พระอาจารย์
10/20 (560317A)
17 มีนาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ดูลมอย่างนี้ ไปๆ มาๆ
มันจะเห็นแต่ลมเที่ยง ...ไม่เห็นตัว
นี่ กลายเป็น "รู้" กับ "ลม" นี่กลืนกันไปเลย ...ยังไม่มีปัญญา ...นี่เขาเรียกว่าสมถะ นี่เรียกว่าฌาน เข้าใจมั้ย ฌาน คือ เพ่ง
แต่กายนี่มันไม่ได้อยู่ที่เดียวนะ ...กายใหญ่-กายย่อย
เข้าใจมั้ย
แล้วคราวนี้สมมุติว่าถ้าเราจะเอาลมเป็นวิหารธรรม
เอ้า ถ้ากำหนดลม แล้วเราเห็นเป็นกองลม ...แต่ในอิริยาบถทั่วไป มันไม่เห็นนะ ...มันไม่เห็นด้วยความต่อเนื่องได้
คราวนี้เริ่มหงุดหงิดแล้ว เข้าใจมั้ย ...เวลาเดิน เวลาทำงานหนักๆ เวลาคุย เวลากินข้าว อย่างนี้ ลมหายใจไม่เห็นแล้ว ... มันไม่เห็นลมน่ะ
โยม – ใช่ครับ ไม่เห็น
พระอาจารย์ – คราวนี้เริ่มหงุดหงิดแล้วว่า..เอ๊ะ กำหนดผิดรึเปล่า ...ก็พยายามจะทำให้ได้
ต้องเห็นลมตรงนั้นให้ได้ ...เนี่ย เขาเรียกว่าเพ่งเกินไปแล้ว...ไม่ถูก
โยม – อย่างขับรถนี่ จะไปอยู่ที่ลมก็ไม่ได้
พระอาจารย์ – ไม่ได้ เข้าใจมั้ย
รถชนกันตาย เออ
โยม – อยู่ที่กายได้
พระอาจารย์ – อยู่ที่หลังพิงพนัก เออ
อยู่ที่มือจับพวงมาลัย คอกำลังหมุนหัน ไอ้อย่างนี้ได้ ...กายวิญญาณนี่
ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เข้าใจไหม
แต่ว่าไอ้ที่อยู่ที่เดียวนี่คือ "รู้" ...มันจะเห็นไอ้ตัวนี้มันจะไปไหนก็ได้ นี่คือปกติธรรม หรือปกติกาย หรือปกติศีล
มันแปรปรวนอยู่ด้วยความเป็นปกติ เข้าใจมั้ย
แต่เมื่อใดที่เราไปทำให้มันเที่ยง
บังคับให้มันเที่ยงนี่...ผิดแล้ว ผิดหนทางแห่งมรรคแล้วนะ
คือ..."ทำไมมันย้ายไปย้ายมาวะเนี่ย กูจะจับให้มันอยู่ที่เดิม" หรือจะว่าเพ่งอยู่ที่เฉพาะหน้าตรงนี้ หรือตรงลม ตรงจมูก อะไรอย่างนี้
เนี่ย พวกสมถะจะติดอย่างนี้ เอาที่เดียวเลย
แล้วไม่เคลื่อนเลยนะ ...คือกลายเป็นลมเที่ยงไป
โยม – ครับ จะไปต้องรีบดึงกลับ
พระอาจารย์ – แล้วต้องให้อยู่ที่เก่า
เวลาเดิม เหมือนเดิมด้วย อย่างเงี้ย ...อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่เกิดความเข้าใจของปัญญาญาณ
โยม – อ้อ
พระอาจารย์ –
เพราะนั้นปัญญาญาณนี่มันจะเห็นอยู่ท่ามกลางสองสิ่ง
ตัวเห็นที่ปรากฏนี่
มันจะมีอาการเห็นปรากฏต่อเมื่อมันมีสองสิ่งปรากฏ เข้าใจมั้ย
แล้วมันจะมีตัวที่สามขึ้นมา...คือเป็นตัวที่เห็น
แต่สมมุติว่าเวลาเราทำงาน
แล้วเราข้องแวะกับผู้คน พูดคุยกับคน ...มันจะไม่เห็นสองสิ่งหรอก
