วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/20 (2)


พระอาจารย์
10/20 (560317A)
17 มีนาคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 10/20  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นนี่เรียกว่าเข้าถึงพุทธะธัมมะเลย  จิตของพระอริยะนี่ ท่านเคารพธรรมถึงขั้นนั้น 

ท่านไม่เคารพกิเลสนะ ท่านไม่เคารพความเป็นไปในโลก ท่านไม่เคารพเหตุการณ์ของโลก ท่านไม่เคารพความคิดความเห็นของคนในโลกนะ

เพราะอย่างนี้ไง พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า อย่าคลุกคลี จงอยู่สันโดษ นู่น..เขา นู่น..ถ้ำ นู่น..เรือนร้าง นู่น..ป่าช้า นู่น..ยอดเขา นู่น..ป่ารกชัฏ

ท่านบอก...นั่นแหละที่อยู่ของพระ ของผู้ปฏิบัติ ...เพราะมันเป็นเหตุภายนอกที่มันเอื้อ เข้าใจมั้ย

ใครมาพูดว่าพระอรหันต์สำเร็จในเมือง บอกให้ ...อย่างท่านเจ้าคุณนร พระอรหันต์กลางกรุง ท่านอยู่ในวัดเทพศิรินทร์นะ ...แต่โทษทีไม่ออกนอกวัดเลย

ตั้งแต่บวชมานี่ออกนอกกุฏิวันนึงสองครั้ง ทำวัตรเช้ากับทำวัตรเย็น  แล้วกุฏิท่านกับโบสถ์นี่ ห่างกันสักประมาณร้อยเมตร ...แล้วก็เดินตรงแล้วก็เดินกลับ

ไม่พูดกับใคร ตั้งแต่ออกจากกุฏิเข้าไปโบสถ์  วันพระนั่งจนเช้า สว่างเสร็จเดินกลับ บาตรก็ไม่บิณฑ์ จนวันตายน่ะ เจ้าคุณนร ...นั่นน่ะพระอรหันต์ในเมือง นั่นแหละ

แต่ถ้าอย่างพวกเราไม่มีทางสำเร็จ ตราบใดที่ยังตาหูจมูกปากยังออกไป หรือว่าคนรอบข้างนี่ยังคอยให้กำลังใจกันอยู่ ...หมายความว่ายังไงล่ะ

หมายความว่า ...แหม ช่วยนะ เชียร์ อะไรอย่างนี้ มาหาเรื่องพูดเรื่องคุย มาโอ้โลมปฏิโลมกันอยู่อย่างนั้น ...มันก็ได้ในระดับนึง เข้าใจมั้ย มันจะได้แค่ระดับนึงเท่านั้นเอง แล้วมันจะรู้เอง


โยม 2 –  โสดาบันได้ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ได้ ...โสดาบันกับปุถุชนนี่ อู้ย ขี้หมา เหมือนๆ กันเลย แยกไม่ออก แทบจะแยกไม่ออกเลย คนภายนอกนะ แยกไม่ออกหรอก

แต่ไม่ใช่โสดาบันแต่งตั้งนะ เราไม่ค่อยเชื่ออ่ะ พวกโสดาบันที่ถูกแต่งตั้งขึ้นน่ะ

คือความเป็นโสดาบันจริงๆ นี่ แทบไม่รู้หรอก  ตัวคนนั้นจะไม่รู้ และไม่สนด้วย ...พระอริยะจริงๆ ไม่สนความเป็นโสดาบันเลย ไม่สนความเป็นอริยภูมิเลย

สนอย่างเดียว กิเลสเกิด...มึงตาย ความคิดเกิด...ตาย ...คือเอากันตรงนั้นที่เดียว อย่างอื่นไม่คิดเลยนะ ไม่มาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองด้วยซ้ำ

