วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 10/24 (1)


พระอาจารย์
10/24 (560317E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17  มีนาคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  อย่าออกนอก “นี้” ไป ...ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ  พระพุทธเจ้าท่านพูดไว้เลยว่า...โย ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง  ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ  

ณ ที่นี้ที่เดียวเท่านั้น ที่เป็นที่..ที่ความจริงปรากฏอยู่ ...ถ้าออกนอกนี้ไป มันจะไปอยู่กับความไม่จริงทั้งสิ้น มันจะเห็นแต่ความไม่จริงทั้งสิ้น มันจะเกิดความรู้ความเห็นที่ไม่จริงทั้งสิ้น

จึงเรียกว่า ตัตถะ ตัตถะ...ที่นี้ๆ   วิปัสสติ...ทำความรู้แจ้งอยู่ ณ ที่นี้ๆ ...วิปัสสติ นั่นน่ะเขาเรียกว่าวิปัสสนา ...ไม่ใช่วิปัสสนึก ไม่ใช่นึก ไม่ใช่คิด 

แต่วิปัสสนาคือรู้แจ้ง ...รู้ไปตรงๆ  จนมันแจ้ง จนมันชัด จนมันชัดเจน จนมันปรุโปร่ง จนมันรอบตัว จนมันเข้าใจ จนมันยอมรับ 

จนมันไม่สามารถจะปฏิเสธกับความจริงนี้ได้เลย..แม้แต่อณูหนึ่งของความคิดและความเห็นของจิตผู้ไม่รู้

นั่นน่ะท่านเรียกว่าปัญญาญาณ ก็บังเกิด ณ ปัจจุบันนี้เอง ...ไม่ได้ไปเกิดข้างหน้าข้างหลัง ไม่ได้ไปเกิดในป่าในเขา ไม่ได้ไปเกิดในวัดในถ้ำ ...แต่มันเกิดที่นี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ขณะนี้...ทุกๆ ขณะไป

ธรรมน่ะ...มันใกล้ตัวจนเรามองข้าม เรามองเกิน เราหาเกิน เรารู้เกิน ... เกินอะไร...เกินจริง เกินอะไร...เกินเหตุที่ปรากฏ เกินธรรมที่แสดง

อะไรที่มันเกินน่ะ...มันไม่ใช่  อะไรที่มันขาด...มันก็ไม่ใช่ ... อะไรที่มันปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ เวลานี้ เท่าที่มันปรากฏ...นั่นแหละใช่

ให้มันใช่อยู่กับความเป็นจริงนี้ ให้มันต่อเนื่อง ยืดยาว ยาวนาน ...นั่นแหละท่านเรียกว่าสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวต่อเนื่อง ด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม

อยู่ดีๆ มันไม่เกิดหรอก  ฟังหลายๆ ครั้งก็ไม่เกิดหรอก  หรือไปใกล้ชิดครูบาอาจารย์ขนาดไหนก็ไม่เกิดหรอก ...มันต้องเกิดเพราะกระทำขึ้น เจริญขึ้น

มันซื้อหาไม่ได้ ไม่มีให้ขาย ไม่มีขายในตลาด ...มันต้องทำขึ้นมาเอง ด้วยความอดทน บากบั่น ขยัน ...ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันจะลอยขึ้นมาเอง

ไม่ใช่นึกๆ คิดๆ ฝันๆ เพ้อเจ้อ แล้วมันจะเกิดขึ้น  แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารอ หรือตั้งตาตั้งตาถาม ตั้งหน้าตั้งตาหา ...ไม่เกิดหรอก ไม่เห็นหรอก

ไม่รู้หรอกว่าธรรมอยู่ที่ไหน ความเป็นจริงของธรรมนั้นคืออะไร มันเป็นใคร มันเป็นของใคร หรือมันไม่ได้เป็นใคร หรือมันไม่ได้เป็นของใคร

ถ้าไม่มีสติมันจะรู้มั้ยล่ะ มันจะเห็นปัจจุบันมั้ยล่ะ ถ้าไม่มีสติมันจะรู้กายเห็นกายปัจจุบันมั้ยล่ะ

มันจะไปเห็นที่ไหนก็ไม่รู้ มันจะไปรู้ที่ไหนก็ไม่รู้ ...นั่นแหละไม่มีสติ ศีลก็ไม่มี สมาธิก็ไม่ตั้งมั่น ปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงก็ไม่เกิด

อยู่กันแบบไร้สติได้ยังไง ...เผลอๆ เพลินๆ เลื่อนๆ ลอยๆ ไหลๆ หลงๆ เพ้อเจ้อ ...จับไม่ได้หลัก จับไม่มั่น คั้นก็ไม่ตาย  หลุดลอด เล็ดลอด ไหลอยู่ตลอด

