วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/37 (1)


พระอาจารย์
10/37 (560412C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 เมษายน 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  (ถามโยมคนเดิม) ยังง่วงรึเปล่า

โยม –  ไม่ค่ะ


พระอาจารย์ –  มันหายไปไหน

โยม –  ไม่ทราบค่ะ


พระอาจารย์ –  นั่น หายคือหาย ...เรียกให้มันง่วงใหม่สิ สั่งให้มันง่วงซิ ...แล้วจะมาบอกว่า “เราง่วง” ได้ยังไง ...ง่วงก็เป็นง่วง เรื่องของมัน ดับไปแล้วก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ไม่ใช่ของเรานี่

ถ้ามันเป็นของเรา เราก็ตายไปแล้วสิ  ก็นี่ง่วงมันตายไปแล้วนี่ หือ ...แต่เวลาง่วงขึ้นมาก็ว่างเราง่วง ว่าความง่วงนี่เป็นของเรา แล้วมันดูเหมือนสูญเสียอะไรไปไหมเราน่ะ

ทบทวน...อยู่ภายในนี้ อะไรที่มันเนื่องจากนี้ไปนี่ อย่าไปให้ความสำคัญมั่นหมาย ให้ทบทวนอยู่ที่นี้ ก้อนนี้ ...เพื่ออะไร อยากเห็นหน้าตาของเราจริงๆ มันมายังไง มันอยู่ที่ไหนกันแน่

มันว่ากายนี้เป็นตัวของเรานี่หือ มันอยู่ตรงไหนกันแน่ ในเส้นผม ในลูกตา ในหู ในจมูก ในลิ้น ในปาก ในเนื้อในตัว ในหน้าในตา ...ส่วนมากมันว่าหน้าตาของเรานี่ มันอยู่ในหน้าตรงไหน

เอาจนมันไม่เห็น มันไม่สามารถรับได้ว่ามี "เรา" อยู่ในกายนี้น่ะ ...มันเป็นแค่คำกล่าวอ้างขึ้นลอยๆ ของจิตผู้ไม่รู้ ที่เรียกว่าอวิชชาปัจจยาสังขารา...คือจิตสังขาร

แล้วจิตสังขารมันจึงปรุงกายสังขารขึ้นมา คือ “กายเรา” นั่นเอง ...เพราะนั้นตัว “กายเรา” ก็คือกายสังขาร คือกายปรุงแต่งจากจิตผู้ไม่รู้โดยมีโคตรเหง้าคืออวิชชา นั่นน่ะคือ “กายเรา” นั่นน่ะคือคำว่า “ตัวเรา” น่ะ

แล้วตัวกาย...กับตัวเราน่ะะ ดูซิ มันคนละตัวกันยังไง ...ตัวกายคือตัวไหน ตัวแข็ง ตัวนิ่ง ตัวหนัก ตัวไหว ตัวอุ่น ตัวอ้าว ตัวตึง ตัวปวด ตัวขยับ ...นี่คือตัวกาย...ไม่ใช่ “ตัวเรา”

ถ้า “ตัวเรา” คือตัวที่จิตมันสร้าง แล้วก็สร้างตัวขึ้นมาลอยๆ ว่าไอ้ตัวลอยๆ นั่นเป็นตัวของเรา ในความคิดความจำ แล้วมันมั่ว...เอาตัวเรานั้นกับไอ้ตัวกายนี้มาเป็นตัวเดียวกัน ...นี่ โง่  นี่ มั่ว

นี่เขาเรียกว่าคละเคล้า หรือว่าเข้ามาครอบครองถือครองแบบหน้าด้านๆ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ...แล้วนี่เองเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ สร้างทุกข์ให้ไม่จบสิ้น พาตัวกายนี่ไปก่อร่างสร้างกุศลบ้าง อกุศลบ้าง

ก็เกิดวิบาก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทั้งเบียดเบียนตัวเองและเบียดเบียนผู้อื่น แล้วก็ไปให้ผู้อื่นเขาเบียดเบียน ...เหล่านี้เรียกว่าเป็นสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์

คือถ้ามันเข้าใจกระบวนการและเห็นกระบวนการนี้ แล้วมันจะตัดตรงกระบวนการไหน มันจะรู้เอง...ที่มันจะไม่เป็นกระบวนการไปสร้างเสริมสนับสนุนให้เกิดสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์สืบต่อเนื่องไม่ขาดสาย

