วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/22 (2)


พระอาจารย์
10/22 (560317C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17  มีนาคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 10/22  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  จนมันเห็นทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถาน ...ว่ากายตามความเป็นจริง หรือกายวิสุทธิ หรือกายปกติที่แท้จริงนี่ ไม่เคยหายไปไหนเลยตลอดเวลา 

จึงเรียกว่าทุบจนได้ที่น่ะ กำปั้นทุบดิน ทุบจนถึงที่น่ะ ...พอถึงที่นั้นแล้ว มันรู้เลย...ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้แล้ว ไม่มีอะไรเกินกว่านี้แล้ว ...สิ่งที่รู้ สิ่งที่จะต้องรู้ สิ่งที่ควรรู้ มีเท่านี้เอง ...มันมีที่สุดของมันเท่านี้เอง 

ก็บอกว่า ถ้ามันถึงดินแล้วมันจะรู้เลยว่า...ไอ้อย่างนี้รู้นะว่ามันจะถึงดินได้น่ะ แต่มันยังไม่ใช่ดินนะ คือมันไปถึงดินได้อยู่...แต่ยังไม่ใช่ทุบดินจริงๆ

จนมันลงไปนั่งนอนกลางผืนดินจริงๆ ไม่ใช่พื้นปูน พื้นหญ้า แต่เป็นดินจริงๆ ดินแท้ๆ เลย แล้วทุบดินจริงๆ ดินแน่ๆ ...นี่ ไม่มีอะไรมาปกปิดอีกต่อไป เรียกว่าเข้าถึงกายอันเป็นกายบริสุทธิ์วิสุทธิ

มันจะสงสัยอีกมั้ย ...ไม่สงสัยเลย ว่านี่เป็นดิน หรือนี่เป็นอะไรมาบังดินอยู่ ...มันไม่สงสัยเลย 

เพราะมันทุบมาโดยตลอดแล้ว มันรู้นี่ อันนี้เป็นดิน อันนี้ยังไม่ใช่ดิน อันนี้ยังไม่ถึงดินๆ ...นี่เรียกว่ากายศีล กายปกติ กายชัดเจน

อย่างที่พวกเราเห็นกันตอนนี้ มันไม่ใช่ปัจจุบันนี้จะเป็นกายที่แท้ กาย net..net กายล้วนๆ นะ ...มันยังถูกปิดถูกบังอยู่ เป็นระยะๆ เป็นชั้นๆ ไป 

ทุบไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ ระลึกรู้ สังเกต ต่อเนื่องกับมันไป ...เรื่องราวในจิต เรื่องอดีต เรื่องอนาคต ก็จะค่อยๆ น้อยลง เพราะเราไม่ค่อยเข้าไปให้ความสำคัญกับมัน 

คือไม่ไปใยดี ไม่ไปเกาะเกี่ยว ไม่ไปตาม ไม่ไปวอแว ไม่ไปยุ่งขิงกับมัน ...มันก็จะค่อยๆ ดูเหมือนจางคลาย หมดกำลังไปในตัวของมันเองนั่นแหละ

และทุกครั้งที่รู้สึกว่ามันหมดกำลังหรือจางคลายในตัวของมันเองลงไป ...ความชัดเจนในความเป็นกายกับรู้จะชัดขึ้นๆ  ความชัดเจนในศีล ความชัดเจนในสมาธิก็จะชัดเจนแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

เพราะนั้นการภาวนานี่ มันหนีไม่พ้นศีลสมาธิปัญญานี้เลย มันออกนอกกรอบของศีลสมาธิปัญญานี้ไม่ได้เลย เพราะมันจะถูกศีลหรือถูกกายนี่เป็นตัวล้อมกรอบไว้หมดเลย ไม่มีทางเล็ดรอดออกไปได้เลย 

เหมือนเป็นแม่แบบ เป็นแม่พิมพ์ มันจะไม่ผิดรูปผิดแบบไปเลย  ...เพราะนั้นผลออกมา ตรงต่อองค์มรรค ชัดเจนเลย เถียงไม่ได้เลย ...ขนาดตัวจิตเอง ตัวมันเองยังเถียงไม่ได้เลยนะ

