจของไตรลักษณ์ ...เป็นธรรมชาติที่หลุดพ้นจากไตรลักษณ์ คือสามภพ 

สามภพนี่ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจหรือว่ากฎเหล็ก คือกฎของไตรลักษณ์ ...แต่ธรรมชาติของใจนี่เหนือกฎเหล็กนี้ เป็นธรรมชาติที่เหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง เหนือการเกิดและการดับอีก

มี...ทุกคนน่ะมี ธรรมชาตินี้ แต่ไม่เห็น หยั่งไม่ถึง ภาวนาไม่ถึงใจ ถึงแค่จิต ...แล้วไปอยู่แค่จิต คิด นึก ปรุง แต่ง สุข ทุกข์ ยินดี ยินร้าย อดีต อนาคต นั่นแหละจิต ...ไม่ใช่ใจ

แล้วทำไงจึงจะเข้าถึงใจ ...มรรค  มรรคคืออะไร...ศีลสมาธิปัญญา...ก็แค่นั้น ไม่แค่ไหนหรอก แค่ปัจจุบันนี่ แค่นั่ง...รู้ว่านั่งนี่...จบ  ถ้ามันรู้ว่านั่งได้ทั้งชีวิตนี่ โดยไม่คลาดเคลื่อนจากกายนี้เลย...จบ นี่ ยืนยันได้

ยืนยันมาตั้งแต่พุทธกาลแล้วว่าศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องมือฟาดฟันกับอวิชชาคือความไม่รู้ ...ไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัวนั่นแหละ ทั้งวันน่ะมันอยู่กับความไม่รู้ตัวใช่ไหมเล่า 

นั่นแหละ มันอยู่กับอะไรเป็นที่พึ่งเล่า...อวิชชา  อยู่ใต้อำนาจของอวิชชาทั้งวี่ทั้งวัน ทุกวี่ทุกวัน ทุกชาติทุกภพ ไม่อยู่กับศีลสมาธิปัญญาคือไม่อยู่กับคำว่ารู้ตัว ณ ปัจจุบัน

ตัว...(เสียงสัมผัสกาย)...นี่ตัว รู้คือรู้ นั่นแหละรู้ตัว ถึงเรียกว่ารู้ตัว อยู่กับความรู้ตัว...พอแล้ว ไม่ต้องไปรู้อันอื่น ไม่ต้องไปรู้ตัวอื่น ไม่ต้องไปรู้ตัวนั้น ตัวโน้น ตัวอดีต ตัวอนาคต ตัวในจิต ไม่ต้องไปรู้ตัวนั้น 

เอาตัวนี้ ตัวกายนี้ ตัวปัจจุบันนี้ ...ถ้ามันรู้ในสิ่งเดียว เห็นในสิ่งเดียว มันไม่แจ้งได้อย่างไร หือ


(ต่อแทร็ก 10/17)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น