พระอาจารย์
10/23 (560317D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 มีนาคม 2556
พระอาจารย์ – คือการภาวนานี่
มันเป็นเรื่องการเรียนรู้สองสิ่งเท่านั้น เราบอกแล้ว คือ กายกับใจ
นอกเหนือจากกายกับใจแล้ว
ไม่ต้องไปรู้ ไม่ต้องไปเรียนมันหรอก ...ถึงมันจะพยายามจะเข้าไปเรียนรู้ จะให้เข้าไปเรียน
ก็พยายามทวนกระแสนั้นๆ...ไม่เอา
ต้องคอยบอกตัวเองว่าไม่เอา
อะไรที่มันนอกเหนือกายใจนี้..ไม่เอา อะไรที่พาให้ออกนอกกายใจนี้..ไม่เอา ...ต้องคอยบอก ต้องคอยสอน ต้องคอยเตือน
เพราะธรรมชาติของจิต มันไม่รู้จักคำว่า “พอดี”
มันจะไม่รู้จักคำว่า “หยุดอยู่กับปัจจุบัน” ...มันมีแต่อะไรก็ตามที่มันเกินนี้ไปนี่ มันว่าถูกหมด
ดีหมด ใช่หมด ประเสริฐยิ่งกว่า
แต่ถ้าอยู่แค่นี้
มันจะบอกว่าเท่าเก่า ไม่ก้าวหน้า ...ไอ้ก้าวของมันข้างหน้าน่ะคือก้าวแบบล้ำหน้า
…เคยเล่นฟุตบอลรึเปล่า ฟุตบอลเขาบอกว่าล้ำหน้า
ยิงประตูก็ไม่เข้า เพราะมันล้ำหน้า
เหมือนกัน จิตมันชอบล้ำหน้า
มันผิดกติกานะนั่นน่ะ …แล้วมันก็กระโดดโลดเต้น
ดีอกดีใจว่ากูทำประตูได้แล้ว ...เก้อ สุดท้ายเก้อ เขาไม่ขึ้นสกอร์ให้น่ะ
ก็หลอกตัวเองอยู่นั่นว่ากูได้แล้วน่ะ …ไม่ยอมนะ มันดื้อแล้วมันไม่ยอมอีกนะ
เขาเรียกว่ามันมีมานะในตัวของมันเอง หน้าด้าน แบบด้านๆ น่ะ
จิตนี่คือความดื้อด้านน่ะ ...มันถึงต้องโดนด่าไง
ครูบาอาจารย์ท่านถึงด่า ท่านไม่ได้ด่าในความเป็นสัตว์บุคคลหรอก
ท่านด่าจิตที่มันกำเริบเสิบสานออกมา แล้วยังเห็นดีเห็นงามกับมัน
พอด่าจิตที่มันทำอาการนี้ ก็เลยบอกว่า... "อุ้ย อาจารย์ด่าเรา" …นั่น บ้ารึเปล่า มันบ้าซ้อนบ้าไง
...ท่านด่าจิตที่มันกำเริบ มันจะได้หด ...ก็ไปบอกว่า "มาด่าเราทำไม"
เอ้า ท่านด่าจิต ไม่ได้ด่ามึง
มันคนละเรื่องกัน เห็นมั้ย ...แต่พอโดนด่าปึ้บ เราจะรู้สึกเลยว่า เราถูกด่า
เราถูกว่า ...ทั้งๆ ที่ว่า ท่านว่าจิตที่มันแลบออก มึงไม่เห็นรึไง
แล้วยังไปกินขี้หลับนอนอยู่กับมันอย่างนี้
มึงไม่รู้จักรึไง ...นี่ พอพูดแล้วปึ๊บมันสะดุดไง
พอสะดุดแล้วมันหดตัว ...แต่พอหดตัวเสร็จปุ๊บก็ว่าอาจารย์ด่าเรา
มันไปหมายเอาว่าตัวนั้นน่ะเป็นตัวเรา เรื่องราวในนั้นเป็นเรื่องของเรา
การกระทำในจิตนั้นเป็นเรื่องของเราหมดเลย …นี่เขาเรียกว่ามันหมายมั่นผิดตั้งแต่หัวกระบวนยันท้ายกระบวน
เพราะนั้นการดูจิต
เราถึงบอกว่าพวกเรายังดูไม่เป็น ...เพราะมันไปดูปลายจิต มันไม่ได้ดูที่ต้นจิต
แล้วมันไม่เห็นตั้งแต่กระบวนต้นของจิต ไม่เห็นหัวกระบวน
มันเลยไปน่ะ ...พอไปดูอีกทีมันออกไปเป็นท้ายกระบวนแล้ว
