วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/26



พระอาจารย์
10/26 (560323A)
23 มีนาคม 2556


พระอาจารย์ –  มัวแต่คิด ค้น แล้วก็หา ...ยิ่งคิด ยิ่งค้น ยิ่งหา...ยิ่งไกล ยิ่งไม่เจอ ...หยุดคิด หยุดค้น หยุดหาเมื่อไหร่...ก็จะเจอสิ่งที่ปรากฏ ...มันหยุดแล้วมันจึงจะเห็นสิ่งที่ปรากฏ 

แล้วก็สิ่งที่ปรากฏ มันก็ปรากฏเท่าที่มันปรากฏ หรือว่าพอดีกับเหตุที่เกิด ...เพราะนั้นน่ะ มันจะออกไปหาอะไรที่มันนอกเหตุ เกินเหตุ หรือว่าปลายเหตุที่มันเป็นปัจจยาการที่สืบเนื่องจากเหตุนี้แล้ว...หลง

เพราะนั้นยิ่งภาวนาไปก็ยิ่งไปไกล ...ไอ้ที่พวกเรานึกว่าไปไกลหรือได้อะไรนั่นแหละ คือไปไกลจากความเป็นจริง ไปในความหลง ...ธรรมที่ได้ก็คือธรรมที่เจือปนอยู่ด้วยความไม่รู้ อยู่ด้วยความไม่จริง

นี่ไม่เรียกว่าปัญญา แต่เรียกว่าฟุ้งซ่านน่ะ ...ก็จนกว่ามันจะรู้จักคำว่าหยุด แล้วก็หยุดให้เป็น ...เรียกว่าสติสมาธิปัญญานี่ เขาเรียกว่าหยุดแบบมีสติ มีศิลปวิทยา หยุดด้วยศาสตร์แห่งพุทธะ

ไม่ใช่หยุดด้วยการบังคับกดข่ม ไม่ได้หยุดด้วยอย่างอื่น ...เพราะมันหยุดได้หลายวิธี  ฌานก็เป็นการหยุดเหมือนกัน หรือไปหาอารมณ์อื่น อารมณ์ใหม่ ...มันก็หยุดเหมือนกัน หยุดจากอารมณ์เดิม 

แต่ว่ามันไม่ได้หยุดในวิถีแห่งพุทธะหรือวิถีแห่งมรรค...ด้วยมรรค ด้วยสติศีลสมาธิปัญญา ...เพราะนั้นการหยุดที่ไม่ถูกไม่ตรงตามเหตุที่ควรจะหยุดกับเหตุนั้นๆ แล้วนี่ ...มันจะได้ผลที่นอกเหนือจากองค์มรรคหมด

คือไม่ได้เป็นไปเพื่อการรู้แจ้งเห็นจริงแล้วก็เกิดความเข้าใจ...จนละวางจางคลาย จนหลุดแล้วก็พ้น จากที่ทั้งหลายทั้งปวง พ้นจากที่ทั้งหลายทั้งปวง

เพราะนั้นมันจะพ้นจากที่ทั้งหลายทั้งปวงได้นี่ ...มันจะต้องรู้จักที่ที่มันจะต้องอยู่ จนมันเข้าใจว่าที่ไหนที่มันควรอยู่ หรือว่าจะต้องอยู่ หรือว่าที่ที่เป็นที่ตั้งแห่งเหตุทั้งหลายทั้งปวง

นั่นแหละคือมีแต่วิถีแห่งมรรค วิถีแห่งใจ วิถีแห่งพุทธะเท่านั้นน่ะ จึงจะหยุดอยู่ในที่ที่ควรอยู่ หรือเหตุที่เป็นต้นเหตุจริงๆ ...แล้วมันจึงจะออกจากเหตุทั้งหลายทั้งปวงได้

เมื่อออกมาได้ แล้วก็ไม่เข้าไปอีก ...ไม่เข้าไปอีก แล้วก็ไม่หวนกลับเข้าไปอีก  จนมันหมดสิ้นซึ่งความสงสัยในที่ทั้งหลายทั้งปวง ...แม้กระทั่งที่นี้

สุดท้ายแล้วนี่ มันออกจากที่ทั้งหลายทั้งปวงแล้วนี่ ...แม้กระทั่งที่นี้ มันก็ออก มันก็หลุด ...ออกแล้วมันก็หลุด เมื่อมันหลุดแล้วมันก็พ้น 

พ้นจากกระแส ก็เรียกว่าก้าวข้ามกระแสได้  ด้วยการออก แล้วก็หลุด ก็เรียกว่าตัดกระแส ...แล้วก็พ้นโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่าขาดจากกระแส