แค่ความคิดที่จะบอกว่า “เอ๊ะ กูเป็นใครวะนี่” ...ละทันทีเลย  “เอ๊ะ..” แค่ “เอ๊ะ” ...นี่ดับแล้ว  แค่ “โส” ..ยังไม่ทันจะ.. “ดา” เลย ...ดับแล้ว บอกให้ ท่านระวังจิตถึงขนาดนั้น เท่าทันทุกขณะจิต

แล้วจะมานั่งนึก “เอ๊ กูเป็นใครวะ”  นี่นะ...เพ้อเจ้อ ...ไม่คิดเลย ไม่มีความคิดเลย ไม่ให้เกิดความคิดเลย ทันหมดเลย ..แรกๆ อาจจะเป็นประโยค แค่กำลังจะเป็นประโยค

แค่หงุดหงิด จะคิด ...เนี่ย ท่านเห็นตามลำดับเลยนะ แล้ว..ปึ้ก หยุดกึก เหลือแค่...กาย-ใจ สองสิ่ง ...ในสามโลกธาตุเหลือสองอย่าง นอกนั้นว่างหมด

ว่างไม่ใช่ว่างแบบว่างเปล่านะ ว่างแบบสุญโญ ว่างแบบสุญญวิมุติ ว่างแบบสุญญวิโมกข์  อย่างที่เราเคยพูดแล้ว ว่างแบบอนิมิตน่ะ ...อยู่อย่างงั้นน่ะ ท่ามกลางสองสิ่ง

เพราะนั้นนี่ สามโลกธาตุนี่ว่างหมด ระหว่างที่นั่ง รู้แค่...นั่งกับรู้ รู้กับนั่ง มีสองอย่างจริงๆ ในสามโลกธาตุ ...แล้วมันจะมีเวลามาคิดมั้ยว่ากูเป็นใครน่ะ หรือว่ากูกำลังจะเป็นอะไร

ไม่คิดเลย ไม่มีเลย และไม่สนด้วย...ใครจะพูดว่ากูเป็นหรือไม่เป็น เข้าหูซ้ายผ่านหูขวาออกเลย ...เนี่ย มันผ่านช่องว่างระหว่างนี้...โดยไม่มีความที่ว่าหันรีหันขวาง...ใจน่ะ

ใจเขาตั้งอยู่อย่างนี้ ...ไอ้ตัวหันรีหันขวางหันหน้าหันหลังนี่คือจิต เข้าใจมั้ย ...พอหันปุ๊บนี่ ท่านตบป้าบเลย สติ ปึ้ง อยู่อย่างนี้ ...มันจะหันปุ๊บ แค่เหลียว แค่เหลียวนี่ยังไม่เหลียว ..ก็เหลือกตาอยู่อย่างนี้ตรงเลย

ไอ้พวกเรานี่ไม่แค่เหลือบสิ หันเลย...หันแล้วเดินตามวิ่งตามอีกต่างหาก ไปวิพากษ์วิจารณ์ ค้นคว้า เปิดแล้วตำราดู ...นี่ไปไหนแล้ว หือ ไปถึงเมืองไหนแล้ว ใกล้นิพพานแล้วมั้ง นี่ มันก็ว่าของมัน

แต่นิพพานอยู่ตรงนี้...นี่ ไม่อยู่ ไม่รู้ ...ถ้าอยู่ตรงนี้ไม่มีเรื่องเลยนะ ไม่มีเรื่องอยู่ในจิตเลย ทุกเรื่องราว มันเกาะไม่ติดเลย


โยม 2 –  เพราะท่านไม่มีครอบครัว อย่างนั้นรึเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  มี ...โสดาบัน นี่สามอย่าง เอกพีชี โกลังโกละ สัตตักขัตตุง ...หนึ่งชาติ สามชาติ เจ็ดชาติ ...ถ้าสัตตักขัตตุงนี่ พวกเจ็ดชาติ เรื่อยเปื่อย ไม่เคร่งครัดในจิต ...เจ็ดชาติแน่ 

