พระอาจารย์
10/21 (560317B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 มีนาคม 2556
พระอาจารย์ – ถ้าเสื่อมศรัทธาในศีล ...ศรัทธานี่
เป็นองค์ธรรมหนึ่งในอินทรีย์ห้า เมื่อมีศรัทธาจึงมีวิริยะ เมื่อมีวิริยะจึงมีสติ สมาธิ และปัญญา
เพราะนั้นถ้ามันเสื่อมศรัทธาในองค์ศีลซะแล้วนี่
วิริยะความพากเพียรที่จะประกอบเหตุแห่งศีลด้วยความต่อเนื่อง ด้วยสติที่ต่อเนื่อง..ไม่มีอ่ะ
... นี่ ไม่ต้องถามถึงสมาธิ ปัญญา..ไม่มีอ่ะ
เพราะนั้น
ต้องสร้างศรัทธาทั้งภายในและภายนอก ...ภายนอกคือฟังเรานี่ไง ภายในคือทำความเชื่อว่า
ต้องตั้งอยู่ที่นี้ ต้องกำหนดอยู่ที่นี้ ต้องประกอบเหตุ ณ ที่นี้ นี่...คือกายปัจจุบัน
กายศีล กายปกติ
แล้วก็ทำลงไป ด้วยศรัทธาที่เชื่อมั่น..เออ ไม่ได้อะไรก็ไม่ได้อะไรวะ กูเชื่อว่ามันคงจะได้ ต้องได้แน่ๆ ...เพราะว่านี่คือศีลจริงๆ
มันไม่รู้จะเอาอะไรมาโต้เถียง มาแย้งแล้ว
จิตมันคอยแย้ง..ด้วยความลังเลสงสัย
จิตมันคอยแย้ง..ด้วยตำรา จิตมันคอยแย้ง..ด้วยคำพูดความเห็นของคนอื่น ...ไอ้พวกนี้จะเป็นตัวมากัดกร่อน
ไม่ได้กัดกร่อนอะไรหรอก ...มันกัดกร่อนศรัทธาที่จะรู้แค่นี้
รู้ตรงนี้ รู้จำเพาะนี้ ...เมื่อมันกัดกร่อนไปกัดกร่อนมา
มันก็..เลิก ไม่เอาแล้ว ไปกำหนดพุทโธดีกว่า ให้จิตสงบซะก่อน
หรือไปดูจิต ดูอายตนะ
ดูนู่นดูนี่ดีกว่า มันดูเหมือนได้เป็นชิ้นเป็นอันดี ...หรือไปเที่ยวดีกว่า สบายดี สนุกดี
มีความสุขดี ...นี่ มันก็มีช่องออกไป …ช่องออกไป ไม่ใช่ช่องเข้ามา
เมื่อมันเสื่อมศรัทธาหรือไม่มีศรัทธาแล้ว
พละไม่มี กำลังไม่มี...ที่จะต่อเนื่องไปจนถึงวิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา...ไม่เกิด
ก็พยายามรวบรวมสติ แล้วก็เอาใหม่
รู้ตัวใหม่ ...อดทนด้วย ต้องอดทนด้วย รู้ทน อดทนอดกลั้น ต่อจิต ต่อความคิดของตัวเอง
ต่อความคิดเห็นของคนอื่น
มันต้องอดทนน่ะ
ที่จะก้มหน้าก้มตาประกอบเหตุแห่งศีลไป ถึงแม้จะไม่มีความมั่นใจแบบเต็มร้อยก็เถอะ …เพราะถ้ามันมั่นใจแบบเต็มร้อย ก็เป็นพระโสดาบันแล้ว
เพราะพระโสดาบันเป็นผู้ที่เข้าถึงศีล
หมายความว่าถือศีลเป็นชีวิต ไม่ลังเลสงสัยในศีล คือกายนี้ …ท่านไม่เปลี่ยนที่ปฏิบัติอีกแล้ว
ท่านไม่มีวิธีการปฏิบัติแล้ว ไม่มีวิธีอื่นแล้ว มีวิธีเดียว
นี่เขาเรียกว่าเป็นผู้ที่เข้าถึงศีลโดยสมบูรณ์
คือเชื่อมั่นในความเป็นศีล แล้วก็รักษาอย่างจริงจัง จริงใจ ไม่สงสัย ไม่ลังเล