มันจะเห็นแต่กาย...ชัดที่เดียวคือกาย
แต่บอกแล้วว่าไอ้ตรงที่ชัดที่เดียวตรงกาย...หมายความว่ารู้ก็อยู่ตรงกายนั่นแหละ แต่มันยังไม่แยกออก เข้าใจมั้ย
เพราะว่ามันยังต้องข้องแวะกับภายนอก
มันจะต้องมีจิตออกไปข้องแวะกับภายนอก
จิตมันยังต้องทำงานภายนอกอยู่ ...เพราะนั้นมันจะแยกออกมารู้ชัดๆ ไม่ได้
มันต้องอาศัยความคิดความปรุงในการทำงานด้วย
เพราะนั้นแค่เห็นกายนี่ก็เก่งแล้ว
บอกให้ ...ไม่ต้องไปแยกจิตด้วย ไม่ต้องไปแยกรู้ด้วย ...รักษากายไว้ กายชัดก็รู้ว่ากายชัด...ยืนเดินนั่งนอน
รู้อยู่ไหนไม่ต้องหา แม้จะไม่เห็นเลย ไม่เห็นว่ารู้อยู่ตรงไหนเลยนะ ...ไม่ผิดหรอก
โยม – รู้สึกตัวแค่นั้นเอง
พระอาจารย์ – ให้มันมีแต่กายยืนเดินนั่งนอนนั่นแหละ
โยม – เหมือนกับเป็นแค่สัมปชัญญะ
พระอาจารย์ – คือหมายความว่า
ให้มันรักษาปัจจุบันไว้ รักษาศีลไว้ก่อน ประกอบเหตุแห่งศีลไว้ มีกาย ...ให้มีกาย
คือบางทีมันจะไปสงสัย ...เพราะว่าเวลาอยู่คนเดียวหรือเวลานั่งสมาธิ หรือเวลาอยู่เงียบๆ มันชัดน่ะ
รู้มันชัดน่ะ กายก็ชัด ...มันสองอันแยกกันชัดเจนเลย
แต่เวลาไปทำงาน รู้มันไปไหน
รู้มันไม่มีน่ะ แล้วพยายามจะทำรู้ให้เกิดตรงนั้น...ไม่ได้ ...มันจะมีแต่กายชัดก่อน
เข้าใจมั้ย
ไม่ผิดหรอก ขอให้มีกายอยู่ และต้องให้มีอาการ...อย่างน้อยให้เห็นว่ากายมันทำอะไรอยู่ แค่นั้นแหละ ปัญญาไม่ต้องเดินหรอก
ไม่ต้องเดินมาก ไม่ต้องลึกซึ้งมาก
แต่เวลาที่มันอยู่ในลักษณะเป็นส่วนตัวแล้วนี่
ตรงนี้ มันจะเริ่มชัดเจนในสองสิ่ง หมายความว่าตัวรู้นี่มันจะเหมือนกับลอยตัวออกมา...ลอยตัวออกมา
ก็ไม่ได้ชัดหรอก แต่รู้สึกตงิดๆ ว่ามันมีอะไรอยู่ข้างหลังวะ
ที่มันเห็นรู้อยู่ ที่มันรู้อยู่ อย่างเนี้ย เรียกว่ารู้มันเริ่มถอนตัวออกมา ...ใจมันเริ่มถอนตัวออกมา
และอาจจะมีความคิดวนเวียน
เหมือนแมงหวี่แมงวัน ...อย่าไปเดือดร้อน เข้าใจมั้ย อย่าไปเดือดร้อนกับมัน อย่าไป "เอ๊ะ...ฮื้อ" หงุดหงิด “ทำไมมันไม่หายไป” ...ไอ้นี่ก็ต้องเห็นแล้วว่าหงุดหงิด
เราก็ทำหน้าที่ของเราไป
แมงหวี่แมงวันตอมก็ชั่งหัวมัน ไม่ใช่เรื่องของกู กูจะเอางานนี้...กำลังนั่งแล้วก็...กายมันทำอะไรมั่งวะ
ในตัวของมัน ในระหว่างที่มันดำเนินวิถีการดำรงชีวิต
ปัจจยาการของกายระหว่างนี้
หนึ่งชั่วโมงนี่ มันทำอะไรบ้าง ...ก็ดูอาการมัน มีลมบ้าง มีแข็งบ้าง มีตึงบ้าง