อย่าบอกว่าคนอื่นบอกว่าไม่ใช่นะ ...แม้แต่ตัวจิตของบุคคลนั้นเอง มันยังเถียงมรรคไม่ได้ ยังเถียงศีลสมาธิปัญญาที่ดำรงอยู่แล้วบังเกิดผลนี่ ...มันยังเถียงไม่ออกเลย

จนมันหมดสภาพความเห็นในตัวของมันเองไปโดยปริยาย ...เพราะมันเถียงไม่ได้ในผลที่บังเกิดขึ้นในความจริง


โยม –  เท่าที่ฟังพระอาจารย์ ก็เข้าใจว่าสิ่งที่พระอาจารย์สอน มันเป็นทางตรงลัดสั้น 

แต่เท่าที่ปฏิบัติมา มันเหมือนกับว่าจิตเรา หรือคนส่วนใหญ่ด้วยที่ยังมีอวิชชาอยู่ มันก็เหมือนมันลองผิดในหลายๆ อย่าง ที่ว่าทางนั้นยังไม่ใช่ แล้วมันค่อยๆ เข้ามาทางตรงนี่ขึ้น

พระอาจารย์ –  ใช่ มันจะเป็นอย่างนั้นน่ะ 


โยม –  แต่จิตมันจะไม่เชื่อ จนกว่ามันจะเห็นว่าไม่ใช่

พระอาจารย์ –  มันธรรมดาอยู่แล้ว แต่คราวนี้ว่า โยมหรือคนที่ได้ยินได้ฟังนี่ ถือว่ามีโอกาสที่ดี เข้าใจมั้ย ที่มีไอ้บ้าคนนึงมายืนยัน นั่งยัน แล้วก็นอนยัน

มากี่ครั้งมันก็ยันของมันอยู่อย่างเดียว เหมือนกระต่ายขาเดียวอย่างนี้ ...แล้วมันยันทีไรกูเชื่อทุกทีเลย แล้วน่าเชื่อด้วย แล้วมันออกไปแล้วมันรู้สึกดีด้วย มีกำลังได้ระดับนึงด้วย

ตรงนี้มันเป็นโอกาสที่ดี ที่ว่ามันได้โบนัสพิเศษน่ะ เหมือนได้โบนัส ...คนอื่นเขาทำงานทั้งปียังไม่ได้โบนัสเลย เข้าใจป่าว มันก็เกิดเนิ่นช้าในอาการของจิตนั้นได้น้อยลง เข้าใจมั้ย

แต่ว่าไอ้สันดานน่ะมันแก้ยังไม่ได้หรอก ...ถ้าแก้ได้มันก็เป็นโสดาบันแล้ว ไม่สงสัยในวิถีการปฏิบัติแล้ว เพราะมันจะต้องเจอวนเวียน แต่ว่าความไปเกิดตายในความวนเวียนนั้นน่ะน้อยลงแล้ว

เพราะนั้นอย่างพวกเรา ...คือโดยภายนอกนี่มันช่วย เข้าใจมั้ย มันจะช่วยโดยภายนอก มันก็เหมือนกับได้กินเอ็มร้อย คนอื่นเขาไม่มีเงินซื้อกินเอ็มร้อยน่ะ มันก็ไม่มีกำลัง


โยม –  แล้วเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้มาเจอคะ

พระอาจารย์ –  เอ้า ทุกอย่างมันมีเหตุอยู่แล้ว..คือกรรม ...มันไม่ใช่เคยฟังครั้งเดียวหรอก ไม่รู้กี่ชาติแล้ว โง่เองน่ะ เข้าใจมั้ย ...ก็ฟังแบบโง่ๆ มาโดยตลอดน่ะ 

แล้วมันก็เป็นเหตุให้ต้องมาฟังซ้ำฟังซาก มันเป็นเหตุที่เนื่องมาในอดีต ไม่ต้องไปหาหรอก