แต่ว่ายังไม่ต่อเนื่อง
เพราะสันดานยังไม่ดี
มันยังมีสันดานที่เอารัดเอาเปรียบ เห็นอกเห็นใจสิ่งแวดล้อม คนรอบข้าง ...สันดานยังไม่ดี แล้วก็ยังปล่อยสันดานนั้นแบบไม่รู้ไม่ชี้
แต่เวลาพอท่านมีกำลังใจ กลับมาทำ ...ท่านไม่หาการกระทำ ท่านไม่หาวิธีการปฏิบัติ ท่านก็ลงมาที่นี่ที่เดียว โดยไม่ลังเล
โดยไม่อ้อมค้อม โดยไม่ต้องไปสงสัยว่าจะต้องทำยังไงดี
เนี่ย นี่คือสันดานของพระโสดาบันจริงๆ
…แล้วก็แก้ไขสันดานไม่ดีไป ด้วยการ ละ เลิก เพิก ถอน
สิ่งต่างๆ ที่ออกมาจากจิต เรื่องราวต่างๆ ที่จิตมันค้นหามา
แล้วกำลังจะค้นหาไป แล้วกำลังจะทำให้มันเป็นไป
ท่านจะละทันทีเลย ...แล้วก็มาตั้งมั่นอยู่ในองค์กายองค์ศีล
องค์ปัจจุบัน องค์รู้ เป็นบรรทัดฐาน ...เป็นเหมือนกรอบเพชรเลี่ยมทองเลย
เอาจนเป็นกรอบล้อมเพชรเลี่ยมทอง ...กาย-ใจนี่ จนแข็งแกร่ง
เรียกว่าศีลก็แข็งแกร่ง
สมาธิก็แข็งแกร่ง ปัญญามันก็เฉียบคม ...เฉียบคมยังไง ...เหมือนคนใส่แว่นตา
แล้วแว่นตามันไม่มีฝ้าจับน่ะ ...คือว่าเห็นชัด
แต่ก่อนไม่ใส่แว่น
มาใส่แว่นมันก็เห็นชัดแล้ว แต่ว่าพอขัดแว่นไป ฝุ่นละอองหรือฝ้าที่จับแว่นมันหลุด
มันก็ยิ่งชัดขึ้นมาอีก ...นั่นแหละ ปัญญาคือความเฉียบคม ชัดเจน
คือความชัดเจนในกาย ในใจ
ในสิ่งที่มากระทบกาย ในสิ่งที่มากระทบใจ ...แล้วมันเกิดปฏิกิริยาขึ้นอย่างไร...ที่กายและที่ใจ
นี่ เห็น...ทุกกระบวนการ
แต่ไม่มีการเข้าไปประกอบกระทำตามปฏิกิริยานั้นๆ ...action = reaction สิ่งที่มันมากระทบใจ...คือกระทบกายแล้วผ่านเข้ามา
คือถ้ากระทบกายนี่ ...ถ้ากายมันเป็นกายที่ตายแล้วนี่ มันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบหรอก ...แต่ว่ามันมากระทบกายที่มีใจครองอยู่ ...เมื่อมันกระทบกาย มันก็จะส่งผ่านการกระทบนั้นน่ะ ไปรับรู้ที่ใจ
แต่ก่อนที่มันจะถึงใจ มันผ่านสิ่งที่มันห่อหุ้มใจอยู่...ท่านเรียกว่าอวิชชา
คือถ้ามันกระทบกายมานี่...ผ่านทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วมาถึงใจเลย..โดยไม่มีอวิชชานี่
มันจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะนั้นกฎเกณฑ์ที่ว่า action = reaction นี่ ใช้ไม่ได้..สำหรับกายนั้นใจดวงนั้น
…เพราะอะไร ...เพราะมันนอกเหนือกฎเกณฑ์แล้ว
มันเหนือธรรมชาติแล้ว
แต่คราวนี้ว่าไอ้กายใจของพวกเรานี่
มันกระทบมา ผ่านตา ผ่านหู แล้วมาถึงใจนี่...มันผ่านอวิชชาที่มันครอบ ที่มันปิด