แต่ถ้าเป็นเอกพีซีนะ...ไม่มีอ่ะ ไม่มีครอบครัว ไม่เอาลูกไม่เอาผัวแล้ว ...เอกพีชีนี่คือชาติเดียว...โสดาบันนี่คือชาติเดียว คือรวดเลย

หมายความว่าจิตดวงนั้นน่ะ มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเลย สัจจะผลักดันอย่างแรงมาก ...เพราะนั้นจะไม่มาเอ้อระเหยลอยชายกับโลกหรอก

เพราะนั้นถ้าเอ้อระเหยลอยชาย...ว่ากันไปเลย สัตตักขัตตุง เจ็ดชาติ ถ้าขั้นกลางก็สาม

โสดาบันยังมีระดับเลย ไม่ใช่เจ็ดชาติอย่างเดียวนะ เอกพีชีก็มี ...ส่วนมากครูบาอาจารย์นี่เป็นเอกพีชีหมด คือสำเร็จในชาติเดียวกันเลย...ยังไม่ทันตาย ไม่ต้องรอเจ็ดด้วย

เพราะนั้นพวกเอกพีชีจะไม่สนเลยว่า กูเป็นโสดาบันมั้ย กูจะเป็นพระอรหันต์ลูกเดียว จากนี้ไปไม่หยุดเลย มรรคนี่นะ ...เพราะนั้นจะไม่ข้องเลย ไม่แวะเลย ไม่คาเลย...ละลูกเดียว

เพราะนั้น อะไรที่เคยมี อะไรที่ยังมี อะไรที่คิดว่าจะมี ทุกอย่าง..หมดเลย ทิ้งหมด ...เพราะนั้นส่วนแรกที่จะทิ้งก่อนเลย คือไอ้ที่คิดว่าจะมีกับจะเป็น...ทิ้ง

ไอ้ที่มีอยู่เป็นอยู่..ทิ้ง ทิ้งไม่ได้ก็..กำลังจะทิ้ง เตรียมจะทิ้ง แล้วก็ทิ้งจนได้  และไอ้ที่ค้างอยู่ข้างใน..ละหมด นี่คือหน้าที่ของอริยะเลย...ที่เป็นเอกพีชี

แต่ถ้าเป็นสัตตักขัตตุง ก็ยังแบบ...อยู่กับปัจจุบัน แต่ว่าทุกอย่างเป็นปัจจุบันของกูหมด ยังเอื้ออาทรกันอยู่ ก็ไม่ได้คิดรักคิดโลภอะไร แต่ก็ไม่ได้ต่อเนื่องอะไรกับมันมาก แค่นั้นเอง

แต่ไม่ละ ยังไม่ละ ยังตายใจ ยังวางใจอยู่กับปัจจุบัน ...ก็เป็นสันดานของโสดาบันขั้นหยาบ

เพราะนั้นเหล่านี้ไม่ต้องพูดถึง เอาอย่างเดียวว่า...เอาให้จบ ต้องจบ ให้จบที่ใจอย่างเดียว ให้เหลือแค่ใจดวงเดียว นั่นแหละ

ตอนแรกเหลือสอง...กาย-ใจ เอาจนเหลือใจดวงเดียว ...หมายความว่าไง..มันแจ้งหมด แจ้งกาย แล้วก็แจ้งใจ...สองแจ้ง ... กายยังไม่แจ้ง...ทำให้แจ้ง ไม่แจ้ง...เอาให้แจ้ง

แต่ก่อนที่จะแจ้งกายนี่ จะต้องเหลือกายเดียวก่อน ...รู้จักกายเดียวมั้ย กายศีล กายปัจจุบัน นี่เรียกว่ากายเดียว

ตามความเป็นจริงนี่ คนที่เกิดมา สัตว์ที่เกิดมา ...หนึ่งขันธ์ หนึ่งภพ หนึ่งชาติ มีคนละหนึ่งกายเท่านั้น กายเดียวใจเดียว ...ถ้าไม่อยู่ที่กายเดียว ถ้าไม่เห็นจำเพาะกายเดียวนี่ จะไม่มีทางแจ้งกายเลย