โยม –  อยากให้คนอื่นได้ฟังบ้าง

พระอาจารย์ –  ชั่งหัวมัน บอกแล้วไง ไม่ต้องมาฟัง ไม่ต้องไปตามมาฟัง ...มันมาของมันเอง  ถ้ามันมีเหตุ มันต้องได้มา  ถ้ามันไม่มีเหตุ อย่ามา...เพราะมันจะฟังไม่รู้เรื่อง


โยม –  ก็จะหาเหตุให้เขา

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปหา บอกแล้ว เนี่ย จิตฟุ้งซ่าน นี่คือจิตที่มันออกนอกนี้ไป ...เนี่ย มันจะมีหลายเรื่อง และแต่ละเรื่องนี่ไม่รู้จะทำได้รึเปล่า สงสัยมั้ย กังวลมั้ย ดีใจมั้ยถ้าเขามา

นี่ มันมีสุขมีทุกข์ล่วงหน้าแล้ว ทั้งที่มันยังไม่ควรจะมีเลย ...เนี่ย แล้วเราก็โอนอ่อนไปตามกระแสมันอยู่อย่างนี้ เขาเรียกว่าไม่เด็ดขาด

ถ้าเด็ดขาดแล้วก็รู้ทัน แล้วก็..เออ ไม่เอา อยู่อย่างนี้ดีกว่า ชั่งหัวมัน ...นี่ กลับมารู้ตัว เอาตัวให้รอดก่อน อย่าทำตัวเป็นเตี้ยอุ้มค่อม บอดอุ้มใบ้ บ้าอุ้มประสาท

คนบ้ากับคนประสาทอุ้มกันมานี่...ตาย  เห็นมั้ย ไปด้วยกันก็แย่ ...นั่นแหละ ทำตัวเองให้มันสมบูรณ์ ให้มันเต็มร้อย ...กินเอ็มร้อยเยอะๆ มันจะได้เต็มร้อย

อะไรเต็มร้อย ...ศีลเต็ม สมาธิเต็ม ปัญญาเต็ม...ร้อยเปอร์เซ็นต์ ...ให้มันได้อย่างนี้ก่อน อย่าเพิ่งแคร์สังคม อย่าเพิ่งมีจิตอารี อย่าเพิ่งมีจิตอาสา ...ไอ้นั่นมันของหลอกเด็ก เอาไว้หลอกเด็ก 

แล้วมีคนให้หลอกนี่เยอะ แล้วมีคนชอบให้เด็กมาหลอกก็เยอะ เข้าใจรึเปล่า ...ไอ้เราไม่ชอบหลอกเด็ก มานี่ตี...ให้มึงโตซะ มึงจะได้ไม่เป็นเด็กอีกต่อไป 

หมดสิ้นซึ่งความที่งอแง โยเย  ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้นั่นก็จะอย่างงั้นมั้ย ไอ้นี่ก็จะนั่น ...ฟุ้งซ่าน ทำไมมันไม่ตายซะตั้งแต่เกิด เรื่องมาก มากเรื่อง 

ก็รู้ไปตรงๆ ตรงนี้ มันยากตรงไหน เข้าใจมั้ย  นี่มันต้องละไอ้พวกกระเซ็นกระสายอยู่ตลอด ...มันจะเหมือนหนวดปลาหมึกน่ะ ยั้วเยี้ย รุงรัง

หมดเรื่องคนนี้ก็ไปเรื่องคนนั้น คิดเรื่องคนนี้จบ ก็เรื่องคนนั้น  ไอ้นั่นก็เป็นพี่ ไอ้นี่ก็เป็นคนมีบุญคุณ ไอ้นั่นก็เป็นคนที่..แหม ดีจริงๆ นะ เนี่ย ดูท่าทางเขาก็..ถ้ามาแล้วคงรู้เรื่องน่ะ เนี่ย 

แต่ตัวกูอยู่ไหนยังไม่รู้เลย เห็นมั้ย ตัวเราอยู่ไหน เห็นมั้ย มีแต่เรื่องๆๆๆ  นี่ ...เรื่องมันมีเพราะจิตมี เรื่องไม่มีเพราะจิตไม่มี

