วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/34 (1)


พระอาจารย์
10/34 (560407C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 เมษายน 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ฟังแล้วรู้เรื่องมั้ย

โยม –  รู้เรื่องค่ะ แต่มีบางคำที่ไม่รู้เรื่องบ้าง แบบคำพระน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องรู้อะไรเลย รู้แค่กายกับใจ แล้วเอาไปท่อง...ให้เหมือนท่องไว้เป็นบริกรรมคาถาว่า “ทำอะไรอยู่” ถามตัวเองบ่อยๆ แล้วก็ท่องจนขึ้นใจ

แล้วก็แต่ละครั้งที่ท่อง นึกขึ้นได้ว่าทำอะไรอยู่ ให้กลับมารู้ลงไป ว่าขาอยู่ยังไง แขนอยู่ยังไง ความรู้สึกในแขนขามียังไง ...นี่ ให้กลับมารู้สึกถึงความเป็นปกติกายตรงนั้น

ไม่ต้องคิดมากเลยว่าจะทำยังไงดี ภาวนาอะไรดี ...แค่นี้ ถามตัวเอง แล้วกลับมารู้ตัวทันทีตรงนั้น โง่ๆ ...ไม่มีอะไรเกินนี้หรอก ความจริงมีอยู่แค่ตัวนี้...ตัวนี้ เรายังไม่เข้าใจตัวนี้

จิตมันเข้าใจผิด มันเข้าใจว่านี่เป็นผู้หญิง มันเข้าใจว่ามันเป็นเด็ก มันเข้าใจว่าเป็นเรา พวกนี้ มันเป็นความเข้าใจที่ผิดของจิต ที่มันผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากกาย หรือสภาพที่แท้จริงของกาย

เพราะนั้น เมื่อใดที่ถามว่า “ทำอะไรอยู่” มันจะเข้ามาถึง หรือหยั่ง มันเกิดอาการหยั่งลงไปถึงสภาพกายที่ปรากฏจริงๆ กายแท้ๆ มันเป็นกายเน็ทๆ ล้วนๆ

ไม่ใช่กายที่นึกๆ คิดๆ ขึ้นมานะ แต่เป็นกายที่มันปรากฏ ...นี่ เดี๋ยวนี้ก็มี ที่นั่งแล้วมีการกระทบพื้น มันแข็งมั้ย ตรงนี้ ...คือหยั่งลงไปถึงความรู้สึกที่แข็งตรงนี้

นี่คือว่าการเข้าไปเห็นกายตามความเป็นจริงที่ปรากฏ เท่าที่ปรากฏ แค่นั้นเอง ...ทำอยู่แค่นี้ แต่ว่าบ่อยๆ เพราะว่าในระหว่างที่เราทำงานหรือพูดคุยนี่ เราจะไม่รู้สึกตัวเลย มันจะหายไป

คือระหว่างที่พูดคุยนี่ รู้เรื่องอยู่นะ ทำได้ พูดได้  แต่ไม่รู้ว่ามีตัวนี้ยืนอยู่เลย ทั้งๆ ที่ว่าความเป็นจริงมีตัวนี้ยืนอยู่ ใช่ไหม ...ตรงนี้มันผิดวิสัยนะ ผิดวิสัยความเป็นคนนะ

คนยังมีอยู่นะ แต่ว่าไปอยู่ในสภาพที่ไม่ได้เป็นคน ไม่ได้รับรู้สภาพที่เป็นคน ...คือจิตน่ะ มันไปอยู่ในจิต มันไปอยู่กับเรื่องราวในจิต ที่มันกำลังนึกคิดปรุงแต่ง

เพราะนั้นมันผิดสภาพกัน มันก้ำเกินก้ำกึ่งกัน มันล่วงล้ำก้ำเกินกัน ...ไอ้อาการที่มันล่วงล้ำก้ำเกินขันธ์นี่แหละ เป็นสาเหตุที่จะให้เกิดทุกข์ เป็นปัจจยาการที่ให้เกิดความสืบเนื่องของทุกข์