คนเราในโลกนี่ มันไม่อยู่กับกายเดียว ...มันอยู่ มันมี และมันก็เป็นหลายกาย...ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน ทั้งคนอื่น ทั้งคนรอบข้าง

เนี่ย กายทั้งนั้นน่ะ เป็นกายที่ล้วนแต่เป็นกายที่เกิดอยู่ในจิตหรือเกิดอยู่ในความคิด ใช่ป่าว

จิตน่ะมันสร้างกายขึ้นมาไม่รู้กี่กาย แล้วไปจริงจังกับกายเหล่านั้นอย่างยิ่ง ...จนละเลย เพิกเฉย หลงลืม กายจริง หรือกายปัจจุบัน หรือกายศีล หรือกายเดียว

เพราะนั้นในเบื้องต้น ถ้ายังหากายเดียว อยู่กับกายเดียวไม่เจอ หาไม่เจอ อยู่ไม่เป็น ไม่ยอมอยู่นี่ อย่ามาถามว่าจะแจ้งกายยังไง ...ทำยังไงให้มันอยู่เหลือแค่กายเดียวก่อน

ต้องฝึก ...ถึงบอกแล้วว่า ศีลน่ะเป็นหลัก เป็นกรอบเลย...ที่จะทำให้เห็นว่า กายนี้อยู่ที่ไหนกันแน่ กายจริงๆ นี่อยู่ที่ไหน

เพราะนั้นอย่าเพิ่งถามหาปัญญา ถามหากายก่อน ว่ากายจริงอยู่ไหน ...แล้วก็อยู่กับกายจริงให้มาก ให้ต่อเนื่อง ให้นาน  นั่นแหละปัญญาจึงจะเกิดตรงที่อยู่ต่อเนื่องกับกายจริงๆ

มันจึงจะชัดเจนในความเป็นจริงของกายว่า..อ้อ นึกว่าเป็นผู้หญิงผู้ชาย อ้อ เข้าใจว่าสวย เข้าใจว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล แท้ที่จริงมันเป็นแค่ก้อนหนึ่งกองหนึ่ง ...นี่เรียกว่าทำความแจ้งในกาย

ถ้าไม่แจ้งกายไม่ต้องถามถึงโสดาบัน ได้แต่โสดาขวดน่ะ หรือโสดากระป๋อง ไม่เข้าใจอะไรหรอก มั่ว 

มันคิดเอาเองหมด จิตน่ะ...ไปปรุงว่าเราเป็นนั่นเราเป็นนี่ เราเป็นอย่างนั้นรึเปล่า หรือเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วก็ไปเพ้อเจ้ออยู่ในนั้น

กายจริงๆ ยังไม่รู้จักเลย ยังไม่เคยอยู่ด้วยซ้ำ ยังไม่เคยถี่ถ้วน ชัดเจน ใคร่ครวญ วิจยะ จำแนก ...เคยมั้ย ...ไม่เคย

แล้วมานั่งคิดว่า..เอ๊อะ เราเป็นอะไร แล้วเมื่อไหร่เราจะเป็น แล้วไอ้ตอนนั้นน่ะเป็นจริงมั้ย ไอ้ตอนนั้นใช่โสดาหรือเปล่า ลักษณะนั้นเป็นอารมณ์ของโสดามั้ย ...มั่ว มั่วหมดเลย

แล้วก็ไปคอยจดจำคำพูดคำกล่าวของคนนั้นของคนนี้ แล้วก็ดูอากัปกริยาของคนนั้นคนนี้มาประกอบ ความคิดความเห็นความรู้สึกของคนนั้นคนนี้ ...เพ้อเจ้อ เสียเวลา มั่ว

พอสัมมาสติเกิดปั๊บ ระลึกได้ว่า..เอ๊ย กูหลงไปนี่หว่า หลงไปคิดทำไม ...เนี่ย สติเกิด 