ไปกันใหญ่แล้ว ...ก็เลยไปหมายมั่นว่า นั่นน่ะเป็นเรื่องของเรา เป็นจิตของเราอยู่
แต่ถ้าเราแกล้งทำเป็นไม่สนใจใยดีมัน
เหมือนกับแมงหวี่แมงวันตอมหูตอมตา ชั่งหัวมัน ...ก็ทำหน้าที่อะไรอยู่ก็ทำไป คืออะไรล่ะ...ยืนก็ยืนไป เดินก็เดินไป นั่งก็นั่งไป
คือกายมันทำหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ของมันไป เนี่ย กลับมาอยู่กับการงานในปัจจุบัน ...ถ้าลงหลักนี้ ปักหลักนี้
หรือว่าลงวิถีการปฏิบัตินี้ ...ก็เรียกว่าการงานในปัจจุบันนี้
การงานนี้จึงจะเรียกว่าสัมมาอาชีโว แล้วทำสัมมาอาชีโวนี้
การงานนี้ให้ต่อเนื่อง จึงจะเรียกว่าสัมมากัมมันโต...ด้วยความพากเพียร ก็เป็นสัมมาวายาโม
เลี้ยงชีพชอบด้วยความพากเพียร ดำริชอบด้วยการงานนี้ ...เพราะนั้นในหมวดของการงานชอบนี่
มันรวมทั้งดำริชอบ เลี้ยงชีพชอบ วิริยะ พากเพียรชอบด้วย มันอยู่ในหมวดเดียวกัน
คือเป็นวิถีแห่งการปฏิบัติที่ตรงต่อองค์มรรคนั่นเอง
ไม่ให้ออกนอกกรอบงานปัจจุบัน คืองานศีล งานสมาธิ งานปัญญานั่นเอง
แต่จิต ...ข้อสำคัญนี่
จิตมันมีการแตกตัวอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
เคยเห็นกองไฟมั้ย มีไฟกองไหนที่เอาฟืนจุดแล้วมันไม่มีสะเก็ดไฟ...ไม่มีหรอก
ตราบใดที่ยังมีไฟลุกอยู่ ตราบใดที่ยังมีฟืนอยู่ สะเก็ดมันจะแตก ห้ามไม่ได้เลย
แต่ระวังได้ ...ระวังยังไง
เวลามันแตกแล้ว มันจะไปไหม้ไปเผาใบไม้แห้ง หญ้า หรือสัตว์บุคคลที่นั่งอยู่ล้อมรอบ
แล้วมันจะลุกไหม้ลาม ...นี่ คอยระวังเท่าทันได้ ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย
ถ้าปล่อยเลยตามเลย ไอ้สะเก็ดไฟลูกนั้น...ลาม
เกิดอาการลามปามแล้ว มีเชื้อตรงไหนก็ไม่มีคำว่าจบหรอก ไปเรื่อย เพราะมันมีเชื้อ ...ก็ถ้ามันไม่มีเชื้อ
มันจะมีไฟมีควันไหม
การระวังเท่าทัน
ก็เหมือนกับอาการว่าพอสะเก็ดไปแล้วรีบปัดๆๆ คืออาการคล้ายๆ อย่างนั้น ...แต่จริงๆ จิตมันแค่ระวังเท่าทันว่า...เออ มันแตกตัวออกไปนะ เห็นว่าแตกตัวออกไปนะ
แล้วก็รู้ทันมัน แค่เนี้ย
ถ้าเปรียบกิริยาของคนที่นั่งรอบกองไฟ
ก็เหมือนกับเอามือไปปัดไฟนั้นไม่ให้มันลุกลามออกไป ...แต่จริงๆ
จิตไม่ได้ทำกิริยานั้นหรอก แค่รู้ตัวเฉยๆ นี่มันก็หยุดแล้ว
...เรียกว่าการรู้จิตเห็นจิตนี่ เห็นแค่นี้เอง
แต่คราวนี้ว่า ถ้ามันเห็นแค่นี้ ...แล้วไอ้ตอนที่มันไม่มีสะเก็ดไฟนี่มันอยู่ไหน ตรงเนี้ย มันไม่มีที่อยู่แล้ว ...หมายความว่า เวลาที่มันไม่มีสะเก็ดไฟก็มี นี่ มันมีช่องว่าง