ที่มันงำ ที่มันหุ้มใจอยู่ ...มันจึงปฏิกิริยาโต้ตอบทุกครั้งที่มีการกระทบ
แต่สามัญชนปุถุชนทั่วไป ไม่สนใจ
ไม่ใส่ใจ ไม่ใยดีในเหตุการณ์เหล่านี้เลย ชั่งหัวมัน ปล่อยมันตามอำเภอใจ
ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดหรือเรื่องถูก แล้วกูจะต้องไปรู้มันทำไม ...นี่คือปุถุชน
แต่ผู้ที่เจริญมรรค เจริญศีล เจริญสติ
เจริญสมาธิ ดำเนินอยู่ในองค์มรรค ...มันจะเห็นกระบวนการนี้
แล้วก็ตั้งใจที่จะคอยสังเกตดูกระบวนการนี้ ด้วยความเท่าทันถี่ถ้วน
เพื่ออะไร ...เพื่อให้เห็นปฏิกิริยาแรกที่ปรากฏ..เมื่อเกิดการกระทบระหว่างภายนอกกับภายใน คือใจ ...ก่อนจะมาถึงใจที่รับรู้ มันมีปฏิกิริยาอย่างไร
แล้วถ้าไม่ฝึก ถ้าไม่เจริญสติสมาธิ
มันจะไม่เห็นปฏิกิริยาโต้ตอบแรกของการกระทบ ...มันเลยเข้าใจว่า
ทุกอย่างที่การกระทำคำพูดความคิด เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติ...ไม่ผิด ...ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้น
แต่ถ้ามาเจริญในองค์มรรคแล้ว จะเห็นว่าปฏิกิริยาที่มันตอบโต้ออกไปนี่...ผิดปกติ
เหมือนมันจับพิรุธได้น่ะ
ว่าไอ้ที่กูทุกข์แทบตาย ไอ้ที่ไม่เข้าใจอะไรเลย แล้วที่มันมีเรื่องมีราว
แล้วมันค้างมันคา ...เพราะไอ้ความผิดปกติตรงนี้นี่เอง
เพราะฉะนั้นน่ะ
จุดที่มันจะมองเห็นตรงนี้ อาการเหล่านี้ได้นี่
ต้องเป็นจุดที่อยู่ท่ามกลางกายใจจริงๆ
มันจึงจะเห็นปฏิกิริยานี้ของจิตที่มันแสดงออกเมื่อเกิดการกระทบ
ถึงบอกว่า
ถ้าไม่มีรากฐานกาย-ใจแล้วนี่ มันจะไม่เห็นปฏิกิริยาของจิต ของกิเลส ของความไม่รู้
ที่มันจะสืบเนื่อง ต่อเนื่องไปเป็นภพและชาติ
อย่าว่าแต่เห็นปฏิกิริยาแรกของการเกิดขึ้นของภพและชาติเลย ...ขนาดมันไปจมแช่อยู่ในภพและชาติ มันยังไม่รู้ตัวเลย ว่าหลงแล้ว
ไปสร้างภพและก็ไปจมแช่จมปลักอยู่ในภพและชาตินั้นแล้ว
ไอ้ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น
มันยังดันเข้าใจว่าไอ้ที่อยู่ตรงนั้นน่ะเป็นการอยู่ในองค์มรรคอยู่ ...ไอ้นี่สิสำคัญ
สำคัญยังไง ...เพราะพอมันเชื่อแบบหัวปักหัวปำว่ากูยังอยู่ในมรรคอยู่ กูไม่ยอมถอนออกหรอก
มันว่าเดี๋ยวมันก็ต้องหลุดพ้นจนได้ ...เนี่ย คือปัญหาใหญ่เลยของผู้ปฏิบัติ..ที่ปฏิบัติแบบลูบๆ
คลำๆ
แล้วในขณะที่มันอยู่ในความมืดบอดลูบๆ
คลำๆ นั้น ...ถ้ามีใครมาจูงมือ แล้วไอ้คนที่จูงน่ะ น่าเชื่อถือหน่อย ก็ตามไปหมดเลย
