วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/22 (1)


พระอาจารย์
10/22 (560317C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17  มีนาคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม –  พระอาจารย์ หนูกลับวันนี้ค่ะ มีอะไรจะฝากไปไหมคะ

พระอาจารย์ –  นี่ก็ฝากตั้งแต่มานั่งฟังจนจะกลับแล้วนี่ ฝากจนทะลุเข้าไปจนถึงสะดือ จนถึงส้นตีนแล้ว ทุกอย่างนี่เป็นสิ่งที่ฝากไว้อยู่แล้ว


โยม –  ไม่มีสเปเชียลหรือคะ

พระอาจารย์ –  ไม่มี ...ทุกอย่างนี่มันเป็นที่เรียกว่า...ตามธรรม ตามตรงอยู่แล้ว ...สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราบอก...ทุกอย่างนี่ ไม่มีคำว่าอ้อมค้อมเลย และก็ไม่เคยสอนให้ใครอ้อมค้อมด้วย

เรามีแต่จะสอนให้มันกลับมาอยู่ในทางที่ตรงที่สุด โดยไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม โดยไม่เกรงใจโลก โดยไม่เกรงใจตำราด้วย เอ้า สอนนี่ไม่เกรงใจตำราเลยนะ 

เพราะไม่เคยพูดตำรา ...แต่พูด "หลัก" ...เท่าที่เคยปฏิบัติมา แล้วมันเป็นผลหรือไม่เป็นผลอย่างไร 

ได้หมดน่ะ ...คือทำนี่ไม่ใช่ได้ผลอย่างเดียวนะ ไอ้ที่ไม่ได้ผลเราก็ทำ ก็เคยทำน่ะ ...แล้วก็พูดในสิ่งที่เคยทำ ทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล..ที่ตรงต่อมรรค ตามองค์มรรค

เพราะว่าผลในองค์มรรค ...ถ้าตรงต่อองค์มรรคและทำตามมรรคนี่ ผลคืออะไร ...คือการละ วาง จาง คลาย ปล่อย แล้วก็หลุด แล้วก็พ้น ...นั่นแหละผล

แต่เมื่อใดปฏิบัติแล้วรู้สึกมันไม่ได้เกิดขึ้นซึ่งการ ละ วาง จาง คลาย ปล่อยและวาง เราก็เคยทำ ...แรกๆ มันก็เหมือนหรี่ตาน่ะ แล้วก็เข้าข้างตัวเองว่า “ก็วางอยู่นะ”

แต่จริงๆ มันยังไม่ได้วาง แต่มันไม่กล้าบอก ไม่กล้าจะทำเพื่อวาง ...กลัวเสียหาย กลัวไม่ได้ กลัวไม่เก่ง กลัวไม่ดี กลัวไม่ได้เป็นที่ยอมรับของสัตว์และบุคคลภายนอก

กลัวไปหมดน่ะ เลยต้องทำ เลยต้องยึดไว้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า มันไม่ได้เป็นไปเพื่อความละความวางเลย ...ไม่ใช่ไม่เคยทำ โง่ทั้งนั้นน่ะ ไม่มีใครฉลาดมาก่อนหรอก

แล้วก็ทำแบบโง่ๆ มาก่อนด้วย ก่อนพวกโยมเกิดอีกมั้ง (ถามโยม) อายุเท่าไหร่... เออ พอดี เกือบเท่าอายุพรรษาเราเลย สามสิบพรรษาแล้ว บวชตั้งแต่โยมยังขวบนึงมั้ง

เพราะนั้น มันทำมาก่อนแล้ว ผิดมาก่อนแล้ว ...ถึงได้มาบอกแต่ไอ้ที่มันตรงที่สุด ไอ้ที่ไม่ต้องไปนั่งเอาตีนก่ายหน้าผากคิดน่ะ แล้วก็สามารถเอาไปทำได้เลยน่ะ

ติดอยู่อย่างเดียวพวกเรานี่ ...ติดความคิดของตัวเอง ติดกับความเห็นของตัวเองที่ไม่ยอมวาง แล้วก็ติดกับตำรา..ที่เคยฟัง เคยอ่าน

มันจะอยู่แบบปิดตำรา ปฏิบัติแบบไม่มีตำรา ปฏิบัติแบบอยู่แค่กาย-ใจ อยู่กับรู้ตัว แค่รู้ตัวนี่ ...มันรู้สึกว่าอยู่ได้ยาก มันต้องมีอะไรเป็นจุดอ้างอิง..จิต

