พระอาจารย์
10/33 (560407B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 เมษายน 2556
พระอาจารย์ – ให้เชื่อไว้เถอะ ของจริงมีอยู่ต่อหน้านี่แหละ
ของดีมีอยู่กับตัวนี่แหละไม่ต้องไปหาของดี ไม่ต้องมาหาเราขอพร ...พรมีกันทุกคนอยู่แล้ว ใช้ไม่เป็นเอง
คือการที่ได้กายนี้มา เป็นพรอันประเสริฐ
ยิ่งกว่าอายุ วรรณะ สุขะ พละอีก ...อายุ วรรณะ
สุขะ พละน่ะ อยากได้พรนี้ไหมล่ะหือ ให้เรา...เรายังไม่เอาเลย
ให้อายุยืนๆ น่ะ กูจะอยู่ไปทำไม
เหนื่อยว่ะ นั่งหายใจนี่ ไม่หายใจเข้าก็ต้องหายใจออก หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ไม่ได้ว่ะ ต้องทำอยู่อย่างนี้ทั้งวี่ทั้งวัน เหนื่อยๆ ...แล้วให้อายุยืนเหรอ
อายุยืนไปพร้อมกับสารพัดโรคน่ะสิ ยิ่งมีอายุมันยิ่งเสื่อม แล้วให้อายุยืนหมื่นๆ ปี ให้จริงยังไม่เอาเลย ...มันก้อนทุกข์กองทุกข์แท้ๆ หนา มันก้อนไฟ กองไฟกองฟืนนะเนี่ย
แล้วมันก็เผาตัวมันเองอยู่ด้วยความเร่าร้อน ...คือลม
ลมหายใจนี่ มันเข้าไปสันดาปกับอุณหภูมิ คือความร้อน ไฟมันไปเผา ...มันเผาอะไร ก็เผาธาตุดิน-น้ำนี่เอง
มันจึงร้อน
คราวนี้ว่าพอถึงวาระสุดท้าย
ไอ้ดินกับไอ้น้ำนี่มันเติมแล้วมันไม่ค่อยรับ มันก็มีแต่ไฟมันเผา ...นั่น เวทนามาแล้ว
ลูกหลานเหลนเวทนามาแล้ว โคตรมาแล้ว
ตอนนี้เขาเรียกว่า
มันยังพอสมดุลกันอยู่...ดินน้ำไฟลม มันจึงไม่ค่อยเร่าร้อนมาก พอบรรเทาอยู่ ...แต่พอให้บรรเทาอยู่นี่ มันก็เลยสบายเลย วางใจเลย ประมาทเลย
ก็ว่า...ไม่เห็นมันเป็นทุกข์เลยกายก้อนนี้
สบายดี ใช้มันไปกินไปเที่ยว พามันไปดูหนังยังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ เพลิน
ไม่เห็นทุกข์เลย ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ตรงไหน กายนี่ เขาว่าทุกข์ มันทุกข์ตรงไหนวะนี่
ก็นั่นน่ะสิ ก็มันไม่ดู มันก็ไม่รู้ไม่เห็น แล้วมันจะทุกข์ตรงไหน
มันจะเห็นว่ามันเป็นทุกข์ได้ยังไง ...แต่อย่าขยับนะ สักชั่วโมงหนึ่ง
เดี๋ยวรู้เอง ...แน่ไหมล่ะว่ามันไม่ทุกข์ ลองดูมั้ย
เห็นมั้ย มันกล้าๆ กลัวๆ
มันละล้าละลัง ...แต่สุดท้ายมันก็จะปัด ฮื้อ ไม่ทุกข์หรอก สุดท้ายมันจะตีขลุมเอาเลย มันตีขลุมเอาเลยนะจิตนี่ มันดื้อดึง แล้วก็มักง่าย
แล้วก็ไร้เหตุผล
ไม่เอาเหตุไม่เอาผลล่ะ