เหมือนควายที่ถูกสายตะพายจูงลากน่ะ
ดื้อด้วยนะ ให้กลับเข้าคอกไม่กลับ ...จะไปไหน ไปหาหญ้าอ่อนๆ เขียวๆ ในทุ่งข้างหน้ากิน
มันก็ตามเขาไป เพราะคนจูงนี่น่าเชื่อถือ น่าไว้ใจได้ แต่มันไม่รู้ไงว่า
ไอ้คนที่จูงมันไปก็ตาบอดเหมือนกัน ...ก็มันตาบอดมันจะไปเห็นมั้ยว่าคนจูงมันตาบอด
ไม่รู้หรอก
มันเลยกลายเป็นทิฏฐิมานะ
ท่ามกลางการปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบ..แต่ไม่ถูกและไม่ตรง ... เห็นมั้ย ดี..ชอบ..แต่ยังไม่ถูกและไม่ตรง
พอมันไม่ถูกและไม่ตรงนี่
ไอ้ที่ว่าดีก็ไม่ดีจริงแล้ว ไอ้ที่ว่าชอบก็ไม่ชอบจริงแล้ว ...เพราะมันผิดตั้งแต่หัวแล้วนี่
ท้ายขบวนก็เบ้หมด
เพราะนั้นไอ้ที่เราพูดซ้ำพูดซากเรื่องกาย
เรื่องศีล เรื่องรู้กับปัจจุบันนี่ ...เพราะนี่คือหัว นี่คือต้น...ต้นทาง
ซึ่งจะเป็นเหตุให้เข้าไปสู่ต้นธาตุ และจะเป็นเหตุให้เข้าไปถึงต้นธรรม
และจะเป็นเหตุเข้าไปเห็นต้นจิต
ไม่ใช่เห็นปลายจิต ...แต่มันจะเห็นต้นจิต เห็นต้นธรรม
หรือเห็นจิตแรก ...ไอ้ที่เราดู เห็นๆ กันอยู่นั่น
มันปลายจิต แล้วมันแก่จนจะออกลูกออกหน่อออกหลานแล้ว ที่มันจะตกไปเกิดเป็นต้นใหม่ขึ้นน่ะ
ถ้ามันไม่เห็นต้นจิต
ถ้ามันไม่เห็นต้นธาตุ ถ้ามันไม่เห็นต้นธรรมแล้ว มันจะรู้จักคำว่า “ฐีติภูตัง”
ได้อย่างไร มันจะรู้จักคำว่า “ฐีติจิต” ได้อย่างไร มันจะรู้จักคำว่า “ฐีติธาตุ
ฐีติธรรม” ได้อย่างไร
ถ้ามันไม่เห็น "ฐีติธาตุ ฐีติธรรม
ฐีติจิต" แล้ว ไม่ต้องพูดถึง “โคตรภู” เลย ...นั่น มันเข้าใจแล้ว “ที่นี้ เดี๋ยวนี้”
คือจุดเริ่มต้นของการเกิดทั้งหลายทั้งปวง
ถ้ามันไม่เชื่ออย่างนี้ ถ้ามันไม่เห็นจริงอย่างนี้
ถ้ามันไม่ยอมรับในความเชื่อความเห็นที่มันตรงต่อธรรมจริงต่อธรรมตรงนี้แล้วไซร้
การปฏิบัตินี่จะเนิ่นช้าหมดเลย
ไอ้ของที่ว่าง่ายจะกลายเป็นของยาก
ไอ้ของที่ว่ายากๆ จะยิ่งเป็นสิ่งที่มันห่างไกลเลยน่ะ ...เนี่ย ไอ้ของที่เชื่อกันเข้าใจกันว่าเป็นของที่ง่าย
ใครก็ทำได้ ไม่เห็นมันจะได้อะไรดีขึ้นมาเลย ...ไอ้ตรงเนี้ย สำคัญ
เราถึงบอกว่า ศีลน่ะ...เป็นเครื่องยืนยันความเป็นคน ...เพราะเราเกิดเป็นคน ถ้าไม่มีกายนี้เป็นเครื่องยืนยันแล้วนี่ คงเป็นสัตว์อื่นแล้วมั้ง
ไม่ใช่เพราะมีกายนี้หรอกหรือเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นคน ไม่ใช่เทวดา
หรือเป็นพรหม ..เห็นมั้ย
อะไรเป็นเครื่องยืนยันอยู่ว่าเป็นคน
ไม่ใช่ความคิด
