พระอาจารย์
10/35 (560412A)
12 เมษายน 2556
พระอาจารย์ – ดูกาย ดูจิต ...จิตน่ะไม่ต้องดูมันก็เห็น กายน่ะไม่ดูมันไม่เห็น ...ถ้าดูกายแล้วก็จะเห็นจิต แต่ถ้าดูจิตแล้วไม่เห็นกาย ...ถ้าพูดถึงว่าความเป็นจริงน่ะ
ไม่มีอะไรจริงเกินกาย เป็นสิ่งที่ลบล้างไม่ได้
แต่จิตน่ะเป็นสิ่งที่ลบล้างได้ด้วยความรู้ เมื่อมันมีความรู้เกิดขึ้นแล้ว
จิตนี่ถูกลบล้างหมด ...เพราะว่า ต้นตอต้นเหตุของจิตน่ะมันเกิดจากความไม่รู้
ท่านจึงเรียกว่า อวิชชาปัจจยาสังขารา
เพราะนั้นเมื่อปัญญาเกิดความรู้จนแจ้งแล้วนี่
อวิชชาดับแล้ว จิตก็ดับ จิตสังขารก็ดับ จิตปรุงแต่งก็ดับ ...แต่กายนี่ยังอยู่ ยังเกิดดับ..เกิดดับต่อเนื่องไป จนหมดอายุขัย
นั่น ถ้าจิตมันมาเห็นกาย
รู้กายตามความเป็นจริงแล้วนี่
มันก็จะเกิดความเบาบางจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่นไปเอง
นี่ เวลามันมีเหตุการณ์อะไรรุนแรง เกิดกิเลสอะไรที่มันกลุ้มรุม
ถาโถม ถั่งโถมขึ้นมา แก้กันยังไง ...ไปดูมันเหรอ หาอุบายพัลวันพัลเกกันไปหมด ไปค้น ควานหาความรู้มากมาย ที่จะทำ
ไม่สงบ...ไม่ยอม
มันก็ไม่สามารถจะละ หรือทำให้ทุเลาเบาบางได้ นั่นน่ะ เพราะนั้นความรู้มากมายช่วยไม่ได้
เวลาเกิดเรื่องเกิดราว ยิ่งคิดยิ่งปรุง..ยิ่งฟุ้ง มันจับแพะชนแกะได้หมดน่ะ
แต่ความรู้เดียวนี่แก้ได้
ที่บอกว่าความรู้เดียว ความรู้เป็นหนึ่ง นี่คือจับจิตมารู้ที่กายที่เดียวนี่
แก้ได้หมด ไม่ต้องใช้อุบายเลย ...ให้มันรู้อยู่ที่เดียวที่กาย ไม่ต้องไปคิดหาอุบายวิธี
ไม่ต้องไปคิดว่าจะทำยังไงดีมันถึงจะหายโกรธ หายหงุดหงิด
หายฟุ้งซ่าน หายเอาถูกเอาผิด หายกล่าวโทษ หายคับข้อง หายอึดอัด คิดนั่นคิดนี่
เคยทำอย่างนั้นแล้วได้ผล เคยทำอย่างนี้แล้วจิตมันคลายมันหาย ...นี่ฟุ้งซ่าน
และถ้าไปดูจิตมันดูได้ยังไง มันไม่หายหรอก ...ก็มันดูไม่เป็น ดูไม่เป็นก็ไม่หาย เพราะทุกจิตน่ะมันเป็นเราหมด ทุกอาการ
ทุกอารมณ์ในจิตน่ะเป็นเราหมด เป็นเรื่องของเราหมด แล้วก็เรื่องของเขา ...ไม่เราก็เขา
แต่ถ้าใช้สตินี่ระลึก
แล้วก็รู้อยู่ที่เดียว คือที่กายตามความเป็นจริง กายปัจจุบัน หรือกายศีล
หรือว่าก้อนศีล ...เนี่ย
ถึงเรียกว่าจิตมันหยุดด้วยการสำรวมอยู่ในศีล