ทั้งหมดนี่มันต้องดำเนินไปในวิถีแห่งมรรคเท่านั้น ...ไม่ใช่คิด ไม่ใช่ทำอะไรที่มันเกินเลยไปจาก "นี้" ... นี่...ฟังให้ดี  ส่วนมากมันจะทำอะไรที่มักจะเกินเลยจาก “นี้” ไป  

แล้วก็เข้าใจว่า การกระทำนั่นน่ะเป็นมรรค เป็นการปฏิบัติ หรือว่าแม้กระทั่งว่าเป็นหนทางของการปฏิบัติซึ่งจะให้ได้มาซึ่งผลคือความรู้แจ้งหรือนิพพานก็ว่ากันไป

สติ ศีล สมาธิ ปัญญา ...มีอยู่ ๔ หัวข้อธรรมใหญ่ๆ นี่...ที่เป็นหลัก หรือว่าเป็นหัวใจของการภาวนา ...จะขาดไม่ได้เลย ...เพราะสี่ตัวหลัก สติ ศีล สมาธิ ปัญญานี่ มันเป็นอุปกรณ์ เป็นเครื่องมือที่ยืนยันปัจจุบัน

ถ้าไม่มีสติศีลสมาธิปัญญาแล้วนี่ มันจะไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ถึงความเป็นปัจจุบันธรรม ปัจจุบันขันธ์ ปัจจุบันธาตุ และก็ปัจจุบันโลก และก็ปัจจุบันธรรม

เพราะนั้นถ้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องที่ยืนยันความเป็นปัจจุบัน มันจึงไม่เห็นความเป็นจริง ...เพราะความเป็นจริงมันมีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น...ไม่มีที่อื่น

เมื่อใดที่ไม่หยุดไม่อยู่กับปัจจุบัน มันจึงไม่สามารถที่จะเกิดความรู้ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ...กับความเป็นจริงได้

มันก็จะไม่เกิดความรู้แจ้งแทงตลอด ณ ความจริงในขณะปัจจุบัน หรือว่าทุกปัจจุบันนั้นๆ …อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มีปัญญา 

ปัญญามันเลยกลายไปอยู่กับการไขว่คว้า ค้นคว้า พิจารณา ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ และในที่ต่างๆ ...ไอ้สิ่งต่างๆ ในที่ต่างๆ นี่ มันไม่มีประมาณ มันไม่มีสิ้นสุด มันไม่มีคำว่าหาความจบสิ้นได้

เหมือนปาก ที่เอาอะไรยัดลงไปมันก็กลืนกินได้หมดน่ะ  แม้แต่จะหาอะไรมาให้มันกิน มันก็กินได้ทั้งนั้น จนกว่ามันจะตาย ...เกิดมาใหม่ก็กินใหม่อีก อยู่อย่างนั้น

คือมันจะไม่มีคำว่าจบและสิ้นได้เลย ตราบใดที่ยังหาออกไปในที่ทั้งปวง หรือกับความรู้แจ้งในที่ทั้งหลายทั้งปวง มันจะมีสัพเพเหระ เบ็ดเตล็ด สะเปะสะปะ มีหลายแง่มีหลายมุม

ใน ๓๖๐ องศา มันมีกี่ลิปดา กี่ฟิลิปดา คิดดูแล้วกัน ว่าเปลี่ยนไปมุมไหน ระนาบไหน ความคิดความเห็นหรือรูปลักษณ์ที่ปรากฏหรือความเป็นจริงที่ปรากฏ ณ ที่นั้นๆ ในมุมมองนั้นๆ ก็เปลี่ยนแปลงหมด

แล้วมันจะรู้แจ้งได้อย่างไร มันจะเรียกว่าแทงตลอดได้อย่างไร ...กี่ภพ กี่ชาติ อเนกชาติ...ก็ไม่มีทางจะมาแจ้งสามโลกธาตุได้หรอก

ท่านถึงต้องให้จำกัด หรือท่านเรียกว่าสำรวมอินทรีย์ ...อินทรีย์คือว่าความเป็นใหญ่  อินทรีย์ ๖ ความเป็นใหญ่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เรียกว่าสำรวมอินทรีย์ ๖

สำรวมตรงไหน สำรวมแค่ไหน ...สำรวมแค่เท่าที่ปัจจุบันมันจะมี มันจะปรากฏ ...นั่นเรียกว่าสำรวมอินทรีย์  ตาเห็นรูป...เห็นเท่าที่ปรากฏ  หูได้ยินเสียง...ได้ยินเสียงเท่าที่ปรากฏ ...นี่เรียกว่าสำรวม 