แต่เมื่อใดที่กลับมา...ให้อยู่เท่ากัน พอดีกัน ทันกัน สมควรแก่ธรรมซึ่งกันและกัน...กายอยู่อย่างไหน ใจอยู่อย่างนั้น ทุกครั้งทุกอาการของกายที่เกิด และทุกครั้งที่มีสติและรู้มันไป...พอดีกันๆๆ

ตรงนี้แหละสำคัญ นี่คือกุญแจ คีย์เวิร์ด พาสเวิร์ดเลย ถ้าไม่มีกุญแจตัวนี้ ถ้าไม่อาศัยคีย์เวิร์ด พาสเวิร์ดตัวนี้ มันจะเข้าไปเปิดเว็บไซท์หน้ากระดานของปรมัตถสัจจะ อริยสัจ ๔ ไม่ได้เลย

ตรงนี้คือคีย์เวิร์ด ตรงนี้คือพาสเวิร์ด แล้วทุกอย่างมันจะปรุโปร่ง แจ้ง ชัดเจนในความหมาย ...จะเข้าใจก็ตาม จะไม่เข้าใจก็ตามโดยภาษาว่าอริยสัจ ๔ คืออะไร ไม่คืออะไร ...นี่ มันเข้าใจลึกๆ

มันเข้าใจแบบไม่มีภาษา เข้าใจแบบไม่ต้องอาศัยภาษา ...แต่มันมีความรู้สึกองอาจ ผ่าเผย เปิดเผย ไม่กลัวกิเลสทั้งของตัวเองและของผู้อื่น ไม่กลัวสถานการณ์ที่จะไม่เกิด ยังไม่เกิด แล้วจะเกิด

ตอนนี้กลัวมั้ย...กลัว ไม่รู้จะเป็นยังไง จะเจอใคร พูดยังไง จะเห็นอะไร จะได้หรือไม่ได้อะไร ยังกลัวอยู่นะ ...แต่พอถึงจุดนี้ อยู่อย่างนี้ ภาวะอย่างนี้ ไม่กลัวต่อโลกและธรรมทั้งหลายทั้งปวงเลย

มันมีความอาจหาญ เปิดเผย ...เพราะมันสามารถรับได้ด้วยความเป็นกลาง ไม่เข้าไปมีอารมณ์ทั้งดีร้ายถูกผิด …same same กัน มันจะให้ค่า same เสมอกัน

เป็นอย่างเดียวกัน เหมือนกัน เป็นธรรมดาเดียวกันหมดโดยสิ้นเชิง ...นั่นแหละเรียกว่าปัญญาขั้นวิมุติ หรือว่าเป็นปัญญาขั้นที่ว่าหลุดพ้น...หลุดพ้นจากโลก และอารมณ์

คำว่าหลุดพ้นโลกนี่ก็คือ มันไม่ใช่หลุดพ้นโลกในแค่ความเป็นวัตถุข้าวของ ...คำว่าโลก คืออารมณ์ในโลก เข้าใจมั้ย อารมณ์รัก-ชัง แล้วมีดีมีร้าย มีถูกมีผิด

นี่คือโลก มันรวมทั้งหมดนี่คือโลก ...คือมันจะสร้างอารมณ์ให้เราเข้าไป ดีใจบ้าง พอใจบ้าง เสียใจบ้าง ...แล้วเราข้ามไม่ได้ หลุดพ้นจากอารมณ์นี้ไม่ได้

คำว่าวิมุติ...ปัญญาวิมุติ คือจะหลุดพ้นจากอารมณ์ในโลกนี้เลย แล้วก็เดินไปเหนือมัน โดยที่ว่าไม่แปดเปื้อนในอารมณ์นี้ ...นี่เขาเรียกว่า อยู่กับมัน..แต่ว่าไม่ได้อยู่ใต้มัน อยู่เหนือมัน