คือบรรยากาศมันให้ ก็เลยนอนซะเลย ใช่ป่าว ...ไฟก็ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องอะไร มันไม่มี ดูแล้วสะเก็ดไฟไม่มี ก็หลับเลย ...นี่ โมหะ
มันจะอยู่ด้วยโมหะ
คือความไม่รู้ ความเผลอ ความเพลิน
หรือความสบายใจ หรือความประมาทเลินเล่อ หรือความหลง ลืม ...ไปอยู่ในโลกแห่งความลืม
ไม่รู้ตัว แล้วคราวนี้ก็เลยตามเลย
พอเริ่มไม่รู้ตัว มันก็มาแล้ว สะเก็ดไฟมา ...แต่มันยังงัวเงียๆ อยู่ ก็ว่าคงไม่ไปลุกไหม้อะไรหรอก ...ก็เห็นอยู่ว่ามันลาม ก็ขี้เกียจแล้ว ปล่อยแล้ว
เริ่มปล่อยแล้ว
ทีนี้มันก็เริ่มแผ่กระจาย เอื้ออาทรแล้ว
มีการเอื้ออาทรต่อสัตว์บุคคลรอบข้างแล้วนะ ...แต่มันเอื้ออาทรทั้งในแง่กุศลและอกุศล แล้วธรรมชาติของจิตคือร้อน
ยังไงก็อกุศลเป็นหลัก
ไม่ค่อยออกไปด้วยความเมตตาอาทรหรอก แต่ไปตำหนิ ติเตียน กล่าวโทษ แล้วก็หงุดหงิดรำคาญไม่พอใจ อึดอัดคับข้อง
มันจะเป็นอย่างงั้น ...ก็ไปเรื่อยล่ะ ลามปามใหญ่โต เท่าที่เชื้อมันจะมี
แล้วเชื้อมันไม่หมดโลก...ตราบใดที่มีโลกมันก็มีวัตถุดิบอยู่น่ะ ให้เผาไหม้ มันจึงเกิดความเร่าร้อนแผ่ขยาย ...เพราะมันไม่ได้มีแต่กูคนเดียวนี่
ทั้งโลก กี่พันล้านคน ต่างคนต่างร้อนนี่ ฮึ
เพราะนั้น เหมือนว่าถ้าก้าวเข้าไปในวงเหล้านี่
เหมือนกัน คนเมาทั้งวงนี่ ไปนั่งด้วย รักษาสติอย่างมั่นคงนี่ ไปนั่งในวงเหล้านี่ เดี๋ยวก็เสร็จ...อดไม่ได้ที่จะต้องเมาตาม
คือมันจะเป็นอย่างนั้นน่ะในโลก
ต่างคนต่างเร่าร้อน ไม่มีใครระมัดระวังตัวเองเลย
มันไม่มีใครคอยระงับหรือคอยดับไฟของตัวเองเลย ...มีแต่ปล่อยเลยตามเลย
แล้วจิตนี่มันออกไปตรงไหน...ร้อนตรงนั้น เผาหมดน่ะ ...มันจึงอยู่ด้วยความเบียดเบียนกัน ทั้งๆ ที่ว่าไม่ได้ตั้งใจเจตนาด้วยนะ
ก็เบียดเบียน ...เพราะไฟคือความเร่าร้อน...มันก็เผาไปเรื่อย
คือยังไม่ได้โดนบ้านใครกูก็เผาไปแล้ว
ถึงไม่มีเจตนาก็เผา แต่ไอ้ที่จงใจจะจุดเผาบ้านนี้ก็มี เออ อันนี้ก็มีเจตนา ...แต่โดยตัวมันเองที่เผาไป เจออะไรก็เผาไหม้ไป เร่าร้อนไป อันนี้ไม่มีเจตนา
แต่ก็ร้อน
เนี่ย เพราะนั้นโลก แปดพันล้านคน
จึงอยู่ด้วยความเร่าร้อน ...ยกเว้นสัตว์บุคคลนั้นเป็นอริยะ
คือไฟลามมานี่ดับหมดน่ะ
เข้าอาณาเขตนี้แล้วดับ เพราะมันเจอธาตุเย็น ...ธาตุนี้เป็นธาตุเย็น
ไม่มีเชื้อ ...ไม่มีเชื้อให้ไหม้
มันก็ไม่มีทางที่จะติดลามเข้ามาเผาไหม้กายใจของท่าน และก็บริเวณรอบท่าน
เพราะนั้นน่ะ
ถ้าทุกคนตั้งใจลดหรือดับความเร่าร้อนภายใน ถ้าทุกคนในโลกนะ
มันดำรงชีวิตอยู่ด้วยความตั้งใจที่จะดับความเร่าร้อนภายใน ...โลกนี้จะเย็น
ไม่เบียดเบียนกัน