จึงว่าให้รู้กายเข้าไว้ รู้ตัวเข้าไว้...เพื่อให้มันชัดเจน ในความเป็นกายตัวจริง ...ไม่ใช่กายตัวเท็จ หรือตัวหลอก หรือตัวเรา หรือตัวตนในความคิด ในอดีต-อนาคต

แล้วมันยังมีตัวเราในปัจจุบันด้วย...ที่มันกลมกลืนกันอยู่  ที่มันยังมาหมายว่าตัวนี้ยังเป็นตัวเรานั่ง ไม่ปล่อยวาง ไม่ยอมรามือ ...นี่คือความดื้อด้านของจิต มันยังเถียงแบบหน้าด้านๆ

นี่แปลว่า สติสมาธิปัญญาอ่อน ด้อย น้อย กำลังไม่มี ...เพราะอะไร ...มันถือตัว มันถือดี มันอวดดี มันครอบครองกายนี้เป็นอเนกชาติว่าเป็นตัวเราของเรา ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมรามือง่ายๆ หรอก

แต่พวกเราพอมาเริ่มปฏิบัติ มันดูได้นิดๆ หน่อยๆ ก็บอก “พักก่อนๆ รอก่อน เดี๋ยวค่อยทำ” ...เนี่ย เขาเรียกว่าพักการพิพากษา พักการพิจารณาคดี..ตลอดเวลา

พอมาเริ่มจะพิจารณาคดี...จับเป็นประเด็นขึ้นมา นี่ เรียกว่าสติในปัจจุบัน จับประเด็นขึ้นมา ตั้งขึ้นโรงศาลมา เพื่อจำแนก เพื่อวิจยธรรม เพื่อค้นคว้า เพื่อไตร่ตรอง เพื่อโยนิโส เพื่อความแยบคาย

นี่ เพื่อเอาเท็จเอาจริง ตีแผ่ความจริงออกมา ...มันกลับผัดวันประกันพรุ่งแล้วก็ขี้เกียจ ทำได้ปล๊อบๆ แปล๊บๆ ไม่เอาแล้ว เหนื่อย เซ็ง ...เหมือนเราไปนั่งฟังศาลพิพากษาถามไปถามมา...หลับเลย

มันน่าเบื่อ ไม่เห็นได้อะไร ไม่มีประโยชน์ ...มันจะว่าอย่างนั้น แรกๆ อ่ะนะ  เพราะมันยังหาความจริงไม่เจอน่ะ อยู่ในระหว่างการค้นหา ...มันก็จะลุกหนีอยู่เรื่อยน่ะ สันดานเดิม

ไอ้การลุกหนี นี่สันดานเดิมของจิตนะ ที่มันคุ้นเคยที่จะเถลไถลน่ะ หรือว่าเพลิดเพลินหลงใหล ลุ่มหลงไปมาในโลก ในอดีต ในอนาคต ในความสุขในอดีต ในความสุขในอนาคตที่จะได้ ที่เราจะได้ครอง

นี่ ยังไงๆ ก็ยังมี “เรา” อยู่ ไม่หายไปไหนหรอก ...เพราะว่าความจริงยังไม่ถูกเปิดเผย มันก็ยังสวมหน้ากากลอยหน้าลอยตาอยู่ในโลก แปดพันล้านคนในโลก ใส่หน้ากากของ “เรา” หมดเลย

แต่ถ้าบุคคลนั้นน่ะ ขึ้นศาลว่าความแบบไม่ท้อถอย ...เอาจนจิตนี่มันโป้ปดมดเท็จไม่ได้ โกหกไม่ได้ จับได้ไล่ทันหมดเลย ...ไม่มีแขนไม่มีขาของเรา ไม่มียืนเดินนั่งนอนเป็นเรา

ไม่มีเราเห็น ไม่มีเราได้ยิน ไม่มีเรากิน ไม่มีเราได้กลิ่น ไม่มีเราได้รสชาตินั้น...ไม่มี “เรา” ...นี่ มันจับได้ไล่ทัน ...จิตจะมาว่า เอ๊ะ นี่เราอร่อยนะ ว่าเราได้กินนะ ว่าเราเห็นนะ ว่าเราได้ยินเขาพูดนะ...ไม่มี

มีแต่หู มีแต่เสียง มีแต่รู้ มีแต่คลื่นเสียงมากระทบแก้วหู...แล้วก็รู้ แล้วก็ดับ คลื่นเสียงนั้นก็ดับไป ...มันมีตรงไหน ส่วนไหนเป็นเรา หือ แม้ในการกิน ในการดื่ม ก็มีแต่น้ำ ก็มีแต่ข้าวปลาอาหาร 