แล้วจิตจะไม่มีได้เพราะจิตมันมาอยู่ในรู้ มันมาอยู่ที่รู้ มันมาอยู่ที่นี้..ที่กายกับใจนี้ ...เรียกว่ารวมจิตรวมใจให้เป็นหนึ่ง...อยู่เสมอ...โดยไม่มีข้อแม้ โดยไม่มีเงื่อนไข

เนี่ย พวกเรา..ที่มันไปไม่รอด ไปไม่ได้ วนเวียนซ้ำซาก เพราะมันมาติดข้อแม้และเงื่อนไข แล้วก็โอนอ่อนไปตามข้อแม้และเงื่อนไขในจิต ...มันเด็ดเลยไม่ขาดสักที

มันเด็ดแบบ..ฮื้อ เสียดาย ความสุขที่คนนั้นจะได้ เสียดายความดีที่เขาจะรับ มันห่วงแทนคนอื่นน่ะ ...ถึงบอกว่าเตี้ยอุ้มค่อม ตัวเองก็ยังไม่รอดเลย ยังไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าหันๆ เหๆ รึเปล่า ใช่มั้ย

ได้เป็นอรหันต์รึยัง ถ้าเป็นอรหันต์ก็ค่อยว่ากัน ...มันยังไม่ได้เป็น ยังหันไปเหมาอยู่อย่างนี้ โสดาก็ขวดๆ โหลๆ อยู่อย่างงั้น อยู่ไหนยังไม่รู้เลย

ถ้าอย่างเนี้ย ยังนอนใจไม่ได้ ยังให้ประโยชน์ความไว้วางใจกับคนอื่นไม่ได้ ทั้งในแง่ดีและแง่ไม่ดี ...เอาตัวเองให้รอด..รอดปากเหยี่ยวปากกาให้ได้ก่อน

แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามธรรม ...การสัมผัสกับคนรอบข้างนี่ มันจะมีความเย็นเอง

เข้าใจมั้ยว่า เมื่อเข้าถึงธาตุเย็นแล้วนี่ ธรรมชาติหรือธรรมธาตุที่แท้จริงของกายของขันธ์ หรือขันธ์ทั้งห้า โดยมีใจที่บริสุทธิ์แล้วนี่ ทุกอย่างเป็นสภาวะที่เรียกว่าเย็นโดยธรรมชาติ เย็นสนิทเลย

เพราะนั้นธรรมชาติของน้ำแข็งของเย็นนี่ กับธรรมชาติของของร้อนนี่ มันคนละธรรมชาติกัน ...ไม่ต้องไปโฆษณาว่าจ้าง ไม่ต้องไปโปรโมชั่นด้วย

เดินไปเดินมานี่ เหมือนกับก้อนน้ำแข็ง ...รถน้ำแข็งกับรถเผาถ่าน มันรับรู้กันได้เลย คือธาตุเย็น ทุกอย่างมันจะน้อม มันจะเกิดการน้อมเข้ามาโดยปริยาย


โยม –  แต่รู้สึกเหมือนกันว่า พอหลังๆ ภาวนามันก็ชอบมีคนมาขอความช่วยเหลือจากเราเพิ่มขึ้น

พระอาจารย์ –  อือ ใจแข็งไว้ อย่าใจอ่อน เพราะว่าพวกเรายัง..เรียกว่ายังไม่สามารถสรุปตัวเองได้...ในความเข้าใจในธรรมที่ตรงที่สุด

เพราะนั้นการบอกกล่าวเล่าอ้าง ก็ให้อยู่ในกรอบที่เหมือนเราบอกว่า “รู้ตัวเข้าไว้” ก็สอนคนอื่นให้รู้ตัวเข้าไว้ ทำอะไรอยู่ ก็สอนคนอื่นอย่างนั้น ...นั่นแหละ ให้สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