เพราะนั้นตัวที่จะลดความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ท่านจึงเรียกว่าศีล ...ผู้ใดที่รักษาศีล มีศีล
ผู้นั้นจะเรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียน ...ศีลใครศีลมัน กายใครกายมัน
ถ้าทุกคนเราวางจิตของตัวเองนี่
ให้มันไม่ออก ไม่ล่วง ไม่เกินกายนี้ ปัจจุบันกายนี้ออกไป ...หมายความว่าผู้นั้นน่ะ...อยู่ด้วยศีล อยู่ในกรอบของศีล
เพราะนั้นแค่อยู่ในกรอบของศีล
อยู่ในกรอบของกายปัจจุบันนี้ จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียนแล้วในเบื้องต้น ...คือจิตไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น..หนึ่ง
แล้วไม่เบียดเบียนตนเอง..หนึ่ง
อย่าว่าแต่เบียดเบียนผู้อื่นเลย ...เบียดเบียนตัวเองก็ไม่เบียดเบียน
ทำไมถึงเรียกว่าไม่เบียดเบียนตัวเอง ...ก็เพราะถ้ามันไม่อยู่ในกรอบนี้
มันก็จะคิดถึงตัวเองข้างหน้า “เดี๋ยวถ้าเราไปทำงานช้า เราก็ถูกด่าสิ”
เราก็ต้องเสียใจ เศร้า ขุ่นมัว มีทุกข์เกิดขึ้น
เห็นมั้ย มันเบียดเบียนตัวเองนะ
ด้วยการสร้างอะไรก็ไม่รู้เป็นตุเป็นตะ อดีตอนาคตอย่างนั้นอย่างนี้
ปรุงแต่งสถานการณ์การกระทำของบุคคล แล้วมีตัวเราเข้าไปรับเหตุของสถานการณ์บุคคลอย่างนั้น
จึงเป็นสุขเป็นทุกข์บ้าง ดีใจเสียใจ น้ำหูน้ำตาไหล...ทั้งที่ยังไม่เกิดอะไรเลยนะ เห็นมั้ย
ที่เรียกว่ามันเบียดเบียนตัวเอง เห็นมั้ยว่าจิตก้าวล่วงศีลเมื่อไหร่
มันเบียดเบียนทั้งตัวเองแล้วก็เบียดเบียนผู้อื่น
ไอ้เบียดเบียนผู้อื่นน่ะมันเข้าใจอยู่ชัดเจนแล้ว
อย่างว่าอยู่ดีไม่ว่าดี นั่งอยู่เฉยๆ ก็ว่า “ถ้าได้ทำอะไรที่มันสะใจกับไอ้คนที่เราไม่พอใจซะหน่อยก็จะดีนะ”
เนี่ย
“ถ้ามันมาทำอย่างนี้อีกกับชั้น
แล้วชั้นจะตอบตอกหน้ามันด้วยคำพูดประมาณระดับนี้ เลเวลนี้เลยนะ” ...นั่น
ทั้งที่คนนั้นมันอยู่ไหนก็ไม่รู้ ดีไม่ดีมันตายไปแล้วก็ได้
แต่จิตมันเบียดเบียนบุคคลอื่นไปแล้ว อย่างเนี้ย ...เห็นมั้ยว่า
ถ้ามันก้าวล่วงกายนี้ออกไปนี่ จิตเนี่ย มันจะอยู่ด้วยการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
เพราะนั้นเมื่อใดที่มีศีล
อยู่ในกรอบของศีลเนี่ย ...ไม่ต้องแผ่เมตตาหรอก ไม่ต้องว่า อะเวรา โหตุน่ะ สัพเพสัตตา
สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขๆ เถิด ...ไม่ต้องนึก ไม่ต้องคิด
แค่อยู่ในกรอบศีลนี่ มันมีเมตตาในตัวของมันเลย
เพราะมันอยู่ด้วยความเป็นผู้ไม่เบียดเบียน ...นั่นแหละ
คือมันอยู่ด้วยความเป็นกลางกับสิ่งต่างๆ
ไม่เอาเรื่อง ไม่เอาราว