กูจะเชื่ออย่างนี้ ไม่เอาแล้ว จบ ง่ายดี สบายดี ...เออ จะได้เกิดตายง่ายๆ ดี
ไม่ต้องรันนิ่งนัมเบอร์การเกิดการตาย ถามว่าเกิดมาเท่าไหร่ เคยเกิดเป็นอะไร
อย่าถาม...ตอบไม่ถูก
ต้องถามว่า
ไม่เคยเกิดเป็นอะไรดีกว่าไหม ถ้าอย่างนั้นน่ะตอบได้ ...อย่ามาถามว่า
เคยเกิดเป็นอย่างนั้นไหม..ไม่รู้ แต่ถามว่าไม่เคยเกิดเป็นอะไรน่ะ...ไม่มี เป็นหมด กระทั่งกิ้งกือ ไส้เดือน หรือหมา
แล้วไม่ใช่ว่ามันจะไม่เป็นอีกนะ
ใครจะไปรู้ ...ตัวเองยังตอบโจทย์ตัวนี้ไม่ได้ด้วยตัวของจิตเอง แปลว่า มีโอกาส
มีช้อยส์ มีเปอร์เซ็นต์ได้หมดเลย คติที่ไปยังไม่แน่นอน
ก็ต้องให้มันตอบแบบฟังธงในตัวของมันเองว่า
การเกิดและการตายครั้งนี้ของมนุษย์เป็นภพสุดท้าย ...ถึงบอกไงว่า
เมื่อใดที่เป็นคนโดยสมบูรณ์ เมื่อใดที่เป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์
ถ้าเป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อไหร่
จะเข้าใจ และจะตอบแบบไม่อายฟ้าไม่อายดินเลยว่า...ไม่เกิดเป็นคนอีกต่อไป
ไม่ต้องให้ใครพยากรณ์ ไม่รับคำพยากรณ์ด้วย มันจะตอบด้วยตัวของมันเองเลย
เพราะมันไม่สงสัยในความเป็นคนแล้ว
ว่าคืออะไร มันร้อยเปอร์เซ็นต์เลย …คำว่าร้อยเปอร์เซ็นต์นี่ คือทุกๆ องคาพยพ การปรากฏขึ้นแห่งกาย
ทั้งใหญ่และย่อย...ชัด
เหมือนกางมือแล้วเห็นเส้นลายมือกลางแจ้งน่ะ
มันชัดอย่างนี้ ในความเป็นจริงของกาย ไม่มีอะไรมาปกปิดและปิดบัง ไม่มีอะไรมาเคลือบๆ คลุมๆ บังๆ หรือมืดๆ มิดๆ
เลย
อย่าคิดอย่าเชื่อว่าไปรู้แบบอื่น
รู้อย่างอื่น รู้ธรรมอื่น รู้ด้วยวิธีการอื่นๆ ในที่อื่นๆ แล้วมันจะมาช่วยนะ
หรือมาทำให้เร็วขึ้น หรือทำให้เกิดความรู้ที่กว้างไกลขึ้นนะ อย่าเชื่อจิตเหล่านี้นะ
เพราะว่าหน้าที่ของพวกเราต่อไป สำหรับผู้ที่รู้กายเป็นหลักแล้วมันอยู่ตัวกับกายได้โดยธรรมชาติที่มันรู้จักคำว่าพอแล้ว ...สิ่งที่จะเรียนรู้แล้วก็เท่าทัน
แล้วก็ละโดยเด็ดขาด คือจิต
เรียกว่าจบและเด็ดแบบไม่เกรงใจกันเลย...คือทุกดวงจิตที่ปรากฏ
ทุกความคิดที่ปรากฏ ทุกอารมณ์ที่ปรากฏ ...จะต้องหักล้างกัน ณ ทุกอณูของนามธาตุที่ปรากฏ
จากความปรุงขึ้นของจิตเราหรือจิตไม่รู้
ตรงนั้นแหละจึงจะอยู่กับกายใจด้วยความที่ปราศจากความหนักในภพและชาติที่เนื่องด้วยนามขันธ์
หรือนามธาตุ ...เนี่ย นามท่านยังเรียกเป็นธาตุเลย