ปัญญาเท่านั้นจึงจะพาให้หลุดรอดและหลุดพ้น ...เพราะนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวที่เปิดประตูมรรคเปิดประตูผลคือกายใจปัจจุบันนี้เอง ...ง่าย ทำได้ทุกชนชาติศาสนาและไม่มีศาสนา

ทุกคนมีกายเท่ากัน มีกายเหมือนกัน มีสิทธิเท่ากัน ไม่มีใครได้อภิสิทธิ์ ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์หรือด้อยอภิสิทธิ์กว่ากัน ...เท่ากัน ได้เปรียบเสมอกัน คือได้เกิดมามีเป๊ะเลย...เส้นชัยนี่

แต่คราวนี้ว่านั่งกินนอนกิน ยืนกินเดินกินอยู่ตรงเส้นชัยนั่น แล้วก็ตายอยู่กับเส้นชัยนั่น ยังไม่เดินเลย ...ปัญหามันอยู่ตรงนี้ คือการเดินไปในองค์มรรคไม่มี และเดินไม่เป็น

หรือถึงเดินแล้วก็ยังมีว่า...จะขี่รถ จะนั่งเรือ จะเดิน จะเหาะไป...อย่างนั้นไปอีก ...มันก็เลยเกิดการคลาดเคลื่อนจากศีลสมาธิปัญญาไปอย่างนี้

ผลที่ได้มาจึงคลาดเคลื่อน คือไม่เหมือนกัน มันจะไม่เหมือนกันเลย ทำไมมันปฏิบัติเหมือนกัน เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเดียวกัน แต่ทำไมผลมันได้ไม่เหมือนกันวะ

นี่ เลยสงสัยแล้ว กูถูกหรือมันผิด หรือกูผิดมันถูก ใช่ป่าว มันจะสงสัยอย่างนี้ ในหมู่ผู้ปฏิบัตินี่ พอถามกันนี่ ฟังด้วยกัน เดี๋ยวออกกันไปนี่ ถามกันยังงงเลย ...เชื่อมั้ยล่ะ (หัวเราะกัน)

มันตีความหมายไม่เหมือนกันหรอก มันเป็นธรรมดาเลย ...เพราะว่าจิตมันไม่รู้ไง จิตไม่รู้มันก็จะคาด แล้วก็หมายเอาเอง ...ซึ่งไม่รู้มันถูกรึเปล่า

เพราะคนหนึ่งก็หมายอย่างหนึ่ง อีกคนก็หมายอีกอย่าง นี่...ฟังด้วยกันนะ คำพูดเดียวกันนะ ประโยคเดียวกันนะ  แต่มันเข้าใจคนละแบบ ...ไม่ผิดหรอก มันจะเป็นอย่างนี้

แต่ให้จำไว้สองคำว่า...กายใจปัจจุบัน  นอกนั้นทิ้งเลย ...พอเริ่มสงสัยลังเลว่าจะใช่ หรือจะผิดมั้ย ...ทิ้งเลย อย่าไปแยแส อย่าไปค้นต่อ อย่าไปไซ้ เข้าใจมั้ย อย่าไปตกผลึกกับมัน

หักอาลัยอาวรณ์ในความคิดความสงสัยนั้นซะ หักซะ ถอนซะ ...ถ้าภาษามวยก็เรียกว่าหักงวงไอยรา รู้จักมั้ย คือเด็ดหักงวงมันเลย ...ทิ้งหน้าด้านๆ เลย

แล้วกลับมาตั้งลงที่กายปัจจุบันกำลังทำอะไรอยู่ ...จบ ต้องจบที่นี้  อย่าไปจบในความสงสัยนะ อย่าไปจบเพราะคิดจนหายสงสัย อย่าไปจบเพราะถามกัน คุยกัน สากัจฉากัน วิสัชนากันจนหายสงสัยนะ

ไอ้นั่นน่ะฟุ้งซ่าน ยิ่งฟุ้งซ่านในธรรม ที่ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า ...เพราะต่างคนต่างก็ตาบอด ต่างคนต่างไม่รู้จริงทั้งนั้นน่ะ ...ไม่มีใครรู้จริงหรอก ยกเว้นพระอรหันต์