ไม่เอาเป็นธุระ ไม่เอาถูก ไม่เอาผิด ไม่เอาดี ไม่เอาชอบ ไม่เอาคุณ ไม่เอาโทษ ...ลักษณะที่มันอยู่อย่างนี้ด้วยความเป็นกลาง เนี่ย
คือลักษณะที่ท่านเรียกว่าเมตตาที่ไม่มีประมาณ
ไม่มีประมาณยังไง ...คือไม่เลือกสัตว์และบุคคล
ไม่เลือกแม้กระทั่งเป็นวัตถุธาตุ เหตุการณ์ สถานการณ์ในโลกด้วย ...เออ
มันยังเมตตากับสิ่งที่ไม่มีชีวิตยังได้เลย...ได้ไง เห็นมั้ย
ก็ไม่ได้เอาถูกเอาผิด เอาดีเอาร้าย ตำหนิติเตียน หรือติชมมัน ...จึงเรียกว่าเป็นเมตตาที่ไม่มีประมาณ...โดยตัวของมันเอง โดยตัวของผู้ที่มีศีลนั้นเอง
เห็นมั้ยว่า
แค่ความสงบในระดับของศีลนี่ หรืออานิสงส์ของศีลนี่
มันยังมีพลานิสงส์ของความสงบร่มเย็นเป็นในระดับนึงเลย...ในตัวของมันเองเลย
ไม่ต้องไปหาที่ร่มเย็นที่อื่นมาพึ่งเลยน่ะ
มันก็เกิดความร่มเย็นเป็นกลางอยู่ภายในนี้
เป็นร่มเงาให้พักร้อน ...ถือว่าเป็นที่ให้พักร้อนนะ เพราะว่าถ้าไม่มีร่มมันก็อยู่กลางแจ้ง
ถ้าอยู่กลางแจ้งมันก็ต้องโดนแดดแผดเผา คือเร่าร้อน
เมื่อใดที่จิตมันออกนอกกายนี้เมื่อไหร่น่ะ...เร่าร้อน เมื่อใดที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว...เร่าร้อน เผาไหม้ แผดเผา ...แล้วก็ถูกแผดเผาด้วย
ไม่ใช่ไปแผดเผาเขาอย่างเดียว
คือต่างคนต่างแผดเผาซึ่งกันและกันนั่นเอง
...แผดเผาด้วยตา แผดเผาทางเสียง แผดเผาทางกลิ่น แผดเผาทางสัมผัส ทางรูป ...มันมีการแผดเผา เร่าร้อน ในทุกอากัปกิริยาของขันธ์
เพราะมันปรุงออกมาด้วยความไม่รู้
แต่งออกมาด้วยความไม่อยู่กับศีล ไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่อยู่กับกรอบ ...โลกมันจึงรบราฆ่าฟันกันเพราะไม่มีศีลตัวนี้
ไม่ใช่ศีลห้า ไม่ใช่ศีลแปด
ไม่ใช่ศีลสิบ แต่ไม่อยู่กับกายใจปัจจุบัน ... มีกายปัจจุบัน...แต่ไม่รู้จักกายปัจจุบัน ยืนเดินนั่งนอนในปัจจุบัน...แต่ไม่อยู่กับยืนเดินนั่งนอนในปัจจุบัน …มันผิดวิสัยของคนนะ
เป็นคนแท้ๆ
แต่ไม่รู้จักกิริยาอาการของความเป็นคน ไม่รู้จักพฤติกรรมของคน
คือไม่รู้จักพฤติกรรมของกาย ... กายกับคนนี่แยกกันไม่ออกนะ...เพราะถ้าไม่มีกาย จะไม่เป็นคนเลย
เขาก็เรียกว่าผี เขาก็เรียกเทวดา เขาก็เรียกว่าสัตว์เดรัจฉาน
เขาก็เรียกว่าเปรต เขาก็เรียกว่าอสุรกาย เขาก็เรียกว่าเทวบุตร เทพธิดา
เขาก็เรียกว่าพรหม เขาก็เรียกว่าอรูปพรหม ...เพราะไม่มีกายนี้
เพราะนั้นในความหมายของกายก็คือความหมายของคนนั่นเอง ...คือภพปัจจุบัน ชาติปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เรียนรู้ ถ้าไม่รู้จักภพชาติปัจจุบัน ...อย่าถาม อย่าบอกว่าจะลบภพอดีตอนาคตได้อย่างไร จะไม่เกิดอีกต่อไปได้อย่างไร