แต่ว่าพอฝึกไปเรื่อยๆ ภาวนาไปเรื่อยๆ ด้วยความสม่ำเสมอ อดทนอดกลั้นต่อเนื่อง

แล้วก็แม้ว่าจะส่ายแส่ไปมาบ้าง คว้าลมคว้าแล้งไปบ้าง จริงจังกับสิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง ในวิถีการปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง ...มันมีอยู่แล้ว มันหนีไม่พ้นหรอก

เพราะจิตเรายังมีกิเลส และเรายังเชื่อตามกิเลสอยู่ หรือว่าเชื่อตามความเห็นที่ถูกปรุงออกมาจากความไม่รู้แต่ว่าจริงจังในความปรุงนั้นๆ ...เหล่านี้ มันมีอยู่แล้ว

แต่ว่าคอยพยายามนึกน้อมจดจำ คำพูด คำกล่าว คำอ้างของเรา ...เวลาแก้ปัญหาอะไรไม่ถูก เวลาวิ่งวนอยู่ในเขาวงกตแล้วนี่ ให้นึกไว้จำไว้ว่า...เหลือแค่กายใจ รู้แค่กายใจ ทุกอย่างแก้ได้หมด

แล้วจะเห็นเองว่า...เมื่อใดที่ปัญหามันคับอกคับใจ ภาวนาแล้วมันติดมันขัดไปหมด ลองวิธีนั้นวิธีนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่เห็นได้ผล ...ทิ้งเลย กลับมาแบบว่า โง่ที่สุด ยืนเดินนั่งนอน...รู้ตัวอยู่

แล้วจะเห็นผลว่า...ไม่มีอะไรจะมาลบล้างความจริงนี้ได้ ไม่มีอะไรจะลบล้างวิถีแห่งมรรค วิถีแห่งศีลสมาธิปัญญา...ที่เรียกว่าทำความรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน 

ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายหมด ความสงสัยลังเล...จบ ตรงที่รู้ตัวเลย

แต่เดี๋ยวอีกสักพักก็เอ้อระเหยออกไปอีก...จิต มันเป็นสันดานอยู่แล้ว  ผู้ฝึกหัดเบื้องต้นจะต้องเจอ และจะต้องทนต่อสภาพจิตเช่นนี้

เพราะถ้ามันดีแล้วมันไม่มาเกิดหรอก ก็เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ...ที่มาเกิดเพราะจิตตัวนี้มันยังมีอยู่ไง ความคิด ความปรุง ความเห็นต่างๆ นานา มันมีคอมเมนท์ (comment)ทุกประการ

ทุกกระทบ...แทบจะทุกการกระทบเลยน่ะ จะต้องมีคอมเมนท์หรือวิพากษ์วิจารณ์หมด หรือออกความเห็นหมดทุกความเห็น ทุกการกระทบ ทุกความรู้สึก ทุกการสัมผัส ...แทบจะประมาณนั้นเลย

โดยเฉพาะการสัมผัสที่เป็นเรื่องเนื่องด้วยกิเลสของผู้อื่นนะ ...มันจะต้องมีการจับถูกจับผิด มันจะต้องมีการคาดโทษ หาเหตุและผลมารองรับ

นี่คือสันดานของจิตเลย ทุกคนจะต้องมี มันไม่ใช่ผิดหรอก ...แต่ว่ามันจะผิดก็ต่อเมื่อปล่อยให้มันมี ปล่อยให้มันเป็น แล้วไม่แก้ไข...ไม่แก้ไขให้มันตรงต่อมรรค ตรงต่อธรรม ...ตรงนี้ผิด

แต่ไอ้การปรากฏของมัน แล้วมันเป็นอาการอย่างนี้...ไม่ผิด ... มันเป็น license ของคนน่ะ 

เหมือนกับลายเซ็นต์ที่มันมีทุกคนน่ะ จะเซ็นขยุกขยิก หรือว่าเซ็นแบบตัวบรรจง ก็คือลายเซ็นที่มันมีจำเพาะทุกคน ทุกรูปทุกนาม

แต่การที่จะออกจากอาการเหล่านี้ หรือว่าหลุดพ้นจากอาการเหล่านี้ได้นี่ มันต้องฝึก ...และก่อนที่จะฝึกนี่ มันต้องเข้าใจก่อนว่า ศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร มรรคคืออะไร

ศีลที่แท้จริงคืออะไร สมาธิที่แท้จริงคืออะไร ปัญญาที่แท้จริงคืออะไร  มรรคที่แท้จริงคืออะไร ...นี่คือต้องมีสัมมาทิฏฐิในศีลสมาธิปัญญาหรือมรรคก่อน