ศีลก็จะรักษาใจ ศีลก็จะรักษาจิต ...ไม่ต้องมีอุบายอะไรเลย ไม่ต้องใช้อุบาย ไม่ต้องมาพุทโธอะไรเลย ...กลับมาสูดลมหายใจเข้าออก ดูอิริยาบถ
ยืนเดินนั่งนอน เย็นร้อนอ่อนแข็ง
เหมือนให้จิตมันมาสำรวมอยู่ในศีล นี่ ศีลจะรักษาใจให้เกิดความสงบ ออกจากความปรุงแต่งจากกิเลส ออกจากจิตที่มันปรุงกิเลสขึ้นมาเองน่ะ
แต่ถ้าไปดู ไปจดจ่ออยู่กับมัน
อยู่กับจิต อยู่กับอารมณ์ในจิต อยู่กับกิเลส ...มันจะเกิดความหงุดหงิดรำคาญ
ไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นไปดั่งที่คาด ไม่เป็นไปดั่งที่หวัง
เพราะมันจะมีเราเป็นผู้ดูอยู่ตลอดเวลา ...ดูไปดูมา มันไม่สบสมประสงค์ของเรา มันก็จะหาวิธีเข้าไปแทรกแซงจิต อารมณ์ในจิต
กิเลสในจิต โดยเข้าใจว่าทั้งหมดน่ะเป็นเรื่องราวของเรา...เราต้องแก้
เพราะนั้นไอ้การที่จะตั้งมั่นแล้วก็ดูจิตเฉยๆ
นี่ ไม่มีหรอก พวกเราไม่มีใครทำได้หรอก...ทำได้ก็ทำไม่ได้ทุกครั้ง
เพราะมันจะไม่มีฐานของสมาธิตั้งมั่นได้เลย ตั้งมั่นได้ยาก
ถ้าไม่ใช่ระดับของผู้ที่ฝึกฝนอบรมมาอย่างเคร่งครัดจริงๆ
สามารถจำแนกแยกธาตุแยกขันธ์ แยกกายแยกจิต แยกจิตแยกใจ แยกใจแยกขันธ์
แยกธาตุแยกรู้ได้ชัดเจนแล้วน่ะ ไม่อย่างนั้น มันไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของจิตหรอก
เพราะเรื่องราวในจิตนี่จะมีความเป็นเราอยู่ตลอด ...เหมือนเรานั่งอยู่หน้าบ่อน้ำ
แล้วก็ดูเงาในน้ำ ดูไปดูมา
มันก็เอาหัวไปแช่น้ำซะเลย ...เพราะเงากับตัวเรานี่มันเหมือนกัน
นั่น มันเข้าไปเกลือกกลั้ว
ด้วยความเจตนาใดเจตนาหนึ่ง ...ทั้งๆ ที่ว่าน้ำคือน้ำ เงาคือเงา แต่มันมีเงาในน้ำขึ้นมาเพราะมีเรา เพราะมีจิตมันสร้างความเป็นเรา มันก็เลยสะท้อนเป็นเงาขึ้นมา
เพราะนั้นเงาในน้ำนี่
ดูเหมือนมันมีชีวิต มันดิ้นได้ มันแสดงอาการต่างๆ มีอารมณ์ ...แต่จริงๆ มันเป็นเงาของเราในน้ำ ...เพราะนั้นดูไปดูมานี่
มันจะไม่เห็นว่าจิตมันเป็นเส้นน้ำ ไม่ใช่เงา
มันก็จะหมายเอาเรื่องราวของเรานี้เป็นตัวเราหมด เป็นเรื่องของเรา
ทีละเล็กทีละน้อยด้วยความไม่รู้ตัว ...เพราะอนุสัยสันดานนี่ มันเชื่อความเป็นเราในอดีต มันเชื่อความเป็นเราในอนาคต
มันเชื่อว่ามีจริง
มันเชื่อความเป็นเราเป็นเขา ความเป็นบุคคล...โดยสันดานมันเชื่อ เชื่อแบบหัวยันฝา
เรียกว่าเชื่อด้วยความดื้อด้านดื้อดึง ...มันเป็นความหมักหมม
