วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/27


พระอาจารย์
10/27 (560323B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 มีนาคม 2556


พระอาจารย์ –  เตือนตัวเองไว้ ...ไม่เอาอ่ะ ไม่ได้อะไร ได้แต่ตัวกับใจ เปล่าเปลี่ยวเอกาในสามโลกธาตุ ...ก็เหลือแค่กายใจ ไม่มีอะไรสำคัญเกินกว่ากายใจ

ไม่มีอะไรเป็นสาระควรไขว่คว้าค้นหาให้ไปตั้ง ไปอยู่ ไปจมไปแช่ ไปเนื่องไปนอน ไปผูกไปมัด ไปพัน ไปเกี่ยวไปเกาะ ไปรัดรึงตรึงแน่น ไปปักหลักปักฐานกับมัน ...นอกเหนือจากกายใจ

ดูสิใครมันจะตายก่อนกัน ...แต่ส่วนมากไอ้ผู้ปฏิบัติน่ะตายก่อน...ไปไม่รอด ไม่ไหวอ่ะๆ พักหน่อย ...ตอนแรกก็พักสักห้านาที แล้วก็สิบนาที ยี่สิบนาที

จากนั้นก็เริ่มคุ้นเคยดีกับมันแล้ว ไม่ทะเลาะกันแล้ว เป็นเสี่ยวกันแล้ว กอดคอกันแล้ว เป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันแล้ว กรีดเลือดสาบานตนกันแล้ว เป็นเล่าฮู ซือตี๋ ซือหมวย ...สบาย ท่องไปในยุทธภพ

นั่น กะจะกวาดล้างบู๊ลิ้มให้สิ้นซาก เอาชนะหมดทั้งขันธ์และโลก จัดการไปหมด อะไรไม่ดี...จัดการ อะไรไม่มี...จัดแจงใหม่ อะไรไม่ได้ดั่งใจ...ทำใหม่แก้ใหม่ ...เก่ง มันเก่งจริงๆ 

เพราะมันมีซือแป๋เดียวกัน...คืออวิชชา  นั่นน่ะโคตรของเล่าฮูเลย ปรมาจารย์ปู่ อยู่กันมาจนเป็นปู่เลยน่ะ เชื่อ สั่งสอนอบรมบ่มมาเป็นศิษย์เดียวกันหมดทั้งสามโลกธาตุนี่ อาจารย์ใหญ่คือเล่าฮูน่ะ เล่าฮูคืออวิชชา

แต่ตราบใดที่เกิดกระบี่คุณธรรมขึ้น...คือศีลสมาธิปัญญา นั่นแหละ มันจะเข้าไปกวาดล้างสำนัก จึงจะเป็นอิสระจากพันธนาการในสามโลกธาตุ ไม่กลับมาวนเวียนท่องไปในยุทธภพ คือจักรวาล หรืออนันตาจักรวาล

ถ้าในนิยายจีน มันก็คือยุทธภพ บู๊ลิ้มนั่นแหละ มีแต่การเข่นฆ่าล้างแค้นเอาคืน บุญคุณต้องชดใช้หนี้ต้องชำระ ร้อยปีร้อยชาติไม่มีคำว่าหาย  นั่น มันศิษย์สำนักเดียวกันนี่ มันก็ถือคุณธรรมอันเดียวกันนั่นแหละ 

ก็เข่นฆ่าราวีกันเพื่อจะเป็นใหญ่ในยุทธภพ ทีใครทีมัน ...มึงตายก่อนมึงมาเกิดก่อน มึงตายทีหลังมึงมาเป็นลูกน้องกู...แล้วแต่ ...ก็ไม่เห็นมีใครใหญ่จริง...ตายหมด ...ยังไม่รู้อีกหรือว่าอาจารย์น่ะมันหลอก 

อาจารย์คืออวิชชา คัมภีร์ของมันคือจิตปรุงแต่ง จะเอามุมไหนล่ะ ได้หมด จะเอาคัมภีร์สลายเอ็นหรือเอาไหมฟ้า ได้หมดน่ะจิต...จะปรุงในแง่มุมไหน เล่ห์หลอกปลิ้นปล้อนซับซ้อน ...แล้วดูเหมือนจริงยิ่งนัก

ตราบใด เมื่อใด ที่เรียนรู้วิชามรรค...ไม่ใช่วิชามาร ...คือวิชาของอวิชชานี่เรียกวิชามาร วิชาของพุทธะนี่ท่านเรียกวิชามรรค...แล้วมันจะเห็นอาการของจิต เรื่องราวในจิต สมมุติภาษาในจิต รูปลักษณ์ของสัตว์บุคคลในจิต

มันก็จะเห็นน่ะ สิ่งที่อยู่ในจิต อาการในจิตที่มันแสดง ปรุงเรื่องราว ...เหมือนคณะตลกแสดงในคาเฟ่...แต่มันไม่หัวเราะแล้ว ไม่อินแล้ว...ไม่ค่อยรู้สึกว่าอิน เพราะรู้ว่ามันแสดงตลกซ้ำซาก

