วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/36


พระอาจารย์
10/36 (560412B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 เมษายน 2556


พระอาจารย์ –  ง่วงรึ ...ง่วงมั้ย

โยม –  ง่วงค่ะ

พระอาจารย์ –  ขยับ ขยับขา ...รู้ว่าง่วงไว้ อย่าให้มันไหล  รู้ไว้ว่านั่ง รู้ไว้ว่าง่วง ...รู้ไว้ ให้มันรู้  อย่าให้มันไหล อย่าให้มันถลำไปจมแช่กับอาการ   

ฝืน ทวน ทวนไว้ อยู่ในฐานกายฐานรู้ไว้ ...เป็นทุกข์ช่างหัวมัน การทวนน่ะเป็นทุกข์แน่  เพราะมันไม่สบาย นอนสบายกว่า มันเป็นความพึงพอใจ

มันจะพอใจ จิตมันจะพอใจ แล้วมันจะไปจมแช่ แล้วมันจะได้เสวย...“เรา” จะได้เสวยความสุขในการนอน ในการหลับ มันเชื่อของมันอย่างนั้น...จิต ผู้โง่เขลาไม่มีปัญญา

มันจะเอาแต่ความสบาย มักง่าย ชอบไปนอนตาย ...แล้วมันเข้าใจว่านี่คือความสุขที่มันพึงพอใจแล้ว ไม่เอาอย่างอื่น เอาอะไรมาแลกมันก็ไม่ยอม เอาศีลสมาธิปัญญามาแลก ก็ไม่เอา

เพราะอะไร ...เพราะเรายังไม่เคยเห็นอานิสงส์ของศีล เพราะจิตยังไม่เห็นอานิสงส์ของศีล จิตยังไม่เคยเห็นอานิสงส์ของสมาธิ จิตยังไม่เคยเข้าถึงอานิสงส์ของปัญญา ...มันก็บอกว่าเอาความสุขแค่นี้พอแล้ว

จิตกับ “เรา” นี่ตัวเดียวกันนะ ...เวลาง่วงก็บอกว่าเราง่วง แล้วเราก็จะง่วง เราก็จะเสวยความง่วง ความสุขในการง่วง ...เชื่อมั้ย ให้ไปนอนจริงๆ น่ะ ไม่หลับหรอก จะไม่หลับ

จิต...ธรรมชาติของจิตมีอยู่อย่างหนึ่ง คือหนีความจริง โดยเฉพาะความจริงของตัวเองในปัจจุบัน แล้ว ...ยิ่งมามีความจริงจากภายนอกสำทับ มันยิ่งหลบ ...มันกลัวความจริงนะ ความไม่รู้นี่ เรานี่

เพราะนั้นมันหาที่หลบที่สบายที่สุด คือไม่รับรู้อะไรเลย...นอน หลับ ...โมหะ นี่เรียกว่าถีนมิทธะ มันเป็นสันดานของจิตผู้ไม่รู้เลย มันจะหนีความเป็นจริง

แล้วมันคิดว่าอยู่ที่นั่นแล้วสบายดี ไม่ต้องมารับรู้ความจริงอะไรเลย ...จึงเรียกว่านิวรณ์ ๕ นี่เป็นตัวกางกั้นธรรมที่เรียกว่าศีลและสมาธิธรรม ...ต้องทวน ชนะ ต้องเหนือมัน รู้เท่านั้นจึงจะเหนือมัน 

เพราะนั้นก็ขยับเขยื้อน เคลื่อนไหวกาย ทำความรู้สึกในตัว ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก หมุนคอ หมุนซ้ายหมุนขวา  พวกนี้คือการทำความรู้สึกตัว ให้เกิด ให้ชัด 

แล้วก็เอารู้ไปกำกับอยู่กับความรู้สึกในตัว แทนที่จะไปจดจ่ออยู่กับง่วง ...ความง่วงนี่ถือเป็นธรรมารมณ์หนึ่ง เป็นอารมณ์หนึ่ง เป็นโมหะหนึ่ง เป็นอารมณ์หนึ่งที่อยู่ในจิต และอาการพวกนี้มันตั้งอยู่นอกใจ

เพราะนั้นอาการที่เคลื่อนออกมานอกใจแล้วมันมีอาการ มีความรู้สึกในอาการที่มันตั้งอยู่นอกใจนี่...ตรงนี้เรียกว่าภพ แล้วมันเข้าไปเสวย มีเราเข้าไปเสวยในภพนั้น จะเรียกว่าชาติบังเกิด...คือสุขทุกข์