เพราะนั้นไอ้ที่พูด ที่สากัจฉากันอยู่นี่...มั่ว ยังมั่ว มั่วมากหรือมั่วน้อยเท่านั้นเอง หรือว่ามั่วแบบมีหลักเกณฑ์ก็ฟังดีหน่อย เห็นมั้ย หรือมั่วแบบไม่มีหลักเกณฑ์ ไอ้นี่ก็ฟังแล้วอยากจะลุกหนีไกลๆ เลย

แต่ว่าธรรมที่เขาแสดงตรงไปตรงมาอยู่ที่นี่ กลับมาเรียนรู้ธรรมตรงนี้เลย ...ตั้งหลักให้ได้ จับหลักให้ได้  ตั้งหลักให้มั่น จับหลักให้มั่น 

เมื่อได้หลักมั่น ทีนี้ไม่ออกนอกหลักแล้ว ...ถ้าไม่ออกนอกหลัก ตรงนี้จะกินดอกแล้ว...ยังไม่ได้ผลหรอก รับดอกเบี้ยไปก่อน คือจิตก็สบาย กายก็เบา ใจก็เบา เรื่องราวก็น้อยลง

ธุระของคนอื่นก็...เออ ช่างหัวมัน  การกระทำคำพูดของคนอื่นก็...ช่างหัวมัน  มันรู้สึกว่าชิวๆ ชิวๆ สบาย  ตรงเนี้ย กินดอก..ดอกเบี้ย จากการที่ฝาก...ออมทรัพย์นะ ยังออมทรัพย์อยู่ ไม่ใช่ฝากประจำ

ฝากประจำเดี๋ยวว่ากันใหม่ ฝากประจำนี่แบบไม่ถอนเลยนะ ไม่ใช่ประจำแค่หนึ่งปี หกเดือน สิบสองเดือนนะ  ถ้าฝากประจำนี่ประเภท...ไม่ถอนจนกว่าแบงค์จะล้ม เออ ประมาณนั้น

แต่ตอนนี้กินแบบฝากออมทรัพย์ พวกฝากออมทรัพย์ ...พอมีอะไรล่อตาล่อใจ กูจะถอนมาใช้ซะหน่อย ประมาณนั้น  ก็จะละเลย หรือว่าเพลิดเพลินไปกับอารมณ์ หรือเหตุการณ์นั้น

หรือกิจกรรมที่กำลังเมามัน มุ่งมั่นอยู่ นี่...มันมีความมุ่งมั่นภายนอกอยู่แล้ว  ตรงนั้นมันอดไม่ได้ มันทิ้งไม่ได้อยู่แล้ว มันต้องมีอยู่ ทุกคนแหละ ไม่ใช่ว่ามันผิดกติกานะ เพราะว่ามันมีอยู่แล้วทุกคนเลย

แต่ว่าเมื่อได้สติ ให้รีบกลับมาอยู่ในฐานปัจจุบันกายไว้...ให้ได้เร็ว แล้วอยู่กับฐานนี้ให้ได้นาน ...ตรงนี้คือการฝึก แล้วมันจะได้รับดอกเป็นระยะๆ ไป

เมื่ออาศัยดอก แล้วมันจะหล่อเลี้ยง หล่อเลี้ยง...เหมือนกับทำงานแล้วมันได้เงินเดือนน่ะ ได้ผลตอบแทน แล้วมันสามารถจะเลี้ยงชีวิตให้มีความสุขสบาย ...มันก็จะเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติ 

มันก็เกิดความมั่นใจในการรักษาศีล เจริญสติ รักษากายปัจจุบัน รู้ปัจจุบันไว้ ...ความเข้มแข็งในการเดินไปในมรรคาปฏิปทา หรือว่าเดินไปในเส้นทางอันประเสริฐ คือมรรค...มันก็มีความยินยอมพร้อมใจ 