แต่ถ้าไม่สำรวมหมายความว่า เสียงที่ปรากฏนี่...ไม่เพราะ มันก็จะหาเสียงในอดีต-ในอนาคต ในเสียงในแง่มุมที่มันชอบ ที่มันใคร่ ที่มันพึงพอใจ นี่เขาเรียกว่าไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖

หูมันก็เริ่มเป็นใหญ่ในขันธ์ห้า ...จริงๆ หูไม่ได้เป็นใหญ่หรอก แต่มันเอาเสียงน่ะเป็นใหญ่ จิตน่ะมันมาให้ค่า ...บอกแล้วว่า ถ้าแยกแยะลงไป จำแนกธรรมลงไป จะเห็นเลยว่าอะไรคืออะไร

แต่ถ้ามันทำแบบไม่รู้ไม่ชี้หรือโง่ๆ สุ่มๆ มันก็ทำไปตามความเคยชิน และไม่รู้สึกว่าผิดหรือต้องมาค้นหาความเป็นจริง เพราะว่าความเป็นจริงก็มีอยู่แค่นี้แหละ ไม่ต้องโยนิโสมนสิการแยบคายอย่างไร

เพราะนั้นการดำรงชีวิตหรือว่าการเป็นไปของชีวิต หรือการดำรงอยู่ของขันธ์ หรือว่าการใช้ชีวิตอยู่ในโลก ก็ยังเป็นในลักษณะอาการวนเวียนซ้ำซาก ทุกวี่ทุกวัน ทุกภพทุกชาติ ทุกขณะ

เหมือนนาฬิกาน่ะ หมุน...๑๒ – ๑ – ๒ – ๓ – ๔ – ๕ – ๖ – ๗ – ๘ – ๙ – ๑๐ – ๑๑ – ๑๒...หมุนวนไม่หยุด หมุนไปตามกาลเวลา ...ซึ่งไม่มีคำว่าสิ้นสุด จักรวาลไม่มีคำว่าสิ้นสุด 

จักรวาลแปลว่าไม่มีคำว่าประมาณ ไม่มีอายุขัย ไม่มีที่เกิด ไม่มีที่ดับ ไม่มีจุดเกิด ไม่มีจุดดับ หมุนอยู่อย่างนั้น ...การดำรงคงอยู่ของขันธ์ก็หมุนไปตามวงจรของจักรวาล หรือว่าวงจรของไตรลักษณ์ 

หรือว่าวงจรของธรรมชาติที่เป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง แปรปรวน ไม่คงอยู่ ไม่เสถียร ดับไป เกิดใหม่ ...นี่คือวงจรของไตรลักษณ์ นี่คือวงจรของโลกและจักรวาล นี่คือวงจรของธรรมชาติ 

จะตายไปก็ตาม จะหลุดพ้นไปแล้วก็ตาม หรือไม่หลุดพ้นแล้วก็ตาม ...วงจรนี้ยังคงอยู่ชั่วกัลปาวสาน ไม่มีคำว่าจบ หมด หยุด

การภาวนาจึงเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ ...ซึ่งไม่ใช่เรียนรู้ธรรมชาติแบบไปนั่งส่องนก หรือว่าขึ้นดอยชมธรรมชาติกัน ...ไม่ต้องไปเรียนรู้ธรรมชาติภายนอกหรอก ให้เรียนรู้ธรรมชาติกายกับธรรมชาติใจ

ให้มันเรียนรู้ธรรมชาติกาย ให้มันเรียนรู้ธรรมชาติใจ ...แล้วไม่ได้ให้เรียนรู้ด้วยการคิด ค้น จำ อ่าน ถาม ค้นหา วิพากษ์วิจารณ์ หาเหตุและผล ...ท่านให้เรียนรู้ด้วยการเฝ้า รู้ ดู เห็น เฉยๆ

แล้วมันจะค่อยๆ เข้าใจไป ทีละเล็กทีละน้อย ในอัตราที่ไม่มีอัตราเร่งรัดหรือกระโดกกระเดก ...มันจะเป็นไปในลักษณะเรียบง่าย สม่ำเสมอ ธรรมดา ...นั่นน่ะอัตราในการเดินไปตามครรลองหรือวงจรของมรรค 

ไม่ตามความอยากที่มันเข้าไปเร่งรัด ว่าเร็วว่าช้า ...มันเป็นการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ต้องไปเรียนรู้คนอื่น ...ต่างคนต่างเกิด ต่างคนต่างตาย ต่างคนต่างมีขันธ์เป็นสมบัติให้อยู่ให้อาศัย 