ถ้ามันขึ้นมาเป็นธาตุแล้วมีการหยั่งยืนยึดได้นี่
หมายความว่าภพในนามนั้นเกิด นี่ แม้แต่นิดนึง ก็ไม่ให้มันมาเกาะเกี่ยว
หรือไปเกาะเกี่ยวกับมัน ...คือมันไม่เกาะเกี่ยวอยู่แล้ว
มีแต่เราน่ะไปเกาะเกี่ยวมัน
แล้วสุดท้ายมันจะเหลือแค่นี้..กาย-ใจ ใจอยู่กับกายอย่างนี้ แล้วนอกนี้ไปไม่มี ไม่มีเคลื่อนออกไปเลย ...มีแต่คำว่าพอดี พอเหมาะ สมควร สมควรแก่ธรรม พอดีแก่ธรรม ...เป็นมัชฌิมา
แล้วก็รักษามัชฌิมาปฏิปทานี้แหละ ไปให้ตลอดสายเลย ตลอดสายจนเรียกว่าทุกขณะ ไม่มีเวลา
นอกกาลเวลา เหนือกาลเวลา ...จึงเรียกว่าอกาลิโก
จึงเรียกว่าเป็นรัตตัญญู
เรียกว่าจิตนี่เกิดที่ไหนดับที่นั้น
แล้วไม่มีแม้กระทั่งรูปนามในจิตสามารถปรากฏขึ้นได้ แม้แต่เท่าหนวดแมว บอกให้ ประมาณนั้นเลย ...รูปนามนี่ถูกเพิกถอนออกหมดจากจิต
เนี่ย ยังคิดว่าจะไปดูอะไร
จะไปหาอะไรมาเป็นตัวช่วย ตัวสนับสนุนอีก ...มีแต่จะละจนไม่เหลือ ละจนสิ้นน่ะ
จนเหลือความจริงเท่าที่มันปรากฏอยู่จริง...มีแค่สองอย่าง
ยังไงก็มีแค่สองอย่างนี่ เหลือแค่สองอย่างนี่จริงๆ ...แล้วก็เป็นสองอย่างที่จริงแบบเป็นอิสระซึ่งกันและกัน
ไม่ข้องแวะเกาะเกี่ยวกัน ต่างอันต่างเป็นเอกเทศต่อกัน
แต่ในลักษณะที่พวกเราอยู่กันนี่
ถึงแม้ว่าจะว่าจิตว่างก็ตาม แล้วมันเห็นว่ามีกายอยู่ ...นี่ เรายังไม่เห็นโยงใย เรายังไม่เห็นโยงใย...ที่มันแอบมีโยงใยอยู่ลึกๆ
ซึ่งภูมิของปัญญาหรือญาณทัสสนะนี่
มันยังไม่สามารถหยั่งถึง คือเห็นแล้วก็ตัด หรือว่าเลาะ หรือว่าแล่ออก ชำแรกออก ...มันจึงมีพันธนาการที่ยังมองไม่เห็น
เพราะนั้นก็อย่าเพิ่งตายใจ อย่าไปวางใจว่า...เฮ้ย
ดูอันอื่นดีกว่า ...นั่น มันจะเริ่มเหาะแล้ว มันจะเหาะไปนิพพานแล้ว ...กะเลยนะ กูเหาะได้นี่ไปเลย
นี่ มันเร็ว
แต่ยังไม่เห็นแม้กระทั่งโยงใยที่มันเกาะเกี่ยว...โดยที่มองดูเหมือนไม่มีอะไรแล้ว นี่ ประมาท ความประมาทก็เข้ามากลืน โมหะเข้ามา ชักใบให้เรือเสีย ...ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน
โดยเข้าใจว่า ไอ้น้ำเข้าลึก ไอ้ศึกเข้าบ้านนั่นน่ะเป็นทูตสันถวไมตรี
ที่จะนำพาความสงบสันติแบบไม่มีประมาณมาให้ ...มันตายกับการทูตอย่างนี้แหละ
หน้านี่ยิ้ม ข้างหลังซ่อนมีดน่ะ
แล้วพวกเรามองไม่เห็นหรอก เล่ห์เหลี่ยมของจิต