แล้วมันอยู่ที่ว่า เขาจะไปทำหรือไม่ทำ อันนี้ช่วยไม่ได้แล้ว อันนี้ถือว่าช่วยไม่ได้แล้ว แต่ว่าช่วยบอกแค่นี้พอแล้ว ...แล้วก็ไม่ต้องติดตามผล ไม่ต้องไปเกาะติดสถานการณ์เขา แค่นั้นแหละ

แต่พยายามสำรวมไว้ดีที่สุด เงียบ พูดให้น้อย อธิบายให้น้อย ...ทำความรู้ตัวให้เยอะ ทุกครั้งที่พูด ทุกครั้งที่กำลังพูด ให้อยู่กับความรู้ตัวด้วย

แล้วมันจะมีการจำกัดคำพูดด้วยตัวของมันเอง แล้วมันจะมีสาระในการพูด  ไม่ใช่ผักบุ้งโหรงเหรง ไม่ใช่เพ้อเจ้อ ไม่ใช่กล่าวอ้างแบบเลื่อนๆ ลอยๆ ...มันจะรู้ตัวดีในตัว

ส่วนมากเวลาพูดกันมันมันปาก มันปากแล้วก็จะเพ้อเจ้อ เรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง ก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง มั่ว แล้วเอาความเห็นเข้ามาสอดแทรกในธรรม เอาความคิด เอาคำพูด เอาความเห็นของคนอื่นมา มันจะเริ่มมั่วแล้ว

เพราะนั้นก็...เท่าที่รู้ เท่าที่เห็น เท่าที่กำลังทำอยู่  แล้วมันจะไม่ผิดพลาด ในการฟัง ในการแนะ ...แต่จริงๆ แล้วเราไม่แนะนำให้ใครแนะใคร ถ้าพูดก็แค่บอกว่า "รู้ตัวไป มีสติอยู่กับยืนเดินนั่งนอน"

นั่นน่ะคือคำพูดสั้นๆ ประโยคเดียวนี่ครอบหมดจักรวาลเลย ...หมายความว่าตลอดในเส้นทางของมรรค คืออยู่ด้วยความรู้ตัวตลอดกายนั่นเอง

เพราะนั้นถ้าคำว่ายืนเดินนั่งนอนรู้ตัวอยู่ ต่อให้เด็กที่ไม่เคยอ่านพระธรรมคำสอนความหมายของศีลสมาธิปัญญาเลยก็ตาม แล้วเอาไปทำตามแบบโง่ๆ ...ก็จะเข้าใจเองว่าอะไรคืออะไร

เพราะนั้นอิริยาบถ ๔ อิริยาบถย่อยนี่ มันมีทุกคนอยู่แล้ว มันไม่ใช่ต้องไปดำดินบินบนค้นหา ...แต่เพียงว่า เวลาที่กลับมารู้ มันเป็นแค่ความรู้ที่ปกติธรรมดามากๆ

หรือความเห็นที่มันเห็นการยืนเดินนั่งนอน มันก็จะเกิดความเห็นที่ปกติธรรมดามากๆ ไม่ได้เลอเลิศวิเศษหรูอะไร ...เพราะนั้น ตรงเนี้ย...ที่มันไม่ค่อยสะใจ

ไม่ค่อยสะใจกิเลส ความอยาก ไม่ค่อยตรงตามที่มันอยากรู้อยากเห็น ...เนี่ย แล้วมันจะหนีห่าง หนีออก ไปทำ ไปหา ตามที่มันต้องการ..ในความหมายของการปฏิบัติธรรมตามที่มันเข้าใจ

พอเริ่มออก..ตีตัวออกห่าง  ก็หมายความว่ามรรคเริ่มบิดเบือนแล้ว เกิดภาวะที่เรียกว่าสุดโต่ง คือกามสุขัลลิกานุโยค..ทำตามความพอใจ ทำตามที่ถูกตามความเห็นด้วยความเข้าใจว่าถูกของมัน

