วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/34 (2)


พระอาจารย์
10/34 (560407C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 เมษายน 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 10/34  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เหมือนกัน เมื่อใดที่เราไปสั่งหรือไปทำ แล้วมันเกิดผลได้ เหมือนกับ..ปุ๊บ ชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนกได้ อย่างนี้ มันจะเกิดความเคยตัวเลย ...แล้วเกิดความถือมั่น ถือตัว เรียกว่าเกิดอหังการ

มันมีอหังการ หรือเรียกว่าอีโก้จัด..กูแน่ กูทำได้ ...แล้วความเป็นเรานี่ ใครจะล่วงเกินมิได้ด้วย  มันแข็งแกร่งขึ้น มันพอกพูนขึ้น มันไม่ยอมสูญเสีย มันไม่ยอมให้ใครมาก้าวล่วง

มันถือขอบเขตของมันนี่ เป็นเขตอันตราย เขตตาย ไม่ต้องผุดต้องเกิดล่ะ มันจะต้องอย่างนั้นเลยนะ มันตั้งไว้เลยนะ อย่านะๆ อย่าให้เปลี่ยนสภาพของเราตรงนี้ได้นะ นี่ มันจะถือมั่นเลย

เพราะนั้นก็ฝึกไป รวบรวมข้อมูลไว้ ดู สังเกต อยู่ในฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์ ...แล้วก็พยายามอยู่บนหอสังเกตการณ์ อย่าลงมาเกลือกกลั้วกับมัน  

มันจะดึงให้ไปเกลือกกลั้วมัวเมากับอะไร...ก็ไม่ไป ...หรือมันจะไปหาความเป็นจริงที่อื่นที่นอกเหนือจากนี้...ก็ไม่เอา ...แค่นั้นแหละ คือหัวใจหลักของสมาธิปัญญา

เพราะนั้น ถ้ามันแจ้งกายแล้วจบหมดน่ะ บอกให้เลย มันจะจบเลย ...จิตทั้งหลายทั้งปวงนี่ จบสิ้นลงที่เรื่องราวของกายนี้จบ เรื่องราวของกายเรานี้จบ

ไม่ว่าแขนเรา ขาเรา ปวดของเรา  เราเห็น เราได้ยิน เราพอใจ เราไม่พอใจ ในความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็ง...นี่ จบ ถ้ามันไม่เห็นอาการเหล่านี้เป็นเรื่องของเรา...แม้แต่น้อย แม้แต่นิดเดียวนี่

เพราะมันชัดเจนในความเป็นจริงว่า มันเป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่ง เกิดๆ ดับๆ นั่นแหละ ง่าย...เรื่องในจิตนี่ง่ายมากเลย มันแทบจะไม่มีอะไรให้มันมารบกวนเกาะเกี่ยวได้

เพราะรูปนามในจิตจะไม่มีค่าโดยปริยาย รูปนามที่ปรุงขึ้นเรื่องคนนั้นคนนี้ การกระทำคำพูดเหล่านั้น...ก็งั้นๆ แหละ ไร้สาระ ดีไม่ดีมันไม่ต้องคิดก็ยังได้เลย เพราะมันไม่เห็นความมีสาระในความเป็นบุคคล

ก็กระทั่งตัวมันเอง ดูซิ มันยังเห็นความไม่มีสาระเป็นบุคคลเลย นั่น ...เพราะนั้นอย่าประมาทกาย อย่าคิดว่าไม่ได้อะไร หรือว่า...ฮื้อ น่าจะมีอะไรกว่านี้มั้ย

เนี่ย มันเกินแล้ว จิตพยายามจะเกินแล้ว มันจะหาอะไรที่มันเกินธรรม เกินพอ เกินพอดี เกินปัจจุบัน ...มันล้ำๆ มันจะล่วงเกินศีลอยู่ตลอด

(ถามโยมเรื่องไปวัด...)