เล่ห์เหลี่ยมของจิตสังขารนี่ ในขณะที่ออกไปรู้ออกไปดู ออกไปหา
ออกไปควาน ทั้งหมดนั่นน่ะ...มันเป็นตัวเราของเราระหว่างนั้นทันทีเลย
เพราะเรื่องราวในจิตหรืออาการของจิต ...มันเกิดจากตัวเรา จิตเรา ความไม่รู้ของเรา
มันสร้างขึ้นมาทั้งหมด ...มันเป็นมายาการของอวิชชา
คือคำว่ามายาก็คือมายา
มันไม่มีสภาพ ไร้สภาพ ไร้ตัวตน ไร้ความเป็นเราอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว แต่ไปประคับประคอง
แล้วพยายามดูให้เห็นความเป็นจริงของมันให้ได้ นี่ ทั้งหมดเป็นเรื่องของเราหมดเลย
เห็นมั้ยว่ามันมีเล่ห์เหลี่ยมในการล่อหลอก
ให้เนิ่นช้า ให้ติดข้องไปในทุกระดับขั้นตอนขององค์มรรคนั่นแหละ...ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง
จนถึงที่สุด
ถ้ายังไม่ยืนยันคำนี้...เราถึงบอกว่า
ให้ไปเขียนมอตโต้ไว้ที่ใจนะ เขียนไว้เลย “กาย-ใจๆๆๆ” แล้วอย่าทิ้งมอตโต้นี้
จะยืนเดินนั่งนอนที่ไหนถือป้ายประท้วงไว้ กาย-ใจๆๆๆ
เขากำลังด่า...กายใจๆๆๆ เขากำลังชม..กายใจๆๆๆ ...ไม่มีเลือกเลยนะ
ว่าจะต้อง “กายใจ” ตอนถูกด่า ถ้าเขาชมนี่ไม่ต้องกายใจ ...เออ ต้องทุกกาลเวลา สถานที่
บุคคล ดีร้ายถูกผิด
ต้องอยู่ในฐานนี้ให้ได้
ด้วยความแน่วแน่มั่นคง หรือไม่มีอะไรเลย ก็ยังต้องอยู่ นี่เขาเรียกว่ากำปั้นทุบดิน
ภาวนาแบบกำปั้นทุบดินน่ะ...นั่งตรงนี้ ทุบตรงนี้
(เสียงสัมผัสหนักๆ) เจอดินมั้ย...เจอ
เจอดินก็ขุดดินน่ะ
เจอดินเมื่อไหร่ก็ขุดดินเมื่อนั้น ...ซึ่งดินเป็นที่อยู่ที่ยืนของต้นไม้ที่มีรากอาศัย นี่ ถือว่าเป็นการทำลายระบบรากของต้น ต้นไม้ที่มีปัจจยาการคือการเจริญงอกงามเป็นใบ
เป็นดอก และผล
นั่นแหละคือต้นไม้
คือปัจจยาการแห่งการสืบเนื่องก่อเกิดไม่จบและสิ้น เพราะมันมีการถ่ายทอดพันธุกรรม
สายพันธุ์ ด้วยการออกลูกออกหลาน ใช่ไหม
เพราะนั้นการที่ว่าลงที่ดิน
กำปั้นทุบดินนี่ มันเข้าไปถอนรากถอนโคน เลาะรากแก้วรากแขนง รากฝอย
จนมันยืนต้นตาย นั่น ลูกเต้าหลานเหลน มันจะเกิดได้ไหม...ไม่ได้ เพราะต้นนี้ตายแล้ว
นี่เรียกว่าเหตุ นี่คือเหตุ ...อย่าไปหานอกเหตุ อย่าไปแก้นอกเหตุ
อย่าไปแก้ปลายเหตุ อย่าไปแก้นอกมรรค
อย่าไปแก้เหนือมรรค …เอาแค่มรรค แค่พอดีมรรค คือกายใจปัจจุบัน ศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบัน
ไอ้ที่มันไม่ไปไม่มา