ไม่ใช่ความเชื่อว่าชั้นเป็นคน หรือพ่อแม่บอกว่าหนูเป็นคน ...สิ่งที่บ่งบอกนี่คือมหาภูตรูป ๔
ที่มันก่อร่างรูปลักษณ์รวมตัวกันอย่างนี้ มีกิ่งมีก้าน
สองแขนสองขาหนึ่งหัวหนึ่งตัวนี่
จึงบอกว่ากายเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นคน ...นั่นคือหมายความว่า ศีลก็คือเครื่องหมายของความเป็นคน ...แล้วเราเป็นคนหรือเปล่า
เป็น...แต่ไม่อยู่กับเครื่องหมายหรือสิ่งที่บอกเหตุแห่งความเป็นคนในปัจจุบันเลย ...กลับไปอยู่กับอะไรที่มันเลื่อนๆ ลอยๆ
ไหลไป ไหลมา เคลื่อนไปเคลื่อนมา จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่ชัดเจน
เพราะนั้นถ้าไม่แจ้งในความเป็นคนนี่...ก็เข้าไม่ถึงความเป็นคน ... เมื่อเข้าไม่ถึงความเป็นคน...ก็จะไม่เห็นความเป็นจริงของความเป็นคน
ถ้าไม่เห็นความเป็นจริงของความเป็นคน...มันก็จะออกจากความเป็นคนไม่ได้ ...สุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นคนวันยันค่ำ
เพราะมันไม่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของความเป็นคนนี้ว่าคืออะไร
มันเป็นคนจริงมั้ย ...หรือมันเป็นแค่สภาพที่รวมตัวกัน
อยู่ด้วยกันด้วยความเป็นปกติโดยที่ไม่มีเครื่องหมายเครื่องบอกใดๆ
ว่านี้...เรียกว่าคนหรือสัตว์
นี่ถ้ามันยังไม่เข้าใจความเป็นจริงตรงนี้นะ
มันก็จะวนเวียนซ้ำซากๆๆ อยู่ในความเป็นคนนี่แหละ
ด้วยความไม่รู้และไม่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของการรวมตัวกันเช่นนี้ อย่างนี้
แล้วมันก็จะใช้ชีวิต ดำรงชีวิต
ดำเนินชีวิตอยู่...เพื่อให้ความเป็นคนในข้างหน้าข้างหลังนี่..ดีกว่านี้ สวยกว่านี้
เลิศกว่านี้ ...ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจไปจนวันตาย
นี่ถึงเรียกว่าหญ้าปากคอก ...แต่มันอยากกินหญ้าในทุ่งกว้างที่เขาบอกว่า
เขียวดี สดดี อร่อยดี รสชาติดี เป็นที่นิยมชมชอบของคนของสัตว์ทั้งโลก...ของควายทุกประเทศ
เขาลงไว้ตามเน็ทไง ว่าทุ่งนี้เขียว
ใช่ ถูก ตรง มีประโยชน์ต่อร่างกาย..ของควาย ...ไม่ใช่ของคนนะ เป็นประโยชน์กับควาย..คือ “เรา” คือ “ของเรา” ...ควายคือเรา
แท้ที่จริงน่ะ กายนี้ไม่มี “เรา” นะ
ก้อนนี้กองนี้ไม่มีเรานะ ไม่ใช่เป็นเรานะ ...แต่เมื่อใดที่มันเป็น "เรา" นี่
คือมันเกิดจากความเป็นควายนั่นเอง...คือ "ไม่รู้"
(ต่อแทร็ก 10/22)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น