แต่ถ้าเรารู้ทันอาการมัน แล้วก็ละ...ละหมายความว่า
ไม่ใช่ไปทำให้มันดับ การวางอาการ ไม่ได้หมายความว่ามันจะว่าง ละแล้วจะดับ
วางแล้วจะว่าง
คำว่าละคำว่าวางจิตน่ะ
เห็นจิตรู้จิตแล้วก็วางจิตละจิต หรือว่าวางอาการในจิต อารมณ์ในจิต หรือว่ากิเลสในจิตก็เรียกว่าธรรมารมณ์ ก็รู้เห็นแล้วก็ละวาง
คำว่าละวางก็หมายความว่า
ถอนออกจากอาการ ถอนจากอาการที่เข้าไปยุ่งขิงกับมัน เหมือนกับวางมือ
ไม่ยื่นมือเข้าไป ไม่ไปเอาดีเอาร้าย เอาถูกเอาผิดกับมัน
นี่ แค่การละวางอาการของจิต หรือละวางจิตนี่ ก็หมายถึงทำความเป็นกลางกับจิต ...แต่ถ้าไปจดจ่อดูมันน่ะ มันไม่กลางหรอก...เพราะมันจะไปมีเป้าหมาย เพื่อจะให้มันเป็นยังไงอย่างใดอย่างหนึ่ง
นี่มันไม่เรียกว่าละวาง
ไม่เรียกว่าเป็นกลาง ...ถ้าเป็นกลางหมายความว่า ดับก็ช่าง
อยู่ก็ช่าง มากก็ช่าง น้อยก็ช่าง หายไปก็ช่าง เกิดขึ้นใหม่ก็ช่าง ...อย่างนี้เรียกว่าเป็นกลางกับจิต
หรืออารมณ์ในจิต หรือกิเลสในจิต
เพราะนั้นถ้าบอกให้ละจิต วางจิตนี่ ถ้าพูดตามภาษานี่ ฟังดูเหมือนง่าย ...แต่ส่วนมากทำไม่ได้ ให้ไปทำจริงๆ มันทำไม่ได้
อดไม่ได้ มันก็จะเข้าไปจดจ้องจดจ่อ เพราะมันไม่หายไปไหน
ยังไงมันก็อดเข้าไปหมายมั่นในอาการในอารมณ์ของจิตไม่ได้
อดไม่ได้ที่จะเข้าไปหมายมั่นว่า จะให้มันเป็นยังไงดี
หรือจะให้เกิดผลอย่างไรดีตามมาจากการดู การรู้ การเห็น
เพราะนั้นว่า มันถึงต้องมีหลัก
หรือมันต้องมีที่อยู่ของสติ หรือว่าที่ตั้ง หรือว่าฐาน
ที่มันจะต้องหยุดแล้วมันอยู่ตรงนั้น เพื่อจะให้มันไม่เข้าไปข้องแวะ หลังจากการปล่อยวางแล้ว
มันจะไม่เข้าไปข้องแวะอีก
หรือมันเข้าไปข้องแวะอีกก็ถอยออกมาอีก แล้วมันมาหยุด มันมาอยู่...มีที่หมายที่ระลึกรู้อยู่ ตรงเนี้ย ที่ว่ากายเป็นฐาน
ที่จะต้องระลึกแล้วก็รู้อยู่ตรงนี้
เพราะว่ากายนี่ ทำไมถึงว่าต้องมาลงที่กาย ...เพราะกายมันเป็นกลางโดยธรรมชาติ ตรงไปตรงมาอยู่อย่างนั้นน่ะ เมื่อมาหยุดอยู่ที่กายปัจจุบัน ก็เป็นกลางอยู่กับกายปัจจุบัน
แต่มันจะมีอีกจิตที่มันไม่ยอมเป็นกลางกับจิต กับกิเลส ...ถึงบอกว่าต้องเท่าทันมัน เดี๋ยวก็เอาอีกแล้วๆ เดี๋ยวก็จะไปข้องแวะกับมันอีกแล้ว
เดี๋ยวก็จะไปค้นหามันอีกแล้ว เดี๋ยวก็จะไปจดจ้องจดจ่อกับมันอีกแล้ว