นั่นก็มีแต่รสชาติที่มันมากระทบสัมผัสลิ้น แล้วก็มีความรู้สึกปรากฏขึ้น แล้วก็หายไป  มันมีเราตรงไหนในลิ้นในรสในอาหาร ...เนี่ย มันจับได้ไล่ทันนี่ 

มันจะมาเอ๊อะ มันจะมาครอบงำ มันจะมาบอกว่า...เฮ้ย เราอร่อย แน่ะๆ โกหกน่ะนี่ หน้าด้าน ...ไม่เชื่อ  นี่ทบทวนกัน นี่เขาเรียกว่าไต่สวนมูลฟ้องอยู่ตลอด

มันจะมาอ้างๆ ข้างๆ คูๆ แล้วก็มาถือกรรมสิทธิ์ ว่าเป็นของเรานะ ที่ดินแปลงนี้โฉนดแปลงนี้บ้านหลังนี้ รถคันนี้ เป็นของเรานะ มันจะมาถือกรรมสิทธิ์ ...เอาอะไรมายืนยัน

โกหกได้สามโลกธาตุ แต่โกหกศาลกับผู้พิพากษาคือศีลสมาธิปัญญาไม่ได้ เพราะนี่คือผู้ที่เที่ยงตรงที่สุด...ตรงต่อธรรม ไม่มีนอกไม่มีใน ไม่มีใครมาติดสินบนได้

นี่เที่ยงตรงๆ เป็นผู้พิพากษาที่เที่ยงตรง ไม่มีอะไรเที่ยงตรงกว่ามรรคแล้ว มัชฌิมาปฏิปทานี่ ไม่มีอะไรแล้วมาเที่ยงตรงต่อศีลสมาธิปัญญากว่านี้แล้ว

นอกนั้นมันจะตกในภาวะที่ลำเอียง จิตน่ะลำเอียง เพราะมีความเห็น เพราะมีเรา ...ถ้ามีความเห็นถ้ามีเราเมื่อไหร่...ลำเอียง  โกรธบ้าง กลัวบ้าง รักบ้าง ชอบบ้าง ชังบ้าง ...ลำเอียง

แต่ศาลสถิตยุติธรรม ศาลศีลสมาธิปัญญานี่...ไม่มีคำว่าลำเอียง  ตรงไปตรงมา ตรงต่อธรรมทั้งหลายทั้งปวง ตรงต่อทุกสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน

แล้วว่าความกันไปแบบน้ำๆ เนื้อๆ ...น้ำเป็นน้ำ เนื้อเป็นเนื้อ  ไม้เป็นไม้ นกเป็นนก ไม่มีไม้เป็นนก ไม่มีนกเป็นไม้  ...จิตน่ะชี้ไม้เป็นนก ชี้นกเป็นไม้...โกหก

แล้วยังหลงมันอีก ยังเชื่อมันอีก แล้วก็ไม่ไต่สวนทวนความด้วยนะ ...มักง่าย เอาสบาย เอาแต่ความว่าเราสบาย สะดวกสบาย ง่ายๆ ว่า “เดี๋ยวมันก็หมดไปเองน่ะ”

แต่มันไม่หมดนะ ตายแล้วก็ยังไม่หมด  มันไม่จบ มันหาความจบไม่ได้ ...แต่จิตมันก็บอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวมันก็แล้วไป หมดไป” ...ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นน่ะ ตายก็ยังไม่จบ...มาเกิดใหม่

เพราะมนุษย์นี่ไม่มีวันตาย ไม่มีใครตายจริงหรอก ไม่ต้องไปร้องไห้เสียใจเมื่อพ่อตาย แม่ตาย เพื่อนตาย คนรักตาย คนเกลียดตาย ...มันแปลงร่าง มันเปลี่ยนสภาพ เดี๋ยวมันก็หวนคืนมา 

แต่ว่าเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เปลี่ยนขวด เปลี่ยนโหล เปลี่ยนฉลาก เปลี่ยนยี่ห้อ เปลี่ยนได้หมด ...แต่เหล้าเหมือนเดิม รสชาติเดิม ...ไม่ต้องกลัวว่าพลัดพรากจากกัน  

ท่านถึงบอก...การพลัดพรากจากกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรเสียหายหรอก เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ ...เดี๋ยวก็กลับมาเจอกันอีก แล้วก็พลัดพรากอีก แล้วก็เจอกันอีก แล้วก็พลัดพรากกันอีก 