โยม –  ยังไม่ได้ไปเลยค่ะหลวงพ่อ ปีนี้โยมไม่สบายน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  เป็นอะไร


โยม –  โยมเป็นโรคภูมิแพ้น่ะค่ะ ต้องฉีดยาทุกอาทิตย์ค่ะ

พระอาจารย์ –  แพ้อะไร


โยม –  แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แล้วก็ขนสัตว์ อะไรอย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  แพ้หลายอย่าง


โยม –  ค่ะ แล้วก็สามีก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่ของเขายังมีแพ้ดอกหญ้า  โยมก็เลยเลื่อนไปเป็นฉีดสองอาทิตย์ต่อครั้งค่ะ แต่ว่ายามันแรงมาก พอฉีดแล้วก็จะไม่สบาย

พระอาจารย์ –  คนที่เป็นโรคภูมิแพ้มาก เพราะว่ามาเกิดเป็นคนน้อย


โยม –  เหรอคะ ได้เป็นสัตว์เยอะหรือคะ

พระอาจารย์ –  ส่วนมากเป็นเทวดา เป็นภูมิที่ไม่มีรูป ...เวลามันมาเกิดเป็นคน มันจะมีอาการที่ไม่คุ้นเคยกับขันธ์...ในโลก ในธาตุดินน้ำไฟลม

มันไม่ได้มาเกิดแล้วอยู่นาน เพราะนั้นเวลามาปรับสภาพของธาตุ แล้วมันรับ มันปรับไม่ค่อยได้ แล้วมันไม่ชอบ มันไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวของมันเอง

พวกที่เป็นพรหม เป็นอะไรจริงๆ ที่มีอานิสงส์มากจริงๆ นี่ มาเกิดเป็นคนได้ไม่นาน ตายหมดน่ะ อายุสั้น มันทนสภาพคนไม่ค่อยได้ มันก็เลยกลับไปกินบุญเก่า ...มาตามวาระกรรม

เพราะนั้น ใช้ชีวิตให้รีบเร่งภาวนา  อาศัยเวทนานี่...ก็บอกแล้ว เขายื่นโนติส ว่ากายนี้มันไม่ดีนะ มันจะพังแล้วนะ เขาจะเอาคืนแล้ว มารื้อฝาบ้านแล้ว เอาหลังคาออกไปสักแถบแล้วนี่

มองอยู่อย่างนั้น อย่าไปมองว่าเป็นของไม่ดี ทุกอย่างดีหมดน่ะ เป็นธรรมหมดน่ะ ธรรมนี่เต็มโลกเลย สอนอยู่ตลอดเวลาเลย อะไรๆ ก็เป็นธรรมทั้งหมดที่มาสอน

ก็พลิกวิกฤติ..มันก็เป็นโอกาส ...แล้วก็จะเห็นว่าทุกอย่างมันเนื่องด้วยกายนี้ใจนี้เท่านั้นเอง มันมาหมายกายนี้ผิด ว่าเราปวด ว่าเราเจ็บ ว่าเราไข้ ...มันก็ทรมาน มันก็มีความรู้สึกว่าเราเป็นทุกข์

มันไม่สมควรจะมี...ไอ้ตัวเราเป็นทุกข์  มันสมควรมีแค่..กายนี้เป็นทุกข์ อันนี้มี ...แต่ไอ้ไม่สมควรมีคือ “เราเป็นทุกข์” อันนี้ไม่สมควร และมันยังมีได้อย่างไร ...อันนี้ต้องแก้ด้วยปัญญา


โยม –  มันเป็นระยะๆ ค่ะ มันไม่ต่อเนื่อง  มันก็ยังรู้สึกได้อยู่ว่าเป็นเรา

พระอาจารย์ – นั่นแหละ ลึกๆ มันไม่หายง่ายๆ หรอก มันเป็นเชื้อชั่วที่ดูเหมือนไม่อยากตาย ไม่ยอมตาย


โยม –  แต่มันก็เบาบางลงค่ะ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ คือความเบาบางนั่นแหละ เป็นผลดอกเบี้ย


โยม –  แสดงว่าที่ทำอยู่ก็...

พระอาจารย์ –  ไม่ผิดหรอก อย่าไปสงสัย ฟังคนอื่นมากก็สงสัย คุยกันไปคุยกันมานี่ โหย กู..