มีแต่วูบวาบไปมาตามอาการของจิตนั่นน่ะ ตามอาการของผัสสะ ตามอาการของโลก ตามอาการของการกระทบ ...มันไม่ตั้งๆ มันตั้งไม่มั่น ตั้งได้...ก็ตั้งไม่มั่น

มันไม่มั่นคง มันไม่ต่อเนื่อง มันไม่มีสมาธิที่ต่อเนื่อง ...มันจึงไม่เกิดความชัดเจนในธรรม ไม่เกิดความชัดเจนในความเป็นกายที่แท้จริง

ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ...มันเป็นก้อนเรา มันเป็นก้อนหญิง มันเป็นก้อนชาย หรือมันเป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้กันแน่ ...นี่ มันไม่ชัดเจน

แล้วยังไปค้นหาที่ไหนอีก มัวแต่ไปหาธรรมที่ไหนอยู่ มัวแต่ไปปฏิบัติธรรมด้วยแง่มุมไหนอยู่

กายที่มันนั่งนอนยืนเดิน กินอยู่กับมันตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตื่นเช้ามายันนอนหลับกลางคืนน่ะ ยังไม่รู้จักมันเลย ...ก็มีแต่เชื่อเอาแบบลมๆ แล้งๆ

ว่าเป็นตัวเรา ชื่อนั้นน่ะ นาย ก. นาง ข. นางไก่ นายหมา นายหมู นางแมว นางน้อย นางนิด นายใหญ่ นายโต นายเล็ก ...เนี่ย มันเชื่อแบบจริงๆ จังๆ

ไม่เข้ามาสืบค้น ไม่เข้ามาวิจยะ ไม่เข้ามาสำเหนียก ไม่เข้ามาโยนิโส ไม่เข้ามามนสิการ ไม่เข้ามาทำความแยบคาย ...มัวแต่ไปทำอะไร ไปปฏิบัติธรรมกันที่ไหน ฮึ จะเอามรรคผลนิพพานที่ไหน

มันจะเกิดมรรคผลนิพพานที่ไหนเล่า ...ถ้ายังไม่แจ้งในกายนี้ ปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ ความเป็นคนในชาตินี้

ถ้ายังไม่รู้จักว่าเดี๋ยวนี้เป็นคน เดี๋ยวนี้กำลังเป็นคน ปัจจุบันภพนี้ชาตินี้เป็นคน มันจะแจ้งได้ยังไงในองค์มรรค ...กำลังเป็นคนอยู่ยังไม่รู้จักเลย

แล้วยังรู้ได้แค่ไม่ปะติดปะต่อ ยังรู้แบบขาดๆ เกินๆ ...มันก็เลยเป็นคนแบบขาดๆ เกินๆ ไม่เป็นคนแบบพอดี ...คนดีเขาต้องเป็นคนพอดี จึงจะเกิดคำว่าดีพอ ที่จะไม่มาเป็นคนอีกต่อไป

แต่นี่มันเป็นคนแบบขาดๆ เกินๆ น่ะ นอกนั้นเป็นอะไร...ผี ยักษ์ เปรต เดรัจฉาน ...ยังไม่ทันตายนะ มันเป็นแล้ว ไอ้เป็นเทวดาเป็นพรหมนี่ นานๆ เป็นครั้ง ไม่ได้เป็นบ่อย

นอกนั้นเป็นผี ลอย หาย แวบ วอบๆ แวบๆ หายแวบไปมา ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ...นั่นน่ะเป็นผีซะส่วนมาก สัมภเวสีน่ะ จิตเลื่อนลอย วิญญาณมันเลื่อนลอย มันหาที่ตั้งไม่ได้

คำว่าวิญญาณนี่ไม่ได้แปลว่าผีนะ วิญญาณแปลว่าองคาพยพหนึ่งของขันธ์ที่เป็นส่วนกำหนด ที่เป็นส่วนรู้ในสิ่งต่างๆ

เพราะนั้น ทำความเป็นคน...ด้วยสติ รู้กาย รู้ปัจจุบันกาย รู้อิริยาบถในกาย ...ไม่ต้องโต้เถียง ไม่ต้องให้จิตมันเถียง ...อย่าเชื่อมัน 

จิตน่ะเหมือนกองเชียร์ จิตน่ะเหมือนฝ่ายสนับสนุน จิตน่ะเหมือนตัวเสี้ยมเขาชนกัน เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน ...จิตน่ะมันเป็นทุกอย่างน่ะ ทั้งเป็นลูกคู่ ทั้งเป็นศัตรู ทั้งเป็นคู่อาฆาต ทั้งเป็นคู่รัก 

มันเป็นได้หมดน่ะ เปลี่ยนหน้าแปรไป มันปลิ้นปล้อนหลอกลวงจะตายชัก  อย่าไปสนใจใส่ใจฟังมัน เชื่อมัน ตามมัน หลงกับมัน เพลิดเพลินไปกับมัน เห็นดีเห็นงามไปกับมัน 