นี่เขาเรียกว่าต้องเท่าทัน เอาอีกแล้ว...ก็ไม่เอา ถอยออก ให้อยู่ในแค่อาการเห็นว่ามันยังมีอยู่ ยังมากอยู่ ยังน้อยอยู่ ...แต่ว่าการรู้อยู่ต้องชัดอยู่ในกาย
เป็นฐาน เป็นเมน ...เหมือนเป็นโฟลเดอร์ในคอมน่ะ
ไม่ใช่ไปอยู่ในซับโฟลเดอร์ เพราะถ้าเป็นซับโฟล์เดอร์นี่ ไม่จบ มันเยอะ ...ไอ้ตัวซับ มันซ้อนอยู่ในนี้
แล้วจะไปไล่เปิดในซับในซับในซับนี่ มันไม่มีคำว่าจบนะ ตัวนี้ปิด..ตัวนั้นเปิดๆๆ
มันก็มีซ้อนๆๆๆ จิตซ้อนๆ
อารมณ์ซ้อนในจิต รูปคนนั้นเกิดรูปคนนี้ดับ การกระทำของคนนั้นคนนี้
การกระทำของตัวเอง ...มันจะซ้อนๆๆ เป็นซับอยู่ในนั้น ซับซ้อน
มีความซับซ้อนมากมายมหาศาล
แต่ถ้ามาลงที่โฟลเดอร์ใหญ่
ไม่ต้องไปสนใจซับ ทำความเป็นกลางกับกายเป็นหลักไว้ นี่ ถ้ามันเข้าใจ
เป็นกลางกับกาย มันเข้าใจความเป็นกลางที่แท้จริง คือมันเข้าไปลบโฟลเดอร์ใหญ่
ถ้าถามว่าลบโฟลเดอร์ใหญ่นี้
ซับโฟลเดอร์มันจะเหลือไหม นั่น หายไปทั้งไดร์ฟน่ะไดร์ฟซี เหลือไดร์ฟเอ..กายใจ
มีอยู่สองอย่างเท่านั้นเอง ที่มันขับเคลื่อนชีวิตหรือวงจร
เพราะนั้นถ้าไดร์ฟซีมันหายนี่
เหมือนระบบปฏิบัติการทั้งหมดนี่หยุดหมดเลยนะ โอปะเรเตอร์ ออปเปอเรชั่น
ไม่ว่าแอปเปิลหรือวินโดว์เสร็จ มันเดินเครื่องไม่ได้แล้ว มันโดนลบไปแล้ว
ทำไมถึงบอกต้องลบตรงนี้ ...เพราะถ้าไปไล่ลบซับโฟลเดอร์นะ มันก็ลบบ้างไม่ลบบ้าง เพิ่มบ้าง เดี๋ยวลบเดี๋ยวเพิ่ม แล้วก็ส่วนมากจะเพิ่มมากกว่าลบ ใช่มั้ย
ถ้าตอบได้ว่า รู้มากกว่าหลงน่ะ โอเค..ลบ ...แต่ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบได้ว่าหลงมากกว่ารู้ นั่นน่ะเพิ่ม
ยั้วเยี้ย ยุ่บยั่บไปหมดน่ะ มันก็ซ้อนๆๆ ซับซ้อน จนเออเร่อ
เออเร่อแล้วค้นหาไม่เจอด้วยว่ามันเออเร่อจุดไหน
ไปหาช่าง ช่างก็ฟอร์แมทโฟลเดอร์ทิ้งไป ลบชั่วคราว ฟอร์แมทแล้วก็กลับมาทำงานต่อ..หลงมากกว่ารู้ นั่นน่ะทำงานของมัน จนกว่าจะเออเร่ออีก
ต่อให้แอนตี้ไวรัส ติดเข้าไปเถอะ
คุมไม่อยู่หรอก ...มันมีไวรัสตัวใหม่ๆ เยอะแยะไปหมด ที่เข้ามาเกาะกุมเกาะกิน
แล้วก็ตัวคนเล่นเองก็เรียกร้อง เข้าไปค้นคว้าหามัน ด้วยความอยากและความไม่อยาก
ตลอดเวลา
เพราะในโลกกว้างนี่มันมีอะไรน่ารู้น่าเห็นอีกตั้งเยอะ
มีอะไรที่ยังไม่รู้ยังไม่เห็นอีกตั้งเยอะ