โยม –  ค่ะ บางครั้งมันเกิดความสงสัย แต่มันก็พอนั่นปุ๊บ มันก็จะตัดลง อย่างที่หลวงพ่อว่า

พระอาจารย์ –  ตัดเลย หักลำเลย หักงวงไอยรา (หัวเราะ)


โยม –  ค่ะ มันก็ตัดได้ง่ายขึ้นน่ะค่ะหลวงพ่อ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ คำว่าตัดง่ายตัดยาก...นี่คือกำลังของสมาธิ กำลังของปัญญา  มันจะไม่อ้อล้อ หรือเยิ่นเย้อ หรือว่าเสียดมเสียดาย หรืออาวรณ์อาลัย หรือว่ากลัว ไม่กล้าตัดไม่กล้าละ

นี่อาการพวกนี้ แล้วอาการที่จะมาขัดขวางการวางการปล่อยนี่ มันจะน้อยลงไปเอง ...แล้วมันก็จะอยู่กับกายใจได้ด้วยความปกติ มากขึ้น กลางมากขึ้น แล้วก็เข้าใจมากขึ้น

มันไม่ใช่ปกติอย่างเดียวนะ มันเข้าใจมากขึ้นด้วยนะ เข้าใจในความเป็นแค่นี้...เท่านี้  แล้วไม่มีอะไรในแค่นี้...เท่านี้  ไม่มีทั้งเรา ไม่มีทั้งภาษาบัญญัติ ไม่มีทั้งความเป็นอะไร นั่นแหละ ธรรมจริงน่ะอยู่ต่อหน้าต่อตา


โยม –  ถ้างั้นถ้าเราไม่รู้บัญญัติก็ไม่ต้องไปรู้มัน

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องรู้เลย บอกแล้ว ปิดตำราเลย เหมือนกับลูกฝรั่งเด็กฝรั่ง มันไม่ต้องรู้อะไร รู้แค่กายนั่งยืนเดิน แค่นี้พอแล้ว เร็วด้วย บอกให้

ไอ้ที่มันช้านี่ เพราะหันซ้ายที หันขวาที ติดภาษาอีกแล้ว...เคยว่า เคยได้ยินว่า นี่มาแล้วสัญญา จำได้ เคยอ่าน เคยได้ยิน อย่างนี้ รุงรัง กลายเป็นของรุงรังไปเสียอีกต่างหาก

แต่ไม่รู้อะไรเลยน่ะ เออ โง่ดี ...แต่มันไม่โง่ในตัวหรอกนะ ภายในนี่น่ะ มันไม่ทื่อหรอก มันจะเฉียบแหลมภายใน มันจะขัดเกลาสิ่งที่มันเกินจริงออกไป

แต่ลึกๆ มันก็ยังไปหาอะไรเกินจริงอยู่ตลอด มาซ่องสุม มาเป็นขยะ ...แล้วก็พยายามจะไปหาขยะให้เป็นธรรม  เอ๊อะ ประหลาด โง่ซ้ำซาก ไอ้พวกนี้โง่ซ้ำซาก


โยม –  เมื่อสองสามวันก่อน โยมฉีดยามาค่ะพระอาจารย์ แล้วมันปวดมาก พอปวดสักครู่หนึ่งนี่ มันเหมือนกับจะช็อก มันหนาวสะท้าน แต่มันไม่มีความรู้สึกกลัวตาย มันเฉยๆ 

มันพยายามช่วยตัวเองไม่ให้หนาวมากเกินไปอะไรอย่างนี้ค่ะ มันก็ช่วยตัวเอง ทำอะไรต่ออะไร ห่มผ้าไปอย่างนี้ค่ะ  แต่เอ๊ะ ไม่กลัว เฉยๆ ...โยมก็ดูไปเรื่อยๆ ทั้งวันอย่างนี้

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เมื่อใดที่ไม่มีจิตปรุง ไม่มีจิตอดีต ไม่มีจิตอนาคต ไม่มีรูปในอดีต ไม่มีรูปอนาคตของกายนะ ...มันไม่กลัวหรอก

มันสามารถจะ..คือพออาศัยได้กับกายก้อนนี้  แม้มันจะแสดงวิปริตผิดเพี้ยนขนาดไหน ก็พออยู่กันได้ ...แค่พออยู่กันได้นะ ไม่ใช่ดีใจเสียใจอะไรกับมันนะ


โยม –  ค่ะ มันไม่ตกใจ มันไม่กลัวอะไร ก็นวดๆ แข้งขาไป ห่มผ้าไปเท่านั้นน่ะค่ะ  ไม่ร้องโวยวาย ไม่หวาดกลัว ไม่วิตก