ไอ้ที่มันมาแล้วไม่ไป ไอ้ที่มันไปแล้วมันไม่มานี่ ...เพราะมันสับสนอลหม่านอยู่กับมรรคนี่แหละ
แล้วไม่มั่นคง เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด อาจหาญ กล้าหาญ ที่จะยอมโง่ยอมตายอยู่แค่กายใจ
เฝ้ารู้ดูเห็นมันไปเถอะ ท้อก็ท้อ
เบื่อก็เบื่อ แต่ไม่เลิกดู ไม่เลิกรู้ และไม่เลือกดูกับมัน ไม่เห็นอะไร ไม่ได้อะไร
ไม่ออก ไม่ละ ไม่เลิก เอากันจนตายกันไปข้างหนึ่งน่ะ
คำว่าตายกันไปข้างหนึ่ง คือ
ถ้าขันธ์นี้ไม่ตายหมดอายุขัย จิตก็ตายก่อน ...ดูดิ๊ใครจะตายก่อน
เอากันอย่างงั้นน่ะ นี่ภาวนาที่เรียกว่าอยู่ฟากตาย ...ยังไงก็ต้องตาย แต่ใครจะตายก่อน ดูซิ
ขันธ์ตายก่อน เกิดใหม่..ดูต่อ
จิตตายก่อนขันธ์ตาย สบาย..ไม่เกิด ...นี่ เอากันอย่างนี้ ภาวนานี่อยู่ฟากตายนะ ถ้าไม่ตายไม่เลิกภาวนา
จะภาวนาอย่างนี้ไปจนวันตาย
คืออย่างมากก็กายนี้ตาย...แล้วส่วนมากกายนี้มันจะตายซะก่อนน่ะแหละ ...แต่ตั้งใจให้ใหญ่ไว้ ไม่กลัว ...เกิดใหม่ ทำใหม่
ทำต่อ เออ เอาดิ จนกว่าจิตมันจะตาย ตายลับ ตายดับ
ตายสิ้น ตายเป็นอนันตมหาสุญญตา
ตรงนั้นน่ะ
วางใจได้แล้ว ใจก็จะวางได้โดยปกติแล้ว
คืนสู่สภาพเดิมโดยที่ไม่ต้องมาอยู่ในกรงขังของอวิชชา
คือถูกห่อหุ้มโยงใยด้วยพันธนาการใดพันธนาการหนึ่งขึ้นมา
ก็เพียร อดทน บากบั่น ไม่ท้อ ไม่ขี้บ่น
ไม่หวังพึ่งพิงอะไรนอกจากกายใจของเจ้าของ ...แล้วก็ค่อยๆ ออกจากการพึ่งพาอาศัยภายนอก
ทั้งวัตถุข้าวของ ความคิด อารมณ์ อดีต-อนาคต
ให้สังเกตดูสิ
ถ้านั่งรู้ดูอยู่กับกายนี่ มันจะเห็นเลยว่า...เราหรือจิตนี่
มันยังพึ่งอะไรอีกตั้งหลายอย่าง ทั้งอารมณ์ ความคิด ความมีหน้ามีตา
มีตัวมีตน มีชื่อเสียง มีสถานะ ...มันยังต้องพึ่งอีกตั้งหลายอย่าง
ก็ค่อยๆ ถอนออก ละออก วางออก คลายออก
รามือจากมัน ...ลองออกแล้วก็อยู่โดยที่ไม่พึ่งมันซิ
แล้วก็มาอยู่กับกายใจโดยที่ไม่พึ่งมันซิ อย่างนี้ ลองดู
แล้วมันจะเกิดความเข้มแข็งขึ้น
ด้วยการที่ว่า...กายใจนี้แลเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ
แล้วพึ่งได้จริงๆ ด้วย ...ไม่ใช่แค่เราพูด พระพุทธเจ้าพูด พระอริยสงฆ์พูด
แต่มันพึ่งจริงได้จริงๆ ด้วยปัจจัตตัง มันรู้เองเห็นเอง เป็นสันทิฏฐิโก
ซ้ำลงไป กายใจที่เดิม นั่นแหละ
ไม่มีทางให้เดินแล้ว ปิดประตูตีแมวเลย ...คำว่าไม่มีทางให้เดิน