เมื่อสุขทุกข์ปรากฏแล้ว ผลที่จะตามมาคือชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ โทมนัส อุปายาส คือมันจะมีความแปรปรวน สลาย หาย จนดับ ...แต่มันจะไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับในกระบวนการนี้ 

มันจะมีความรู้สึกพอใจและไม่พอใจ..ในการตั้งและความดับ...นี่ด้วยความโง่ของจิต  แล้วยังไง ...มันก็จะแสวงหาภพใหม่ ที่มันคิดว่ามันทำได้ มันสร้างได้ แล้วมันจะเที่ยงกว่านี้

นี่ คืออาการวนเวียนซ้ำซากของจิตผู้ไม่รู้ ผู้ลุ่มหลงมัวเมาในภพทั้งสาม ที่ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ที่ไม่มีคำว่าขอบเขต ที่ไม่มีคำว่าจบสิ้น ที่ไม่มีคำว่าทิศทาง ...เหมือนคนตาบอด คลำอะไรได้สะเปะสะปะ..กูเอา 

แล้วถ้ามันเคยซ้ำซากในช่องนี้ ตรงนี้ มันก็จะซ้ำลงตรงนั้น ...นี่เรียกว่าอุปนิสัย หรืออุปสันดาน หรืออุปกิเลส  แล้วพอมันซ้ำซากๆ ตรงนี้ นี่ จนเรียกว่าเป็นอนุสัย

ที่อธิบายมาทั้งหมดนี่ เพื่อให้เห็นภาพโดยรวมของกระบวนการของกาย ของจิต ของขันธ์ ของโลก ของความไม่รู้ ...แล้วที่อธิบายความเป็นจริงทั้งหมดของมรรค เพื่อให้มาเห็นกระบวนการทั้งหมดในปัจจยาการที่สืบเนื่องไปมา

แล้วจะตัดบ่วง ตัดโซ่ ตัดข้อ ตรงไหนดีล่ะ ถึงจะออกจากปัจจยาการวนเวียนซ้ำซากหมุนวนนี้ได้ ...เพราะนั้น เราให้คีย์เวิร์ดไว้แล้ว...กายใจปัจจุบันเท่านั้น จึงจะเป็นตัวที่ตัดห่วงโซ่พันธนาการ หรือปัจจยาการแห่งการสืบเนื่องของจิต

กายนี่มันหาภพไม่ได้หรอก จับมันตั้งอยู่อย่างนี้มันก็ตั้ง จับมันไปแช่น้ำอาบน้ำเพราะมันร้อน มันก็ไป ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่ได้เรียกร้อง ...ใครเป็นคนพามันไป มันมีชีวิตเรียกร้องเดินไปเองได้ไหม ...ใครพาไป


โยม –  ใจ

พระอาจารย์ –  ใครว่า เนี่ย เห็นมั้ย จะไปตู่เอาแล้วว่าใจพาไป ...“เรา” นั่นแหละพาไป ใช่ป่าว ...“เรา” อยู่ไหน “เรา” คือใคร นี่...ไม่รู้  แต่ถ้า “เรา” ว่ายังไง...เชื่อหมด

ใจเนี่ย...ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา ...แล้วมันจะสั่งการอะไรได้ มันจะบงการอะไรได้ ...เพราะใจมีสถานะเพียงเพียงแค่รู้และเห็น  มันสั่งอะไรไม่ได้หรอก และไม่มีหน้าที่สั่งการอะไรเลย

เห็นมั้ย เห็นความไม่มีปัญญามั้ย ...เพราะจิตไม่มีปัญญา เพราะจิตไม่มีความรู้ที่แท้จริงในสองสิ่ง...กาย-ใจ ...ภาวะนี้มันจึงสังเคราะห์ หรือว่าปรุงแต่ง หรือว่าสร้าง “เรา” ขึ้นมา

เพื่อว่าการทำหน้าที่ใดทำหน้าหนึ่งขึ้นมา ด้วยการสร้างความเห็นใดความเห็นหนึ่งขึ้นมา ...เพราะมันไม่เข้าใจ เพราะมันไม่เข้าใจธรรมชาติสองอย่างนี้ เหตุนี้แล จึงเป็นเหตุให้เกิดการสังเคราะห์หรือปรุงแต่งขึ้นของจิต 