แล้วทำไง ...ก็ต้องกลับมาหากายให้เจอก่อน ให้จิตมันมาหากายให้เจอก่อน ...ซึ่งจริงๆ มันไม่ต้องหา แล้วต่อไปนี้จะรู้เลยว่ามันไม่ต้องหานี่หว่า

แรกๆ มันต้องหาก่อนไง เพราะว่ามันชอบค้นไง...เอ๊ะ กายจริงๆ อยู่ไหนวะ ...คล้ายๆ หา กายปัจจุบันอยู่ไหนวะ เออ จิตมันยังหาอยู่นะว่ากายปัจจุบันอยู่ไหนวะ ...เพราะไม่เคยกลับมาดูเลย

พอมันกลับมา สติมันกลับมาบ่อยๆ มันก็จะเห็นว่า..อ๋อ แท้ที่จริงแล้วกายปัจจุบันนี่ไม่ต้องหาเลย มันมีอยู่แล้ว ...คือมันมีมาตั้งแต่ปฏิสนธิ มันมีมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่น่ะ 

แตกตัวขึ้นมา แค่อสุจิเข้าผสมไข่แล้วเกิดปฏิสนธิขึ้นมาเป็นวุ้นนี่ แค่นี้ ความปรากฏขึ้น เหตุแห่งกายนี่ปรากฏ หรือว่าปกติกายนี่ปรากฏแล้ว แล้วก็มีมาจนต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

นี่ ปัญญาเบื้องต้นนี่ มันมาเห็นกายในฐานะที่ว่าไม่ต้องสร้างกายขึ้นใหม่ ไม่ต้องไปค้นหากาย  นี่ ปัญญาเกิดแล้วเบื้องต้น ...แต่ไม่ใช่ปัญญาที่ทำความแจ้งในกายนะ

แต่ปัญญาเบื้องต้นคือเห็นกายมีอยู่ตลอดเวลา คือความเป็นจริง ...ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปพิจารณา ไม่ต้องไปหาปัญญาจากกายด้วยการคิดการค้นการหา

นี่ ปัญญา มันจะเกิดปัญญาในองค์ศีลก่อน...ว่าศีลคืออะไร กายปกติคืออะไร กายอิริยาบถนั่นเอง

กายในอิริยาบถใหญ่-ย่อย  มีอยู่สองนี่แหละ กายใหญ่-กายย่อย ...กายอิริยาบถย่อยคือที่เป็นกายความรู้สึก กายเวทนา ...กายอิริยาบถใหญ่ก็ยืนเดินนั่งนอน

มันก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้น แล้วก็เชื่อมั่น ในก้อนนี้กองนี้ ว่าเป็นที่ตั้งของปัญญา เป็นที่เกิดของปัญญา ...ไม่ต้องไปหาปัญญาที่อื่นแล้ว แล้วไม่ต้องคิดด้วย

แค่ทำหน้าที่เฝ้ารู้ดูเห็นมัน...แสดงอาการ แสดงความจริง แสดงความเป็นปกติ แสดงวิถี ...แค่เนี้ย เรียกว่าศรัทธาในศีลเกิด ความเชื่อมั่นในองค์ศีล...มี การเข้าถึงตัวศีล...ถึง

แต่ถึงมั้ย นานมั้ย ต่อเนื่องมั้ย อีกเรื่องนึง ...เพราะเดี๋ยวๆ ก็สงสัยอีกแล้ว ต้องทำอย่างนี้มั้ย ต้องทำอย่างงั้นมั้ย ต้องเดินอันนั้นประกอบด้วยมั้ย ต้องดูจิตด้วยมั้ย อย่างเนี้ย

นี่ มันเริ่มสงสัยอีกแล้ว ...แปลว่ามันเริ่มเสื่อมศรัทธาในศีลแล้ว


(ต่อแทร็ก 10/21)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น