พระอาจารย์ –  ไม่ทุรนทุราย ...ดีแล้ว ดี สังเกตมันไป ...ธรรมก็อยู่แค่นี้แหละ การรู้เห็นธรรมก็รู้เห็นแค่นี้แหละ ทีละเล็กทีละน้อย มันก็สะสมภูมิปัญญาขึ้นไป

สะสมว่า อ้อ เข้าใจว่าสภาพที่แท้จริงของมันคืออะไร ...อย่าไปคาดเลยว่ามันจะดีกว่านี้ อย่าไปหมายเลยว่ามันจะไม่มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป

มันไม่หวังเลย ไม่ไปคาด หมายมั่นว่าข้างหน้ามันจะเป็นยังไง ไม่เป็นยังไง  เพราะรู้เลยว่า มันได้ดีที่สุด ยังไงก็เป็นอย่างงี้ ...นี่มันจะปล่อย แล้วก็ยอมรับ ค่อยๆ ยอมรับไปเรื่อยๆ

ไอ้ที่ไม่ให้ยอมรับก็คือที่มันจะไปสร้างกายซึ่งเป็นรูปกายอนาคตนี่ แล้วไปมั่นเที่ยงอยู่ตรงนั้น เนี่ย ปัญหา จิตมันจะสร้างความเที่ยงของรูปกายขึ้นมาใหม่ เรียกว่าอุปาทานขันธ์ หรือขันธ์หลอก ตรงนี้มันทำให้เป็นทุกข์

เพราะนั้นก็อยู่กับปัจจุบัน นั่นแหละคือเรียกว่าการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เราถือว่าทุกอย่างจะดีจะร้ายนี่ ถือว่าเป็นความจริงที่ปรากฏในปัจจุบัน ถือว่าจริงหมด

อย่าหนี และก็อย่าไปแทรกแซง แล้วก็อย่าไปคิดจะเอาชนะด้วย ...ยอมโดยจำนนน่ะ คล้ายๆ อย่างนั้น แล้วจะเห็นสภาพที่เขาแสดงธรรมให้เห็นเป็นขั้นตอนของเขาเอง

ว่ามีการตั้งอยู่อย่างนี้นะ แล้วระดับกลางๆ อาจจะมากอยู่ เสมอตัว ขึ้นลง น้อยลง ...แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีอะไรเกินความดับไป ...เนี่ย มันจะเห็นตรงนี้แค่นั้นเอง


โยม –  แต่ตอนที่กลัว รู้ตัวว่าตัวเองน่ะกลัวฮ่ะ แต่ไม่ได้ดิ้นรนกับมัน ไม่ได้ขัดขืนกับมัน

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะ รู้ด้วยความเป็นกลาง แค่นี้เอง นี่คือการที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรม ...มันไม่ได้แยกกันเลย มันไม่มีว่าต้องไปนั่งในห้องพระ หรือว่านั่งกำหนดบริกรรมคาถาใดคาถาหนึ่ง

เรียนรู้ดูเห็นในปัจจุบัน ถือกายเป็นหลัก แล้วมันจะเห็นทุกอย่าง ทั้งอารมณ์ ทั้งกิเลส ในตัวกายนั้นเองน่ะ

คราวนี้สำคัญคือเวลามันดับไปแล้วนี่ อย่าลืม อย่าลืมกาย ...พออาการกลัวดับไป อู้ย  สบายแล้ว  ภูมิใจ พอแล้ว ได้ผลงานแล้ว ...เนี่ย ตรงนี้ประมาท

ปล่อยเลยนะ ปล่อยสติ ปล่อยกายเลย ตรงนี้คือติดกับดักของโมหะแล้ว คือหลง รอ วางใจ ...ไอ้ที่ว่าวางใจ หรือว่าพัก ขอพักซะหน่อย วันนี้ห้ำหั่นกันมาได้ผล...เราชนะแล้ว

มันมี “เราชนะ” ด้วยนะ ยังมี “เราชนะ” อีกด้วยนะ ...ยังไม่จบนะ งานยังไม่จบ กายยังมี ยังไม่แจ้ง เพราะยังมี “เราชนะ” เพราะยังมีเราได้ผลอะไรอยู่ ...ลึกๆ น่ะมี...มี "เรา"


...............................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น