แล้วมันจะสร้าง “เรา” เป็นบุคคลขึ้นมา เป็นบุคคลหนึ่งลอยๆ เป็นผู้มีชีวิตหนึ่งขึ้นมาลอยๆ ...ทั้งๆ ที่ “เรา” นี่ ไม่มีหน้าตาหรอก หาหน้าตาก็ไม่เจอ ...หน้ามันเหมือนหนังหน้าของตัวเองไหม เหมือนมั้ย 

มันมีหน้าตามั้ย “เรา” น่ะ ...มีมั้ย (โยมหัวเราะ) มันเป็นยังไงหน้าตาของ “เรา” มันเป็นไง ...ไม่มีหรอก มันเป็นแค่ความรู้สึก


โยม –  มันก็เห็นว่ามีทุกวันนะคะอาจารย์

โยม (อีกคน) –  คิดเอาเองว่ามีหน้าตา

พระอาจารย์ –  ไม่มี ...มันไม่มีหน้าตานะ จริงๆ มันไม่มีหน้าตาหรอก ...มันเป็นความรู้สึก เป็นเจตนา เหมือนกับเป็นแค่เจตนา แล้วก็เป็นผู้ที่บงการ สั่งการ ให้ยกมือ ให้ขยับ

อยู่ดีๆ แขนไม่ขยับนะ แขนขยับเองไม่ได้นะ ใช่ไหม  ด้วยตัวของแขนเอง มันขยับเองได้มั้ย ...ไม่ได้นะ ต้องมีการสั่งให้มันขยับ ...นั่นน่ะ ใครสั่ง


โยม –  เราสั่ง

พระอาจารย์ –  เออ หาดูสิ “เรา” อยู่ตรงไหน ...เห็นมั้ยว่า ถ้าไม่มีสติเราจะไม่เห็นอาการนี้เลย อาการของ “เรา” อยู่ตรงไหน แล้วเราก็เข้าใจว่าแขนนี่มีชีวิต เป็นเนื้อเป็นตัวของเรา เป็นส่วนหนึ่งของเราซะอย่างนั้น


โยม –  ถ้าเราไปดูที่เราจะสั่ง มันจะนิ่งไปแป๊บนึงน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  อือ มันจะเกิดอาการแยกออก ระหว่างกายกับเรา ระหว่างแขนกับเรา ...มันจะหยุด และเมื่อมันหยุด เห็นมั้ย เมื่อมันหยุดแล้วมันจะเห็นสองอาการนี้

แล้วเมื่อมันหยุดแล้วมันเห็นสองอาการนี้ ...แล้วถ้ามันหยุดต่อไปนะ มันจะเห็นอาการของ “เรา” หรือความรู้สึกที่เข้าไปสั่งการนี่ จะหายไป แล้วจะเหลือแต่แขน ใช่มั้ย ...ยังเหลือแต่แขนมั้ย

พอไอ้ตัวเราหายไป ความรู้สึกว่าเราหายไปแล้ว แขนเหลือมั้ย ความรู้สึกในแขนมีมั้ย ความรู้สึกเป็นก้านๆ แข็งๆ มีมั้ย  ความรู้สึกแน่นๆ ในแขน ยังมีอยู่ แต่ “เรา” หายแล้ว ...เออ เนี่ย เหล่านี้เรียกว่าวิจยะ


โยม –  อันนี้คือให้ทำต่อเนื่องอย่างนี้ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ต่อเนื่อง ...คือเข้าใจมั้ยว่าไอ้ที่เราพูดอธิบายในลักษณะนี้ นี่คือปัญญาขั้นละเอียด ...อย่างระหว่างไปทำงาน หรือระหว่างพูดโทรศัพท์นี่  ทำไม่ได้ เข้าใจมั้ย

เพราะนั้นระหว่างนั้นน่ะให้ทำความรู้ตัวว่ายืนเดินนั่งนอน ถึงแม้จะเป็นเรา ตัวเรา ก็ช่างหัวมันเถอะ เข้าใจมั้ย ...เพราะจะไปวิจยธรรมในขณะที่คุยโทรศัพท์ หรือกำลังสั่งงาน หรือกำลังเขียนหนังสือนี่


โยม –  ยาก

พระอาจารย์ –  อย่าว่ายากเลย ทำไม่ได้หรอก ...เพราะนั้นลักษณะที่เราพูดให้ฟังตรงนี้ เรียกว่า...นี่คือการตีแผ่ เหมือนตีแผ่ หรือว่าจับมันขึ้นโรงศาลแล้วซักฟอก