เราถึงบอกว่า...ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิในศีลสมาธิปัญญานี่...จบเลย จบเห่เลย

มีลูกศิษย์เราคนนึง มันทำงานอยู่ มันบอกว่า “อาจารย์ ไม่น่าเชื่อเลยว่าสัมมาทิฏฐินี่สำคัญมาก” ...เราก็ถามว่าทำไม ...มันก็บอกว่า 

“ผมไปเจอคนนึงที่อยู่ใกล้ๆ กัน เขาบอกว่าเขากินเจตลอดชีวิต แล้วเขาถืออย่างยิ่งเลย เขาว่าการกินเจแล้วจะได้นิพพาน มันเชื่อแบบจริงๆ เลยว่าถ้ากินเจแล้วนี่ สักวันนึงต้องนิพพานจนได้ ไอ้คนไม่กินเจไม่มีทางเข้านิพพานได้เลย”

เห็นมั้ยว่าสัมมาทิฏฐิแค่นี้ มันทำให้วิถีการดำรงชีวิต วิถีแห่งการใช้ชีวิต วิถีแห่งการปฏิบัติ ที่สุดของมรรคคือการเข้าสู่นิพพานนี่ มันคลาดเคลื่อนไป

มันเคลื่อนไปจน...ควายก็เป็นพระอรหันต์ได้น่ะ ช้างก็เป็นพระอรหันต์ได้น่ะ เพราะมันไม่กินสัตว์เลย … นี่ มันปิดบังถึงขนาดนี้ จิตที่ไม่รู้ ถ้ามันลงได้ปักใจเชื่อยังไงแล้ว มันหัวปักหัวปำเลย

แต่ถ้ามันไม่มีสัมมาทิฏฐิในเบื้องต้น แล้วมันปรับสัมมาทิฏฐิในเบื้องต้นนี่ให้ตรงว่าคืออะไร 

ไม่ต้องถึงกับสัมมาทิฏฐิในกายในขันธ์หรอก ...เอาสัมมาทิฏฐิในศีลสมาธิปัญญาซะก่อน แล้ววิธีแห่งการปฏิบัติ แล้วก็ปฏิบัติไปเพื่ออะไร

ไม่ใช่แค่เขาบอกว่าปฏิบัติแล้วดี ปฏิบัติแล้วจิตจะดีขึ้น..เชื่อแล้ว  ปฏิบัติแล้วจะไม่เป็นทุกข์..ก็เลยกระโดดเข้ามาปฏิบัติเลย เพราะมันจะได้ไม่เป็นทุกข์ไง

แต่พอปฏิบัติ...ยิ่งปฏิบัติยิ่งทุกข์น่ะ ...ก็ไม่เอาแล้ว ไม่เชื่อแล้ว ไม่เชื่อว่าการปฏิบัติแล้วจะออกจากทุกข์ได้ ...ก็กูปฏิบัติแล้วยังทุกข์อยู่เลยน่ะ

นี่คือเพราะไม่มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ตรงต่อการปฏิบัติ ความเห็นที่ตรงต่อศีลสมาธิปัญญา ความเห็นที่ตรงต่อการภาวนา ...มันยังไม่เข้าใจ มันก็กระโดดลงมา

คือยังไม่รู้กฎกติกาการเล่นเลย ก็เตะเข้าประตูตัวเองซะแล้วน่ะ  แล้วพอเขาบอกว่าไม่ได้คะแนน เถียงอีก ...เอ้า ก็กฎเขาไม่ได้วางไว้อย่างนั้นนี่นา 

ก็มึงลงมาเล่น มึงยังไม่รู้จักกฎ แล้วมึงจะเอาแค่...เขาบอกให้เตะเข้าประตูนะ ทุกคนก็มุ่งเตะเข้าประตู ...แต่มันเตะเข้าประตูตัวเอง แล้วมันบอกว่าถูกน่ะ อะไรอย่างเงี้ย

นี่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นไม่มีแล้ว..จบเห่เลย ...เขาเล่นกัน เขายิงประตูฝ่ายตรงข้าม แต่กูยิงประตูตัวเองนี่ เอาจนพรุนเลย แล้วก็ว่าเก่ง ชนะ อะไรอย่างนี้ ...นี่ มันผิดพลาดคลาดเคลื่อน