ช่างหัวมัน มันไม่รู้จักเรียนรู้ ช่างหัวมัน เราก็เรียนของเราไป ...เพราะการเล่าเรียนนี้ ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องไปซื้อคอร์ส ไม่ต้องไปเข้าคิว ...มันได้คิวแล้ว เกิดนี่ได้คิวแล้ว

แล้วไม่มีซัมเมอร์ ไม่มีปิดเทอม จะปิดใหญ่ก็คือตาย ปิดเทอมใหญ่น่ะตาย...ปิดครั้งเดียว แล้วก็เปิดมาเรียนเลย ...แต่มันไม่ยอมเรียน หนีเรียน หนีเที่ยว หนีเล่น

เพราะมันไม่เป็นใหญ่ในอินทรีย์ทั้ง ๖ ...เล่นไปทางหู ทางตา ทางรูป ทางกลิ่น ทางรส ทางโผฐฐัพพะ ทางธัมมารมณ์ ทางอดีต ทางอนาคต

ก็เรียกว่าไม่รู้จักเข้าห้องเรียนแต่อยากจบปริญญา ...แล้วตรีไม่เอา โทไม่เอา จะเอาแต่เอกด้วยนะ...คือกะแบบกูไม่ต้องเกิดเลยน่ะ ...แล้วมันจะได้เมื่อไหร่ล่ะ

เมื่อไหร่ ...ก็เมื่อไหร่ล่ะที่มึงเข้าห้องเรียนน่ะ เมื่อนั้นน่ะมึงจะจบ ...จะมาติดสินบนอาจารย์รึไง...ติดได้ แต่กูช่วยไม่ได้ ...เอาของมาติดสินบนก็ช่วยไม่ได้ ให้จบก็ไม่ได้

ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ ก็ช่วยไม่ได้เลย เห็นมั้ย ต้องพึ่งตัวเอง...อัตตาหิ อัตโน นาโถ...มือมี ตีนมี ...มีมือกับตีนพายเรือพุ้ยน้ำเข้าไป อ่านเขียนเรียนรู้อยู่ภายใน

ต้องต่อสู้กับจิตที่มันไม่ชอบเรียนรู้อยู่แค่นี้ภายในนี้ มันชอบไปเรียนรู้อันนั้น อันนู้น อันโน้น คนนั้นคนนี้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต อยากรู้ไปหมด

ถ้ามันไม่รู้ความเป็นจริงของเขาว่าอะไรทำให้พูด อะไรทำให้แสดงอาการนี้ มันกินไม่ได้มันนอนไม่หลับ มันเป็นโรคอะไรกันฮึ ...เราตอบให้ โรคโง่ปนโรคบ้า ของจิตที่ไม่รู้ ดีดดิ้นอยู่ตลอดเวลา

ถ้าไม่ดีดดิ้นก็หลับ...หลับกลางวัน เคยหลับมั้ย ...ไม่ใช่แอบไปงีบตามห้อง ตามซอก ตามหลืบ ...หลับทั้งๆ ที่เดินนี่แหละ หลับทั้งๆ ที่พูด หลับทั้งๆ ที่กินน่ะ ...เคยหลับมั้ย

อย่ามาบอกว่าไม่เคย หลับกันทั้งวันน่ะ หลง หาย ลืม..ตัว ... นี่ ไอ้ที่หลง ไอ้ที่หาย ไอ้ที่ลืมน่ะอะไร ...ตัวนี่ไง ตัวตนในปัจจุบัน คือตัวกายตัวขันธ์...นี่ลืม

เมื่อลืมตัว ลืมกาย ลืมปัจจุบัน  ก็หมายความว่า ลืมความเป็นจริง ลืมสิ่งที่ปรากฏอยู่จริง ลืมเหตุที่ปรากฏตามความเป็นจริง ...แล้วมันจะเกิดปัญญาที่แปลว่า รู้เห็นตามความเป็นจริงได้อย่างไร

เห็นมั้ยว่า พอทบทวนด้วยคำพูดคำกล่าวอ้างขึ้นมานี่ ...มันจะเห็นเลยว่า การภาวนาไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่อยู่กับตัวเลย...ต้องอยู่กับตัวนี้เลย เห็นมั้ย

แต่พอบอกว่าภาวนา ...มันคิดไปแล้วว่าจะเอาท่าไหนดี คิดแล้วจะกำหนดบริกรรมไหนดี คิดแล้วจะพิจารณาบทธรรมไหนดี คิดแล้วว่าจะไปสถานที่ไหนดี