เพราะกระทั่งการเกิดการตั้งอยู่ของภพชาติปัจจุบัน
มันยังไม่รู้จักเลย ...แล้วบังอาจจะไปละการไม่เกิดในข้างหน้าได้อย่างไร
ถึงบอกว่าศีลนี่เป็นเครื่องหมาย
เป็นรากฐาน เป็นพื้นฐาน เป็นจุดที่ยืนยันถึงความเป็นคน ณ ปัจจุบันขณะนี้
ถ้าออกนอกศีลเมื่อไหร่...ออกนอกความเป็นคน
ถ้าออกนอกความเป็นคนเมื่อไหร่...ออกนอกความเป็นจริงของภพปัจจุบัน
ถ้าออกนอกความเป็นจริงของภพปัจจุบัน...มันจะเกิดปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริงได้อย่างไร
นี่ เห็นความเนื่องกันของศีลสมาธิปัญญาหรือยัง...ว่ามันขาดไม่ได้เลยแม้แต่ตัวใดตัวหนึ่ง
มันเป็นธรรมที่อนุเคราะห์เกื้อกูล
สานกัน พันกัน สงเคราะห์กันและกัน จนหลอมหลวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน...เรียกว่ามรรคสมังคี มันถึงจะเกิดกำลังที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับอวิชชา ตัณหา อุปาทาน
อย่านึกอย่าคิดว่าปฏิบัติมาหลายปีแล้วมาพูดเรื่องศีลซ้ำๆ
ซากๆ วนเวียนๆ ทำไม ...เรื่องแค่รู้ตัว รู้การยืนเดินนั่งนอนพื้นๆ ใครก็รู้ เด็กมันก็รู้
แต่ไอ้ที่เด็กก็รู้นี่
พระอรหันต์ท่านก็ยังรู้อยู่เลย ท่านไม่ทิ้งกายใจนี้เลย ...เพราะกายใจนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่จริง ณ ปัจจุบัน แล้วดับจริง ณ ปัจจุบัน
ท่านเห็นจนวันตายน่ะ
แล้วท่านก็อยู่กับมันจนวันตายจากกันน่ะ ด้วยความเป็นกลาง หรือด้วยความปกติ
หรือด้วยความเป็นธรรมดา..อย่างยิ่ง ในการเกิดขึ้น ในการตั้งอยู่
และแม้กระทั่งในการดับไป
ท่านเห็นเป็นความธรรมดาอย่างยิ่ง
ไม่ได้ลังเลสงสัยในการเกิด ในการตั้ง หรือการดับไปของมัน แม้แต่อณูนึง ธาตุนึง
ของความสงสัยลังเล
เพราะนั้นการเข้าถึงความเป็นจริงนี่
มันไม่ใช่ว่าต้องไปหาความเป็นจริงที่ไหน ...มันมี มันตั้ง มันมาปรากฏอยู่ ณ ที่นี้
ขณะนี้แล้ว
รวมศีลสมาธิปัญญาให้เป็นหนึ่งในปัจจุบัน
โดยอาศัยสติเป็นพี่เลี้ยง ประคับประคอง ทะนุถนอมกายใจให้ดำรงปรากฏ
เท่าที่มันจะปรากฏ ณ ปัจจุบันนี้ ...ไม่เกินนี้ ไม่ห่างจากนี้ ไม่หายจากนี้
นั่นน่ะเป็นหน้าที่ของสติแล้ว …ถ้าไม่มีสติ มันจะห่างจาก “นี้” ไป ...ถ้าไม่มีสติ
ถ้าสติอ่อน มันจะหายจาก “นี้” ไป
ถ้าไม่มีสติ มันจะไม่มีสิ่งนี้เลย
หรือไม่มีที่นี้เลย...ทั้งวันทั้งคืน หลายวันหลายคืน เป็นเดือนเป็นปี
จนมันเป็นภพเป็นชาติ เป็นหลายภพเป็นหลายชาติ นั่นเอง
(ต่อแทร็ก 10/24)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น