โยม –  ทำยังไงจะทำให้คนอื่นได้มีสัมมาทิฏฐิ

พระอาจารย์ –  ชั่งหัวมัน ทำตัวเองให้มีสัมมาทิฏฐิ แล้วคนอื่นเขามาเห็น เขามาสัมผัสเอง

โยมว่าดอกไม้นี่ใครจะมาดม ใช่มั้ย เขาก็ต้องได้กลิ่นแล้วมาคลอเคลีย เขาก็ต้องมาสอบถามว่าทำไมถึงหอม ทำยังไงถึงหอม ใช่มั้ย

แต่ถ้าเป็นขี้นี่ เอาไปให้เขา ใครจะมาดม เดินผ่านเขาก็ไม่เข้าใกล้หรอก ...มันขี้กับขี้น่ะ มันเห็นกัน ...แต่ถ้าขี้กับดอกไม้นี่ มันเห็นเลยว่าไม่เหมือนกัน 

เพราะนั้นธรรมเป็นเรื่องของโอปนยิโก...ไม่ใช่ยัดเยียด ไม่ใช่เผื่อแผ่ ...ทำตัวเองขึ้นมา ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ เปลี่ยนตัวเองขึ้นมา..จากวิถีแห่งการดำรงอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ

ท่านจึงบอกว่าศีลนี้เป็นของที่หอมทวนลม สมาธินี้เป็นของที่หอมทวนลม ปัญญาเป็นของที่หอมทวนลม ...ท่านถึงบอกว่าศีลสมาธิปัญญานี่ประเสริฐ

ของหอมทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี่ มันต้องมีลมพัดแล้วกลิ่นก็ไปตามทิศทางนั้นๆ ...แต่ศีลสมาธิปัญญานี่ทวนหมด ไม่มีลมก็หอมฟุ้งขจรขจาย ถึงมีลมพัดทางนี้ยังหอมทางนู้น เห็นมั้ย

นี่คือของที่ประเสริฐ เขาแสดงความประเสริฐอยู่ในตัวของเขาเอง จนผู้อื่นคนรอบข้างสัมผัสจับต้องได้ ...ตรงนี้ต่างหากจึงจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เข้ามาใคร่ครวญค้นคว้าสอบถาม แล้วก็ปรับเปลี่ยนไปตาม

อันนี้ไม่ได้ตามกระแสด้วยนะ แต่ว่าตามธรรม ...เขาก็อยากหอมเหมือนกันน่ะ เพราะเขารู้สึกว่าเขาใช้ชีวิตอยู่แบบเหม็นๆ พูดอยู่แต่เรื่องเหม็นๆ มีแต่เรื่อง มีแต่เป็นทุกข์

แล้วเราอยู่ยังไงถึงไม่เป็นทุกข์ เขาสัมผัสได้นี่ อือ ทีนี้ไม่ต้องไปลงเน็ทแล้ว ไม่ต้องไปพิมพ์ตำราแจกแล้ว ไม่ต้องไปโฆษณาขึ้นคัทเอาท์แล้ว

อยู่มันคนเดียวในบ้าน ในป่านี่ มันมากันเอง ...แล้วมึงมาก็มา มึงไม่มามึงก็ไม่ต้องมาน่ะ...สบายดี  ฟังแล้วได้ผลไป..ก็ดี  ไม่ได้ผลก็ไม่ต้องมา ...สบายดี

ธรรมะเป็นเรื่องอย่างนี้นะ การสอนธรรม การให้ธรรมเป็นอย่างนี้นะ ...ไม่ใช่การยัดเยียด ไม่ใช่การเผื่อแผ่นะ ไม่ใช่ของที่มาโปรยกัน หว่านกัน แล้วก็ไล่เก็บ ไล่เอาไปขึ้นหิ้ง

แต่เป็นของที่ทุกคนต้องขวนขวายเอาเอง ท่านเรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิติ ...ธรรมเนี้ยเป็นของที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าดี ท่านบอกว่าจริง

ท่านบอกว่าลองดูสิ ทำดูเอาเอง ...อย่าเพิ่งค้าน อย่าเพิ่งเถียง เอาไปทำดู ...ถ้าทำแล้วจะเห็นผลว่าดีจริง รู้จริงด้วยตัวเองนั่นแหละ เป็นผู้รู้เอง

ท่านไม่ได้บอกว่าต้องเชื่อ ต้องเถียงไม่ได้นะ ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งเถียง เอาไปลองทำดูก่อน แล้วมันจะเกิดผลอย่างนั้นมั้ย ถ้าเกิดผลแล้วนี่ค่อยเชื่อ

ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าไอ้สิ่งที่ท่านพูด ไอ้สิ่งที่ท่านบอกนี่ ท่านทำดูแล้ว ท่านทำแล้วเกิดผลจริง ท่านถึงมาบอก แล้วท่านก็ไม่ได้บอกว่าห้ามเถียง ...แต่ว่าก่อนจะเถียงน่ะ เอาไปลองทำดูก่อน

เนี่ย ธรรมะเป็นการเชื้อเชิญ ให้คนนั้นเอาไปทำเอง ...ไม่ใช่บังคับให้ต้องทำ หรือตั้งกฎเกณฑ์ว่าต้องทำ นะถ้านับถือพุทธ หรือถ้ามาฟังแล้วต้องทำนะ

เพราะนั้นการสอนธรรม การแสดงธรรม จึงต้องเริ่มด้วยศรัทธา พูดหว่านล้อม...เหมือนหว่านล้อมให้เกิดศรัทธาในธรรม และให้ศรัทธาในธรรมเบื้องต้นที่จะเป็นวิถีแห่งมรรคก็คือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา

เพราะนั้นตัวแรกที่จะทำให้เกิดศีลก็คือสติ ถ้าไม่มีสติ สามตัวหลังไม่มีเกิดเลย ศีลสมาธิปัญญา จะไม่เกิดได้เลย ...แต่ถ้ามีสติแล้วนี่ ศีลปรากฏ สมาธิตามมา ปัญญาตามมา

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนี่ ศีลสมาธิปัญญาแท้ที่จริงมันมีอยู่แล้ว ไม่ใช่ต้องค้น ไม่ใช่ต้องหา ไม่ใช่ต้องทำขึ้นมาเลย ...จึงเรียกว่า สัมมาศีล สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ

คำว่า “สัมมา” นี่หมายความว่า เป็นของที่ตรง ที่จริง ที่มันมีอยู่แล้ว ...แต่ว่ามันเข้าไม่ถึง แล้วก็ไม่เห็นคุณค่า แล้วก็ก้าวข้ามก้าวล่วงเกินไป

จึงเรียกว่ามันรู้เกินไป มันรู้ล้ำไป มันรู้แบบคลาดเคลื่อนไป ...มันเลยเข้าไม่เห็น หยั่งลงไม่ถึง คำว่าสัมมาศีล สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ

เพราะนั้น เตือนตัวเองบ่อยๆ เมื่อมันกระวนกระวาย ค้นคว้า ไขว่คว้า ค้นหาธรรม หรือแม้กระทั่งค้นหาวิธีการปฏิบัติธรรม ...ให้เตือนว่า ไม่เอา ไม่หา

แล้วก็ถ้าไม่หา ไม่เอา ไม่ทำ แล้วให้ทำอะไร แล้วต้องยังไงถึงเรียกว่าการปฏิบัติ ...ก็แค่กลับมาอยู่กับคำว่ารู้ตัว ให้ทำความรู้ตัว ... รู้..ตัว รู้อันหนึ่ง ตัวอันหนึ่ง เรียกว่า “รู้ตัว”

เหมือนกำปั้นทุบดิน คำว่า “รู้ตัว” เหมือนกำปั้นทุบดิน ...หมายความว่า นั่งอยู่บนเก้าอี้นี่ ทุบลงไป มันก็กระเทือนถึงดิน เจอดิน ทุบที่โต๊ะ มันก็ถึงดิน ทุบที่อากาศ มันก็ถึงดิน

คำว่ารู้ตัวนี่ เหมือนกำปั้นทุบดิน แก้ได้หมด เจอลงที่รากฐานเดียวกันหมด..คือดิน ...เพราะนั้นการภาวนาคือภาวนาแบบกำปั้นทุบดิน แล้วก็ทุบที่เดียว ทุบลงไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ ซากๆ

จนมันเจอดินจริงๆ น่ะ จนมันถึงดินจริงๆ ไม่ว่าทุบที่ไหนๆ ก็ตาม ทุบลงไปล่ะเจอดินหมด ...คือกายวิสุทธิ คือความเป็นกายที่แท้จริง

ไม่ใช่กายปกปิด ไม่ใช่กายห่อหุ้ม ไม่ใช่กายที่ถูกปกปิด ไม่ใช่กายที่ถูกห่อหุ้ม...ด้วยความคิด ความเห็น ความจำ ภาษา บัญญัติ สมมุติ คำกล่าวอ้าง หรือแม้กระทั่งตำรา


(ต่อแทร็ก 10/22  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น