มีเมื่อย มีปวด มีคันบ้าง มียุบยิบ ยุ่บยั่บ ตรงนั้นตรงนี้ ...นี่คือดูวิถีของกายเป็นยังไงบ้างในหนึ่งชั่วโมงอย่างนี้
โยม 2 – ค่ะพระอาจารย์ แล้วก็...ตอนเริ่มต้นมันจะเห็นอย่างนั้นนะคะ
พอสักพักนึงมันเกิดอาการเหมือนกับมันตั้งมั่นขึ้น
พระอาจารย์ – เออ ก็บอกแล้ว
ถ้าจิตมันรวม
โยม 2 – อ๋อ ...แล้วมันจะเห็นแค่ขยับ เป็นแค่ขยับกับอาการที่มันไหว
พระอาจารย์ – หมายความว่า
ถ้ามันรู้สึกมั่นคง แข็งแกร่งขึ้น ...เหมือนกับปักหมุดอยู่ข้างในน่ะ
เหมือนกับมันปักหมุด ปักหลัก อยู่อย่างเนี้ย ...ตรงนั้นเขาเรียกว่าจิตรวม
ดวงจิตผู้รู้มันรวมตัว
เหมือนกับ...จิตน่ะ จิตที่มันแตกกระสานซ่านกระเซ็น
มันรวม...มันรวมมาเป็นรู้ อยู่กับกองรู้ ก้อนรู้อยู่ ลักษณะที่มันรู้สึกอย่างนี้
เรียกว่าอุปจารอ่อนๆ เกิดแล้ว
โยม – แล้วลมก็ไม่มี ลมจะเบามาก
ลมหายใจอย่างนั้นนะครับ
พระอาจารย์ – มันไม่สนใจหรอกว่าจะมีหรือไม่มี เข้าใจมั้ย เพราะมันไม่ได้หมายมั่นกับอะไรนะ ...ตรงนั้นมันอยู่ที่รู้
โยม 2 – ก็ปล่อยมัน
พระอาจารย์ – ปล่อยมัน มันจะอยู่กลางๆ
ตรงนั้นจะอยู่กลางๆ กับกาย
โยม 2 – มันเป็นนิดเดียว
จะไหวนิดเดียว ปล่อยมัน
พระอาจารย์ – แค่นั้นแหละ
แล้วตรงนั้นน่ะ...ภูมิปัญญาหรือญาณปัญญาจะเกิดตรงนั้น
เพราะตรงนั้นน่ะ
ที่จิตมันรวมอยู่อย่างนั้น เป็นดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นอย่างเดียวนี่ ...มันจะเห็นกายในมิติอีกมิติหนึ่ง เข้าใจมั้ย
เป็นมิติที่ไม่ใช่ก้อนหญิงชาย
เป็นมิติที่ไม่ใช่ก้อนเราก้อนเขา เป็นมิติที่ไม่ใช่ก้อนสวยก้อนงาม ...แต่มันเป็นมิติที่ไม่มีความหมาย เป็นมิติที่เป็นกองอะไรก้อนอะไรก็ไม่รู้ ...มันก็เห็นมิติตรงนั้น
ตรงเนี้ย ที่เรียกว่าเห็นกายตามความเป็นจริง...ได้สักระยะหนึ่ง ...อย่าให้มันหาย ต้องระวัง ตรงเนี้ย หมายความว่า พอออกจากตรงนี้ อย่าให้มันหาย
คือมันจะเห็นตอนนั่งเฉยๆ หรือว่าอยู่ในสมาธิ
หรือว่าอยู่ในอิริยาบถของการทำสมาธิอะไรก็ตาม พอเลิกแล้วอย่าทิ้งเลย เหมือนกับคิดว่า เออ
แล้วค่อยมาทำใหม่ ...นี่ มันจะติด จิตมันจะบอกอย่างนี้
โยม 2 – ทีนี้มันเดินๆ อยู่
บางทีมันก็ปุ๊บ..ไป
พระอาจารย์ – ทิ้งหมดเลย ทิ้งหมดเลยนะ
อย่าเสียดาย ...แล้วก็รักษาตรงนั้นให้ต่อเนื่องเลย เข้าใจมั้ย
เหมือนกันกับเวลานั่งสมาธิแล้วมีภาวะชัดเจนอยู่อย่างนี้ อย่ารีบออก อย่ารีบเลิก
ถึงจะเลิกก็ตาม ก็รู้ว่ากำลังจะเลิก ก็ค่อยๆ ขยับ แล้วก็รักษาภายในให้มันเห็นอยู่อย่างนี้