คือไม่ต้องเคี่ยวเข็ญแล้ว ...แต่แรกๆ นี่ต้องเคี่ยวเข็ญ ต้องมาให้เราเคี่ยวเข็ญ แล้วก็ตัวเองก็กลับไปเคี่ยวเข็ญตัวเอง ...มันต้องเป็นอย่างนี้ทุกคนแหละ 

แล้วพอเคี่ยวเข็ญไปเคี่ยวเข็ญมา หมดกำลัง ก็มาให้เราเคี่ยวเข็ญ ด้วยการถูกด่า..หรือถูกชมก็ได้ ..คือทุกคนน่ะอยากมาให้เราชม ...กูไม่เคยชมใครน่ะ ด่าลูกเดียว แล้วก็แนะนำว่า มันควรจะยังไง 

ตรงนี้มันจึงเกิดการกลับไปเคี่ยวเข็ญตัวเอง ...ซึ่งสุดท้ายมันต้องอาศัยการเคี่ยวเข็ญตัวเองนั่นแหละเป็นกำลัง ตรงนี้มันได้ดอกเบี้ยเป็นกำลัง แล้วมันจะมีการอาจหาญ กล้าเผชิญ ไม่แก้ ไม่หนีกับทุกสิ่งที่ปรากฏ

เคยมั้ยล่ะ เจอไอ้คนนี้ เห็นลิบๆ มาแล้ว...กูหนีดีกว่า ไม่อยากเจอ เลี่ยงเลย (หัวเราะกัน) ...ถ้าเจอแล้วได้ยาวแน่ ไม่มันยาวกูก็ยาว เลี่ยงซะดีกว่า คือประมาณนั้นน่ะ ไม่กล้าเผชิญใช่ไหมล่ะ

คือยังไงก็ต้องทุกข์แน่ มันกลัวทุกข์ไง กลัวจิตเสีย กลัวจิตตกอะไรอย่างนี้ ...เรียกว่าปัญญามันไม่รักษากายใจได้ ไม่สามารถรักษาใจให้เป็นปกติได้ไง ...มันกลัว

รู้เลย ประเมินกำลังแล้ว...กูเสร็จแน่เลยถ้าเจอมัน  เพราะเจอทุกครั้ง ผลลัพธ์เท่าเก่า โกรธ หงุดหงิด รำคาญ เบื่อ เซ็ง อะไรอย่างนี้ ...เพราะอย่างนี้จึงเป็นคนที่ไม่อยากเจอ

แต่ก็มักจะได้เจอบ่อยน่ะๆ อย่างนี้  ดีไม่ดีก็เจอทุกวัน มันอยู่ข้างตัวด้วย มันทำงานด้วยกันน่ะ ประมาณนั้น จะเจอกันอยู่อย่างนี้ ...นี่คือเป็นเครื่องฝึกฝนนะนี่  

ถ้ามีเอกสารประกาศนียบัตรรับรองนี่ เอาไปให้มันเลยว่า...ขอบคุณนะคะที่มาสอน ให้ฉลาด ให้กล้าหาญ ให้พัฒนา ให้ยกระดับจิตขึ้น ...เออ อย่างนี้

อย่าหนี ตั้งท่าหนี ใส่หลวงพ่อโกยลูกเดียว ไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริงนะ ...แล้วมันจะไปเข้าใจว่าเราสร้างความเป็นจริงใหม่ขึ้นมาได้ มันก็มีอำนาจในตัวเองขึ้นมา

มันเป็นอำนาจของความถือตัว ว่าเราทำได้ เราแก้ได้ เราเปลี่ยนได้ เราชนะได้ ...ตรงนี้มันจะพอกพูนความเป็นตัวตนของเรา ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่มี...ไม่มีอำนาจ

คำว่าไม่มีอำนาจหมายถึงยังไง...โยมสั่งสิ นี่พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก โยมสั่งให้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกซิ มันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม อันนี้เห็นชัด


(ต่อแทร็ก 10/34  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น