ของมันก็คือของเรา ของเราก็คือของควาย...ตัวเดียวกันน่ะ ...แต่มันเข้าใจว่าเราไม่ใช่ควาย มันเข้าใจว่าเรานี่เก่ง เพราะมันรู้สึกว่าแค่รู้ยืนเดินนั่งนอน...ไม่ได้อะไรเลย 

ธรรมดามากๆ เลย ไม่มีความเข้าใจอะไรสักอย่าง ...มันก็เลยบอกว่าต้องอย่างนี้ดีกว่า มันถึงจะเข้าใจ เนี่ย มันเลยเข้าใจว่าเราเนี่ยดีกว่าถูกกว่า ..แทนที่มันจะรู้ว่าเราคือควาย 

เพราะอวิชชา ปัจจยา สังขารา ใช่มั้ย อวิชชา..เป็นตัวปัจจยาสังขารา ...คำว่าสังขารา สังขาราแรกคือจิตสังขาร สังขาราต่อมาก็วจีสังขาร 

วจีสังขารไม่ใช่คำพูดที่ออกจากปากมาอย่างเดียวนะ ไม่ใช่คำพูดตรงนี้นะ ...เวลาจิตมันเคลื่อนออกมา แล้วมันมีความคิดอยู่ในจิตใช่มั้ย มันพูดของมันเองในจิตใช่มั้ย ...นั่นแหละวจีสังขาร 

มันเป็นวจีอยู่ในจิต ...แล้วไอ้วจีนั้นมันเกิดมาจากอะไร ...มันเกิดจากสัญญา สัญญามันจำความหมายในภาษานั้นๆ มันก็เอาภาษานั้นๆ มาใช้ในวจีในจิตของมัน


โยม –  บางทีถ้ารู้เฉยๆ มันจะพูดไม่ได้ แต่บางทีอยู่เฉยๆ ก็เห็นมันพูดไปเอง แต่ว่ามันเห็น เราก็ไปดูมันอีกทีนึง

พระอาจารย์ –  อือ ใช่ เห็นว่าจิตก็คือจิต ไม่ใช่เรา ...ถ้ามันเห็นอย่างนี้ มันต้องตั้งมั่นอยู่ที่รู้ที่เห็นนี่ มันจะเห็นเลยว่าอะไรมันพูดอยู่ว่ะ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวของเรา จิตก็ไม่ใช่เรา

แต่คราวนี้ว่า อย่าไปจดจ้อง อย่าไปอยู่กับมัน เดี๋ยวจะตกหลุม หรือติดกับดัก ...คือแรกๆ น่ะเห็นชัดในความเป็นลักษณะของมัน ...นี่คือเห็นในลักขณูปนิชฌาน 

คือเห็นลักษณะที่แท้จริงของจิต ว่ามันเป็นอะไรของมันก็ไม่รู้ ไม่มีความเป็นตัวตนของเรา

แต่พอไปสักพักนึง ความเป็นอารัมณู คือเข้าไปเป็นอารมณ์กับมัน ร่วมด้วยกับมัน ...จะค่อยๆ เคลื่อนแบบไม่รู้ตัวเลยนะ..ตรงนี้ มันจะกลายเป็นความคิดของเรา จิตของเรา ตัวของเราขึ้นมาโดยกลายๆ ไม่รู้ตัวเลย

เราถึงบอกว่า เมื่อรู้ลักษณะว่าจิตมันอย่างนี้ อะไรของมัน พูดของมัน ไม่มีอะไร มันทำของมันเอง ไม่ใช่ของตัวเรา ...นี่ ต้องมาตั้งอยู่ที่กาย ต้องมีฐานอยู่

แล้วเมื่ออยู่ในฐานนี่ มันจะเห็น...เหมือนชำเลืองเห็นว่ามันดับ หรือหายไป ...เหมือนลืมไปแล้วก็ไม่สนใจ เหมือนลืมไปเลย แล้วก็..เออ มันหายไปแล้ว

นั่นแหละ ต้องอยู่อย่างนี้...เรียกว่าอยู่ในมรรค ไม่ออกนอกมรรค


(ต่อแทร็ก 10/23)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น