ไปจนค่อยขึ้นเตียงนอน จนหลับไปเลย ให้มันเชื่อง เข้าใจมั้ย
โยม 2 – บางครั้งมันเหมือนว่า
ถ้ามันอยู่อย่างนี้ แล้วเขาจะไม่เข้าใจ
พระอาจารย์ – ไม่ต้องสนใจ อยู่ของเราไป
อยู่อย่างนั้นไป ...อย่าทิ้ง อย่าเกรงใจคน อย่าเกรงใจโลก อย่าเกรงใจค่านิยมในโลก
อย่าเกรงใจความไม่เข้าใจของคนอื่น
พอมันเกรงใจปั๊บ มันทิ้งเลย...มันจะทิ้งมรรคเลยนะ แล้วก็... “ไปคุยสักหน่อย ไปตอบคำถามสักหน่อย” อะไรอย่างเนี้ย
กลัวเขาไม่เข้าใจ
โยม 2 – เขาจะว่าเป็นอะไร
พระอาจารย์ – เนี่ย มันเกรงใจนะ ...เกรงใจคน
แต่ไม่เกรงใจพระพุทธเจ้า เออ ไม่เกรงใจพุทธะ ธรรมะ สังฆะ แต่เกรงใจกิเลสมนุษย์
ความเห็นของคน อย่างนี้
โยม 2 – ก็ทิ้งเลย
พระอาจารย์ – ทิ้งเลย อย่าไปเสียดาย
อย่าไปอาวรณ์ ไม่งั้นมันจะติดนิสัยเกรงใจ เกรงใจโลก เกรงใจคนรอบข้าง เกรงใจลูก
เกรงใจผัว เกรงใจเพื่อน กลัวเขาไม่เข้าใจ จะเข้ากับคนเขาไม่ได้ ...เนี่ย กลัว
ทีพระพุทธเจ้าล่ะไม่เกรงใจ ...ไม่เกรงใจพุทธะพุทโธ ไม่เกรงใจธัมมะธัมมัง ไม่เกรงใจสังฆะสังโฆ ...เพราะตรงที่อยู่ตรงเนี้ย
คือลักษณะของพุทธะ ธัมมะ สังฆะ รวมเป็นหนึ่งอยู่ในที่นี้
โยม – เอาเป็นเครื่องอยู่ได้
พระอาจารย์ – อยู่เลย
โยม 2 – แต่ถ้าอยู่อย่างนี้ก็ยุ่งเกี่ยวกับใครไม่ได้
พระอาจารย์ – ก็บอกแล้วไง เข้าใจมั้ย
หนึ่ง...เกรงใจ สอง...ลึกๆ มันยังไม่กล้า ไม่กล้าที่จะอยู่ด้วยความต่อเนื่องอย่างนี้
โยม – มันยังไม่กล้าทิ้ง
พระอาจารย์ – จิตมันไม่ยอม...ยังไม่ยอมทิ้งโลก
โยม 2 – ต้องหยุดเลยใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – ค่อยๆ ฝึกให้มันนาน...เขยิบขึ้น นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ...แล้วมันจะเกิดความอาจหาญ เด็ดขาด อาจหาญโดยไม่ที่กลัวฟ้าไม่กลัวดินเลย
คือกูจะอยู่ตรงนี้ ใครจะทำไม มีอะไรกับกูมั้ย
ประมาณนั้น ...คือจะไม่เกรงใจอะไรเลย เรียกว่าเคารพพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ด้วยใจ...ตลอดเวลา
ตรงนี้ที่เรียกว่าปฏิบัติบูชาเลย เป็นการปฏิบัติบูชาด้วยการเข้าถึงพุทธะ ...พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นั่งอยู่ที่ใจ
แล้วก็เหมือนกับเรานั่งอยู่ต่อหน้าท่านอย่างนี้ เข้าใจมั้ย ...กล้าทำอะไรมั้ยล่ะ
กล้ากระดิกคิดไม่ดีมั้ย กล้าหันไปคุยกับเพื่อนมั้ย เนี่ย
(ต่อแทร็ก 10/20 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น