มีอะไรที่อยากได้แล้วยังไม่ได้อีกตั้งเยอะ
แล้วมีอะไรที่คนอื่นได้แล้วตัวเองยังไม่ได้อีกตั้งเยอะ
เวลามันอยากได้ มันไม่รู้หรอกว่ามันติดเชื้อไวรัสรึเปล่า...กูจะเอาน่ะ ต้องตายก็หามาให้ได้ …เพราะนั้นถ้าไม่ลบโฟลเดอร์ใหญ่แล้วนี่
ระบบปฏิบัติการนี่มันไม่หยุดหรอก
เพราะนั้นระบบปฏิบัติการน่ะคือตัวเรา
คือความเป็นเรา ...เพราะนั้นไอ้ที่มีอยู่นี่ ก็ให้มันมีเท่าที่มันมี กิเลสที่มันสะสม
ความไม่รู้ที่มันหมักหมมอยู่ภายใน ก็ให้มันมีเท่านั้น ไม่ไปเพิ่ม
แต่คอยชำระล้าง ด้วยการปล่อยและการวาง
ไม่เอามาเป็นธุระ ไม่เอามาเป็นอารมณ์ ไม่เอามาเป็นเรื่อง ไม่ไปเอาถูก ไม่ไปเอาผิด
ไม่ไปหาเหตุหาผล ไม่ไปลังเลสงสัยกับมัน
ตรงนี้เรียกว่าละวาง
ตรงนี้เรียกว่าชำระจิตให้ขาวรอบ …เพราะนั้นมันจะอยู่ในฐานที่มันชำระจิตได้นี่
มันจะต้องอยู่ในฐานกายใจ อะไรที่นอกเหนือจากกายใจนี้ออกไป...ละ แล้วก็วาง
ถึงแม้มันจะมีอยู่ก็ตาม
ก็ไม่เข้าไปวอแว ไม่เข้าไปแยแส ไม่เข้าไปให้ความสำคัญมั่นหมาย
ไม่ว่าจะเป็นกิเลสที่มันมีหน้าตาเหมือนเรา หรือกิเลสของตัวเรา
หรือความอยากของตัวเรา
หรือหน้าตาของความอยากมันเป็นหน้าของเราก็ตาม
ความไม่อยากมันเป็นหน้าตาของเราตัวเราก็ตาม ก็ต้องอดกลั้น อดทน
ที่จะไม่เอามาเป็นธุระ หรือไปทำธุระกับมัน ด้วยความกล้ำกลืนฝืนทน..แรกๆ น่ะ
แล้วก็พยายามยืนหยัดตั้งมั่นให้ได้
อยู่กับกายปัจจุบัน อยู่กับรู้อยู่กับกายปัจจุบัน ต้องยืนหยัดอยู่ในจุดนี้ ...แล้วมันไม่ได้ยืนอยู่ยืนหยัดแบบโง่ๆ
เซ่อๆ หรอกน่า
ตอนที่ยืนอยู่รู้อยู่กับกายเหมือนโง่ๆ
เซ่อๆ แต่มันไม่ได้ยืนแบบโง่ๆ เซ่อๆ หรอก มันทำการวิจยะ มันทำการใคร่ครวญ
ในความเป็นก้อนธาตุก้อนกายปัจจุบันด้วย ว่ามันเป็นอะไร มันคืออะไร
มันมีใครนั่ง มันมีใครเข้าไปครอบครองความรู้สึกในอาการนั่งไหม
ในความรู้สึกว่านั่งนี่มันเป็นใคร ในความรู้สึกว่าเดินมันเป็นใคร มันมีเราในเดินไหม
มันบอกไหมว่าเดินนี่เป็นของใคร
มันบอกไหมว่า อ้าว อบนี่มันเป็นใคร มันมีชื่อไหม
มันมีหน้าตาเหมือนเราไหม หรือมันเป็นแค่ก้อน
หรือมันเป็นแค่กองอาการหนึ่ง หรือมันเป็นแค่ก้อนความรู้สึกกองความรู้สึกหนึ่ง
มันไม่ได้อยู่โง่ๆ