เห็นมั้ย พอเริ่มตั้งต้นจะภาวนา เริ่มแล้ว เริ่มมั่ว ...พอบอกให้อยู่ตรงนี้ ก็ว่า...“จะได้เหรอ”  อยู่ได้สักแป๊บ ก็ไปอีก... “ไม่น่าใช่นะ” นี่ สงสัยอีก สงสัยในศีล สงสัยในปัญญา 

“ไอ้นี่มันจริงเหรอ ไอ้ความจริงมีแค่นี้เหรอ มันน่าจะจริงกว่านี้มั้ย”มาแล้ว โคตรพ่อโคตรแม่ของความไม่รู้มาแล้ว คือจิตที่ออกมาตั้งแง่ตั้งเงื่อน

“มันน่าจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่า ...เห็นแค่นี้ แค่นั่งเนี่ย แค่เห็นมันนั่งเฉยๆ เนี่ยนะ” ...ทำไม แค่นั่งเฉยๆ แล้วมันไม่จริง แล้วอะไรมันจริงกว่านั่ง กูถามมึงดูหน่อยซิ

นี่ต้องถามจิตก่อน...มึงว่าอะไรจริงกว่านั่งวะ ฮึ พ่อแม่ที่อยู่ที่บ้าน จริงหรือ เนี่ย ...เอ้า ก็ตอนนี้มันมีรึเปล่าพ่อแม่ หรืองานนี่ กูก็ไม่เห็นเลย ...นี่ จิตมันว่าอะไรก็ต้องให้มันเห็นเลยตรงนั้น 

เอาให้มันดิ้นไม่ได้น่ะ ...ไม่งั้นเหมือนปลาหมอแถกเหงือก จิตน่ะ ...คนสมัยนี้เคยเห็นมั้ย ปลาหมอแถกเหงือกน่ะ ...ไม่เคยเห็น เพราะปลาหมอมันก็ลงหม้อแกงหมดแล้วมั้งนี่

สมัยโบราณนี่เขาเห็น เวลาน้ำมันลดลงไปนี่ ปลาหมอมันขึ้นมา  สมัยก่อนมันเยอะ มันก็อยู่ตามท้องนา ...แล้วมันจะแถไปหาน้ำ ก็แถกเหงือกๆ เขาเรียกว่าปลาหมอแถกเหงือก

จิตมันก็เหมือนปลาหมอแถกเหงือกน่ะ คือหาเงื่อนจะไปลงน้ำ ไปหาน้ำแช่คือบ่อ...บ่อเกรอะ แต่มันเข้าใจว่าบ่อน้ำใส... 'ต้องอย่างนั้นมั้ง'...นี่บ่อ 'หรือไม่อย่างนี้'...นี่บ่อใหม่ หรือบ่อนั่น อีกบ่อนึง กี่บ่อล่ะ

จะกี่บ่อก็กี่บ่อ เราบอกให้เลย ก็บ่อทุกข์ บ่อโศก บ่อขุ่นมัวและเศร้าหมอง บ่อลังเลและสงสัย ...ลงไปแล้วก็ไม่แล้ว ลงไปแล้วก็ไม่เลิก ...ลงบ่อนี้ขึ้นบ่อนั้น ลงบ่อนั้นขึ้นบ่อโน้นๆ 

แล้วก็กลับมาลงบ่อนี้ ขึ้นบ่อนั้น บ่อโน้น ...มันไม่ลงอยู่บ่อเดียว คือบ่อเนี้ย กายนี้ ว่านั่ง ...จะลงบ่อนิพพานให้ได้ เอาเร็วๆ เอาเร็วๆ มันท่าจะกินเอ็มร้อยมาตั้งแต่ก่อนเกิด จะโด๊ปอยู่นั่น

ตรงนี้มันยังไม่แจ้งยังไม่ชัดเลย “ก็รู้ว่านั่ง พอแระๆ ไม่เห็นมีอะไรเลย ดูไปก็เหมือนเดิมน่ะ พอแระ” ...ก็มันอย่างเงี้ย “ดูอันนั้นดีกว่า รู้กับอันนั้นดีกว่า” หาไปตรงนั้นมั่งตรงนี้มั่ง

ไม่มีอะไรก็กางตำรา ภายนอกไม่ได้กาง ข้างในก็กาง เป็นสัญญาตำรา จำได้เคยอ่านมา ได้ยินมา วิธีการเยอะแยะ จนมันเต็มกะโหลกแล้ว

มีแต่เก็บสะสมมาจนเปิดใช้ไม่ทันน่ะ ยิ่งกว่าสารานุกรมอีก นักปฏิบัติธรรมนี่ รู้หมด...แต่รู้ไม่จริง เพราะไม่ได้รู้กับความเป็นจริงเลย


(ต่อแทร็ก 10/27)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น