นี่ สืบสวนทวนความหาพยาน อันไหนเท็จ อันไหนจริง ผู้ใดกล่าวเท็จ ผู้ใดโป้ปด จับให้มั่นคั้นให้ตาย ...นี่ มันต้องอย่างนี้ อยู่ตรงนี้เรียกว่าเข้าขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลแล้ว

ทบทวน สอบทานหาพยานมายืนยันความถูกต้องหรือความจริง ...เพื่ออะไร เพื่อเฟ้นหาสิ่งที่จริงที่สุด ...อะไรโกหกตัดทิ้ง พยานไหนมั่ว เห็นไม่จริง ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ ไล่เอาจนมุม นี่โกหกๆ ศาลรู้นะ

ก็เหลือแต่ความเป็นจริงแท้ๆ  แล้ววิจยะไปเรื่อย ทบทวน สอบทาน จะเหลือความจริงอยู่สองอย่างเท่านั้น กายกับใจ...ซึ่งไม่มีอะไรมาโกหกลบล้างได้เลย

นอกนี้ไปโกหก นอกสองอย่างนี้ไป..ไม่จริง นอกกายกับนอกใจปัจจุบันนี้ออกไป เชื่อไม่ได้ นอกกายนอกใจนี้ไป ไม่ว่าอณูหนึ่ง ปรมาณูหนึ่ง..ไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ

นี่เขาเรียกว่าทบทวนจนถึงที่สุดเลย ขั้นฎีกา ...จึงได้คำพิพากษาว่า...ไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป

แต่ในลักษณะของการที่เรายังมีวิบากกรรม ต้องข้องแวะ ทำงาน ...มันก็ว่างเว้นจากการขึ้นศาลชั่วคราว รู้จักศาลปัจจุบันมั้ย คดีมันล้นศาล เว้นไปอีกสักสามเดือนค่อยเรียกมาสืบสวนกันต่อ

แล้วสืบสวนสักห้านาทีครึ่งชั่วโมง ศาลเหนื่อยแล้ว ไอ้คนนั้นไอ้คนนี้ก็ไม่มา ก็รอไว้ก่อนอีกหนึ่งปี ...กว่าคดีจะจบนี่ไม่รู้เมื่อไหร่นะ คดียังไม่ทันจบ แต่ขันธ์ห้าเสือกจบก่อน...ตาย

นี่ยังหาความจริงอะไรไม่ได้เป็นตุเป็นตุเลยน่ะ  แล้วก็ไปใช้ชีวิตเกลือกกลั้วกันไป กับคนดีคนร้าย คือกุศลบ้าง อกุศลบ้าง  จริงบ้าง เท็จบ้าง ...ส่วนมากไม่จริงหรอก เท็จทั้งนั้นๆ

แต่ว่ามันไม่รู้ว่าความจริงอยู่ไหนนี่ ก็ไม่รู้จะอยู่กับความจริงตรงไหน  ก็อยู่กันไปแบบแกนๆ โดนหลอกบ้าง ถูกเขาหลอกบ้าง ไปหลอกเข้าบ้าง พอกันน่ะ ...มันก็มีแต่ทุกข์ กับทุกข์ๆๆๆ

แต่ถ้าอยู่กับความเป็นจริง แล้วก็เห็นแต่ความเป็นจริง แล้วคัดกรองความเป็นจริง เหลือแต่ความเป็นจริงล้วนๆ ...ไม่ทุกข์ ความเป็นจริงจะไม่ทุกข์ ไม่ให้ทุกข์แก่ใครเลย

และไม่มีใครเข้าไปรับทุกข์แห่งความเป็นจริงนี้ได้เลย เพราะตัวมันไม่ได้เป็นลักษณะที่จะเป็นเจตนา จงใจ หรือให้ใครมาครอบครอง หรือว่าเป็นของใคร ...มันไม่มี มันไม่มีลักษณะอย่างนั้น

เพราะนั้นถ้ามันอยู่กับความเป็นจริงโดยตลอด..ตลอดเวลา ถือครองความเป็นจริงนี้ตลอดเวลา ...ไม่มีทุกข์หรอก ไม่เป็นทุกข์ด้วย ...แต่เพราะมันไปอยู่กับสิ่งที่ไม่จริงนี้ต่างหาก มันจึงสร้างทุกข์ให้