มันมาตีหน้าซื่อเหมือนกับเป็นมิตรแท้  แต่แท้ที่จริงน่ะ มันจะพาเราไปมอดไหม้ ไปเผาผลาญให้เร่าร้อน ทุกครั้งทุกคราวไป ...ไม่รู้รึไง ไม่เข็ดรึไง ไม่หลาบรึไง ไม่จำรึไง

ก็ยังซ้ำๆ ซากๆ วนๆ เวียนๆ อยู่ในเรื่องราวเก่าๆ เดิมๆ ทุกข์เหมือนเดิมเลย ...เมื่อไหร่มันจะออกมาสักที

เมื่อไหร่มันจะออกมาตั้งหลักตั้งฐาน ตั้งมั่นเป็นกลาง ตั้งเป็นผู้รู้ผู้เห็น ผู้มั่นคงอยู่ในปัจจุบัน ผู้ที่เท่าทันและสังเกตในทุกอากัปกิริยาของขันธ์...ด้วยความมั่นคง หนักแน่น ไม่หวั่นไหว

มันต้องฝึกนะ ถ้าไม่ฝึกมันไม่มีทางตั้งมั่นขึ้นได้ ...แล้วก็มัวแต่ปล่อยไปนี่ มันไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่มะม่วงที่มันจะสุกงอมขึ้นมาเองนะ

แต่ไอ้สุกงอมขึ้นมาเองน่ะคือขันธ์...เดี๋ยวมันก็ตายแล้ว มันจะงอมอยู่นี่ มันหง่อมแล้ว แล้วก็ร่วง แล้วก็สลาย แล้วก็คืนสู่ธรรมชาติเดิมแท้ของมัน

แล้วก็มากลัวกันว่าตาย ...จริงๆ มันไม่มีใครตายหรอก ไม่มีใครตายเลยนะ ...มันแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

กายเนี่ย เหมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ของจิตกับใจ ...ใช้ไปสักระยะหนึ่ง มันเปื่อย มันยุ่ย แล้วมันก็คืนสู่สภาพดั้งเดิม คือธาตุแท้ คือมหาภูตรูป ๔

จิตอยู่ไหน ใจอยู่ไหน ...อยู่เหมือนเดิมน่ะ ไม่ไปไหนหรอก ...แต่ไอ้อาภรณ์เครื่องห่อหุ้ม มันเปื่อย

แล้วไงล่ะ ...ไอ้ของที่มันเปื่อยมันก็ไม่ไปไหนหรอก มันก็อยู่ในนี้ อยู่ในสามโลกธาตุนี่ คือไปอยู่ในสภาพเดิมแท้ของมันคือสภาพอะตอมหรือสสาร พลังงานในโลก ไม่สูญหายหรอก

จิตก็ไม่ตาย ใจก็ไม่ตาย ...แต่จิตมันไม่รู้ มันคิดว่ามันตาย มันก็เลยไปกอบไปโกย ไปก่อดินน้ำไฟลมขึ้นมา มาเป็นตัวตนขึ้นมาใหม่ มาเป็นรูปลักษณ์สังขาร หญิงชาย สัตว์เดรัจฉาน

แล้วอันนี้มันไม่ใช่ว่าประกอบได้ตามใจนึกหรือสารพัดนึกนะ มันประกอบด้วยเหตุหลายอย่างกว่ามันจะมาประกอบรวมกัน...ด้วยกรรมและวิบาก

คือเกิดเป็นผู้หญิง นี่...กูก็ว่าตายแล้วน่าจะเป็นผู้ชาย ดันเป็นผู้หญิงอีก เอ้า มันไม่เป็นไปตามความอยากหรอก 

เพราะกรรม ...มันมีองค์ประกอบอีกมากมาย ทำให้จิตนี่...ที่ยังไม่ตาย...แล้วมันอยากเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ได้เป็น กลับต้องได้เป็นอย่างนี้ เห็นมั้ย

เราถึงบอกว่าจริงๆ น่ะ อย่าไปกลัวตาย ไม่มีใครตายหรอก กายมันก็ไม่หายไปไหน มันก็ผลัดกันใช้...มันผลัดกันใช้นะ กระทั่งลมหายใจนี่ เอ้า สูดเข้าๆ ของเราจริงหรือ

มันเปลี่ยนกันๆ น่ะ ใช่มั้ย ...ดินน้ำไฟลม ไม่ใช่ว่าเป็นของใคร หรือว่าเออ เป็นของกูนะ  มันใช้เป็นสาธารณธรรมนะ...มหาภูตรูป ๔ นี่


(ต่อแทร็ก 10/24  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น