นะ มันไม่ได้มารู้กายแค่โง่ๆ นะ ...มันมีความแยบคายอยู่ในก้อนปัจจุบันหรือก้อนศีล มันมีการวิจยะ จำแนกธาตุและขันธ์ กายและใจ
ด้วยความลึกซึ้ง ถี่ถ้วน ละเอียดลออ
และไอ้ผลจากการที่ใคร่ครวญ
แยบคายกับก้อนธาตุก้อนกายปัจจุบัน ก้อนศีลปัจจุบัน มันทำให้เกิดความรู้ความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิ
เรียกว่ารู้จริงเห็นจริง เรียกว่ารู้เห็นตามความเป็นจริง
ไอ้ผลจากการที่วิจยธรรม
วิจยะกาย ด้วยการตั้งมั่นรู้อยู่เห็นอยู่ แล้วเกิดผลคือการรู้ชัดเห็นชัด
รู้ตามความเป็นจริงของกายนี่ ...ผลตรงนี้ มันจะเข้าไปทำลายความเข้มข้นของจิต
ความกระเสือกกระสนดิ้นรนของจิต ที่มันซัดส่ายไปมา สร้างรูปสร้างนาม สร้างรูปของเรา รูปของเขา รูปของกายเราในอดีต-ในอนาคต รูปของกายคนอื่น อารมณ์ที่อยู่ในกายของเราในอดีต-ในอนาคต
นี่ ความเข้มข้นที่แข็งแกร่ง
เป็นความเที่ยง เป็นตัวตน ตัวเราตัวเขา เป็นอุปาทานขันธ์ในจิต ...มันจะเบาบางลงไป มันจะอ่อนตัว มันจะไม่แข็งแกร่งรุนแรงจนห้ามไม่อยู่
ห้ามไม่ได้ ห้ามไม่ไหว
ที่จะทนไม่ได้ กับความคิด กับอารมณ์ในความคิด
กับเรื่องราวการกระทำของบุคคล ของเราในอดีต ที่จะทำให้เกิดความหงุดหงิด ขุ่นมัว
เศร้าหมอง หรือกระทำการต่อเนื่องใดๆ อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา
จึงเรียกว่า ผู้ใดรักษากายนี่
หรือว่าผู้ใดรักษาศีลนี่ ศีลนั้นน่ะจะมารักษาใจให้ ...และศีลนั้นน่ะ
จะเป็นตัวที่มาชำระใจให้สะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น ผ่องใสขึ้น
ทำไมใจถึงผ่องใสขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น
สะอาดขึ้น ...ที่มันขุ่นมัวเศร้าหมอง เป็นมลทิน ก็เพราะจิตนั่นเอง
เพราะจิตไม่รู้นั่นเอง แล้วมีความปรุงแต่งเป็นอารมณ์ ความเห็น อดีตอนาคตต่างๆ นานา
นั่นน่ะคือความเศร้าหมองของใจ …เศร้าขนาดไหน หมองขนาดไหน ...ทุกวันนี้หาใจไม่เจอน่ะ
ไม่รู้ใจคืออะไรอยู่ตรงไหน ลักษณะที่แท้จริงของใจคืออะไร งง มีแต่สงสัย
แล้วก็ค้นหาอยู่
นั่นแหละคือความเศร้าหมองขุ่นมัว
มันปิดและมันบัง มันครอบ มันคลุม มันงำ มันปกปิด เอาไว้ ...จึงเรียกว่าอวิชชานี่
ตาข่ายของอวิชชานี่ ครอบสามโลกธาตุ จนมิด มืดมิด มืดมนอนธการ
(ต่อแทร็ก 10/36)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น