ต่อให้ร้องไห้น้ำตาท่วมภูเขา มันก็อยู่ในอาการนี้ ...นี่คือโลก ไม่มีดีกว่านี้ แล้วก็ไม่มีแย่กว่านี้ด้วย มันเป็นอย่างนี้ เป็นธรรมดา ...จะมาร้องไห้ทำไม จะมาเสียใจอะไรกับมัน มันเป็นเรื่องธรรมดา

มีแต่พระอริยะพระอรหันต์น่ะไม่ธรรมดา ตายแล้วไม่ธรรมดา ...เพราะตายจริงๆ  ไม่สับปลับ ไม่กลับกลอก ตายแล้วตายลับ ตายแล้วตายเลย ตายแล้วไม่ฟื้น ตายแล้วไม่เกิด ...นี่เรียกว่าตายจริง

ไม่ใช่ตายหลอกๆ ไปงานศพกันหลอกๆ เผากันหลอกๆ ร้องไห้กันหลอกๆ ...เออ เดี๋ยวมันก็มาตายให้เห็นกันใหม่ เหมือนซีดีเหมือนเทปที่รีเวิร์สไปมาอยู่อย่างนั้นน่ะ

เพราะนั้น การที่จะออกจากความวนเวียนซ้ำซากเหล่านี้ ....มันต้องขยันขันแข็ง อดทน ฝืน ทบทวน ไต่สวนมูลฟ้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา ...นี่ ใครเดิน...อย่ามาอ้างสุ่มสี่สุ่มห้านะ ว่าหนู ฉัน ผม เดินอยู่ 

อย่ามาอ้างนะ จิตอย่ามาอ้างลอยๆ นะ ...ดูลงไป จริงๆ จังๆ ดูสิว่ามันเป็นแค่ความรู้สึกในการก้าวการย่างเฉยๆ แค่นั้นเองรึเปล่า มันเป็นเท่านี้จริงๆ รึเปล่า ไม่มีอะไรเกินจากนี้ออกไปเลยที่เขาแสดง

นี่ต้องไต่สวนมูลฟ้องอยู่ตลอด ...ไม่อย่างนั้นน่ะ มันจะมาถืออ้างแบบข้างๆ คูๆ มาครอบครองถือครองกรรมสิทธิ์ในขันธ์นี้ว่าเป็นเรา...หน้าด้านๆ เลยนะ ไม่มีเหตุผล

มันไม่มีเหตุไม่มีผลเลยนะ แล้วก็เชื่ออย่างเดียว นี่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ ที่เรียกว่าเป็นทิฏฐิสวะ ที่มันฝังอยู่ในอาสวะ มันเป็นทิฏฐิที่ก่อให้เกิดมนาสวะ ภวาสวะ กามสวะ

คือเรียกว่ามันฝังแบบเหมือนน้ำกับสีน้ำน่ะ แยกไม่ออก แทบจะแยกไม่ออกเลย...กายกับเรา เรากับกายนี่ มันแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน...แนบสนิทแบบไม่มีรอยต่อน่ะ...มันดูเหมือนไม่มี หารอยต่อไม่เจอน่ะ 

กว่าจะเจอหรือได้เจอ ...นี่ มันจะเจอรอยต่อนี้ ต่อเมื่อทุกท่านทั้งหลายอยู่ในองค์มรรค จึงจะเห็นรอยต่อของกายใจ ของขันธ์กับรู้  และจะเห็นว่าตัวไหนที่มันเป็นตัวเชื่อมประสาน...ก็จิตเรานั่นเอง หรือตัวเรา

นี่ พูดไว้ก่อน แล้วไปทำเอาเอง แล้วมันจึงจำแนกแยกออกมา...จนไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลยขันธ์นี้ ...แต่ตอนนี้มันยังสมานรวมเป็นตัวเราแบบแข็งแกร่ง

แล้วมีตัวอย่างนี้ หน้าตาอย่างนี้ ผิวพรรณอย่างนี้ แล้วอยู่ในสถานภาพอย่างนี้ อยู่ในประเทศนี้ ที่นี้ จังหวัดนี้ ทำงานอย่างนี้ อายุประมาณนี้ ...นี่ มันอยู่ในสถานะที่แนบแน่น เที่ยงเลยใช่มั้ย...เราน่ะ


(ต่อแทร็ก 10/37  ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น