ใครเป็นผู้สร้างทุกข์ให้...เรากับเขา ...ถ้ามีเขามันก็มีเรา ถ้ามีเราก็มีเขา เพราะนั้นใครทุกข์ ...กายนี้ไม่ทุกข์นะ ใจนี่ไม่ทุกข์นะ กายใจนี่ไม่เคยทุกข์เลยนะ

เพราะมันไม่มีความเป็นบุคคล ไม่มีความเป็น Alive ...มันเป็นธาตุ ธาตุของกายเรียกว่ามหาภูตรูป ๔ ดินน้ำไฟลม บวกเพิ่มอีก ๒ คืออากาศ ช่องว่าง ..ใจก็คือธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ ไม่มีชีวิต ไม่มีความเป็นบุคคลนะ

เพราะนั้นกายใจไม่เคยทุกข์เลย ...มีแต่ “เรา” น่ะทุกข์ ...แล้วเราทุกข์เพราะอะไร เพราะมีคนทำให้เราทุกข์ คือผู้อื่น เพราะมีผัสสะของโลก เหตุการณ์ของโลก มากระทบ “เรา”...“เรา”ก็ทุกข์

ตราบใดที่ยังมี “เรา” ก็ไม่พ้นจาก “เรา” ที่จะต้องเป็นทุกข์อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่มันไม่สมควรจะทุกข์ด้วยซ้ำ ...เพราะอะไร ...เพราะแท้ที่จริงมันไม่มี “เรา”

แล้วทำยังไง มันถึงจะเข้าไปถึงความเป็นจริงว่าไม่มี “เรา” น่ะ ...มรรคไง ปัญญาไง วิจยธรรมเหล่านี้ไง ตีแผ่ความเป็นจริงนี่ ซักฟอกออกมาเป็นชิ้นๆๆๆ เป็นกองๆๆๆ

มันอยู่ตรงไหนล่ะ “เรา” น่ะ หือ ...มันอยู่ในแขนรึเปล่า มันอยู่ที่หนังหน้ารึเปล่า หรือมันอยู่ที่ทั้งตัวนี้เลยรึเปล่า หรือมันอยู่ที่ความรู้สึกว่านั่ง ก็ว่า “เรานั่ง” ...นั่นน่ะ ซักฟอกดูหน่อยซิ

อย่ามาโกหกหน้าตาย อย่ามาโกหกหน้าด้านๆ นะจิตน่ะ ...เอามันให้จนมุมน่ะ มันมีอยู่ในเส้นผมไหม หือ มันมีอยู่ในความอบอ้าวไหม หรือเราไม่รู้สึกอบอ้าว แล้วความอบอ้าวนี่มันมีเราอยู่ตรงไหน ห๊ะ

อย่ามาอ้างลอยๆ นะจิต ...นี่ ต้องทบทวนกันอย่างนี้นะปัญญานี่ ทุกความเป็นจริงที่ปรากฏในปัจจุบันนี่ มันเป็นเราได้ยังไง มีใครเดิน การเดินนี้เป็นเราตรงไหน หือ

ความรู้สึกในการเดิน กระทบพื้น กระทบของแข็ง ในการย่าง การเหยียบ การยึด การเหยียด การเหลียว การหัน การหมุนน่ะ มันเป็นเราตรงไหนน่ะ มันมีเราอยู่ตรงไหน อย่ามาอ้างลอยๆ นะ

นี่ ต้องทวนพยาน สืบพยานกันอย่างนี้ เรียกว่าวิจยะด้วยปัญญา ...จะมาอ้างลอยๆ ว่าเรานั่ง เรากำลังเดินอยู่ แล้วก็เชื่อแล้วว่าการเดินนี้เป็นเรา ของเรา ...มักง่ายน่ะ มันมักง่ายไหม...มักง่าย

จิตมันชอบอะไรแบบมักง่าย ผ่านๆ ไป ...มันไม่แยบคาย มันไม่ไตร่ตรอง มันไม่ละเอียดถี่ถ้วน ...แยบคาย ตัวนี้เรียกว่าโยนิโสมนสิการ กับปัจจุบันธาตุ กับปัจจุบันธรรม

เพราะนั้นที่จะต้องแยบคายนี่ ไม่ต้องไปแยบคายที่อื่น แยบคายลงในปัจจุบันกายปัจจุบันศีลตัวเดียวพอแล้ว ...เดี๋ยวจิต เรื่องราวในจิต มันจะอ่อนตัวของมันไปเองแหละ  แล้วมันจะหมดค่า หมดราคาไป


(ต่อแทร็ก 10/37)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น