หมายความว่าไม่มีทางให้จิตนี้เดินออกไปแล้ว...ปิดเลย
อยากเดินเดินในกายนี้
ไม่อนุญาตให้เดินออกนอกกายนี้ ...ไม่ใช่เราสั่ง ตัวทุกคนจะต้องสั่งจิตตัวเองให้ได้ เดินได้..แต่ห้ามเดินออกนอกกาย ให้มันเดินขึ้นเดินลงไปตามเหตุแห่งกายที่ปรากฏ
เป็นครั้งเป็นคราว
เนี่ย ลมพัดทีกระทบผิวหนัง
มันเกิดอาการเย็นบ้าง ร้อนบ้าง ...ในเย็น ในร้อน ในอ่อน ในเบา ในหนักนี่ ...มันมี “เรา” มั้ย มันมีชื่อมั้ย
มันเป็นใครมั้ย มันบอกว่ามันเป็นของใครมั้ยเนี่ย ดูสิ
นี่คือการใคร่ครวญอยู่ในธรรม ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันกาย ...อย่าเบื่อที่จะเห็นแล้วเห็นเล่า
เห็นแล้วเห็นอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนจิตนี่มันหมดคำพูดเลยน่ะ ไม่รู้จะเอาอะไรมาเถียงก้อนกายนี้เลยว่าเป็นเรา
ทั้งในแง่ใดแง่หนึ่ง
ถ้าไม่เริ่มที่จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้น การภาวนานี่ จะไม่เกิดมรรคและผลได้เลย ...เพราะว่ามรรคและผลแรกที่จะปรากฏเกิดขึ้น ก็คือความละเลิกเพิกถอน
หลุดและพ้นจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส
ถ้าไม่ละเลิกเพิกถอนจากความเป็นเรา
ตัวเรา...ของกายนี้ออก ...นั่น ทำไปเหอะ ทุกอย่างเป็นของเราหมด ดีใจเสียใจ
แล้วธรรมที่ได้ก็จะเป็นเรื่องของเราหมด แล้วก็จะมีเราเป็นผู้ค้นและผู้หาต่อไป
ไม่หยุดและยั้ง
เพราะนั้นการที่มาได้ยินได้ฟัง...ทั้งคนใหม่ ทั้งคนเก่า คนเคยมาและคนไม่เคยมา ฟังได้เหมือนกัน เพราะเป็นยาขวดเดียวกัน
รักษาโรคเดียวกันก็คือโรคกิเลส
เพราะนั้น ยามีตัวเดียว
ยาตัวนี้กินแล้วตาย...กิเลสตาย ...แต่คราวนี้ว่า กินเองนะ ยื่นขวดให้แล้ว ก็เปิดกินซะบ้าง แล้วเวลากินก็เขย่าขวดซะ มันจะได้ออกฤทธิ์เร็วๆ
เอ้า พอแล้ว เอาพอเข้าใจ นี่
มีอะไรมั้ย...มีปัญหากับเรามั้ย (หัวเราะ) ใครมีปัญหา นี่ ถามแบบนักเลง ใครมีปัญหา
โยม – (หัวเราะ) จะมาบ่อยๆ ค่ะ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ
ไอ้ที่เล่ามานั่นแหละ ก็ทำอย่างนั้นแหละ ให้มันเห็นอย่างนั้นแหละ พอแล้ว พอดีแล้ว
ควรแล้ว ...เห็นมากเห็นน้อยกว่านี้น่ะมันเกินควร มันเกินจริง
(ต่อแทร็ก 10/34)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น