เคยหัวเราะกับมันจนท้องคัดท้องแข็ง หัวเราะกับมันจนตกเก้าอี้ หัวเราะกับมันจนน้ำหูน้ำตาน้ำหมากกระจายน่ะ ...ดูไปดูมาเริ่มเห็นว่าไม่ตลกแล้ว เริ่มเข้าใจ เริ่มรู้แล้วว่าเขาหลอก มันหลอก ไม่มีอะไรจริง 

คราวนี้ตลกมันก็จะเล่นแบบสุดฤทธิ์สุดเดชเลย แบบกูมีมุขอะไรที่กูยังไม่เคยแสดง แล้วกูว่าไม้เด็ดชนิดที่ว่าถ้าออกปุ๊บนี่มึงต้องน้ำหมากกระจาย นี่ มันก็งัดออกมา ...ไอ้คนดูก็เฉย...เออ หลอกกูไม่ได้ อย่างนี้ 

มันก็งัดมาทุกมุกทุกเม็ดน่ะ ทุกความละเอียด ทุกความประณีต ทุกความน่าเชื่อถือ ทุกความน่าเป็นจริงเป็นจัง ทุกความน่าเป็นความสุข น่าใคร่ น่าเลื่อมใส ...ได้หมดน่ะ มันจะงัดมาหมดน่ะ

แต่อาศัยว่ามีวิชามรรคอยู่ ใช้วิชามรรคอยู่ ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ...สงบสยบเคลื่อนไหว คล้ายๆ อย่างนั้น ...มันออกมาแสดงอีก ก็เฉย ไม่รู้ไม่ชี้ เฉย ...เนี่ย เขาเรียกว่ารู้เฉยๆ 

ทีนี้ไอ้คณะตลกมันชักฝืดแล้ว เหนื่อย มันก็นั่งพัก เห็นมั้ย มันหยุดแล้ว มันไม่มีกะจิตกะใจ หรือคล้ายกับไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขยันหามุกสักเท่าไหร่แล้ว

มุกไหนมึงก็ไม่ฮา มุกไหนมึงก็ไม่กระโดดโลดเต้น มุกไหนมึงก็ไม่เคลื่อนออกมาจ่ายทิปแจกทิปให้กูเลย  ...ตลกมันก็เริ่มปรึกษากันใหม่แล้ว แล้วกูจะเล่นทำไมวะ หมดทุกมุกที่กูมีแล้วมึงไม่ตลกเลย

มันก็ค่อยๆ ...เออ ไม่ต้องไล่ออกหรอก กูขอลาออกดีกว่ามั้ย เพราะแสดงไปก็ไร้ค่า ไม่มีคนดู มันก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเล่นตลกแล้ว

จิตนี่แหละ มันก็จะเริ่มสงบระงับในตัวของมันเอง ราบคาบ สยบอยู่แทบเท้าของศีลสมาธิปัญญา ที่คร่ำเคร่ง เด็ดเดี่ยว อดทน สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ไม่ท้อถอย

คาเฟ่ก็ต้องปิด...ก็ไม่มีคนแสดงตลกก็ไม่คนเข้าคนออก ....เห็นมั้ย ไม่ต้องไปห้ามเลย พอถึงจุดนี้แล้วไม่มีใครเข้า ไม่มีต้องปิดข้อห้ามกฎระเบียบอะไร ...ไม่มีใครเข้ามาหรอก 

ถึงเข้ามามันก็ไม่อยู่หรอก เพราะไม่มีอะไรให้...ตลกก็ไม่มี ดนตรีก็ไม่มี อาหารก็ไม่เสิร์ฟ เหล้าเบียร์ก็ไม่มี เครื่องเสพสุขก็ไม่มี...ไม่มีอะไร อย่างนี้ มันก็ออกไปแบบรวดเร็วทันใจเลย

เนี่ย มันจะเป็นอย่างนี้ เห็นมั้ยว่ามันไม่ได้ไปค้นไปหาอะไร ...มันก็นั่งดูเฉยๆ นี่แหละ ...แล้วไอ้ที่ว่าไม่เห็นได้อะไรเลย ...ก็มันจะได้อะไรเล่า มันไม่มีอะไรให้ได้ให้เอาน่ะ

แต่ที่รู้คือ...มันไม่มีอะไรมาค้างคาอยู่ ...ในคาเฟ่หลังนี้  ไม่เป็นที่มั่วสุมของเหล่าทุรชน พวกเกะกะว่างงาน อันธพาลยามวิกาล หรืออะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ 

คาเฟ่มันก็กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไปโดยปริยาย แล้วก็รอวันผุพังไปตามกาล แล้วคนที่เฝ้าคาเฟ่นั้นก็ต้องบอก กูไม่ต้องลงทุนใหม่แล้ว ไม่รู้จะลงทุนทำไม ไม่มีประโยชน์ นี่

พูดเรื่องภาวนากลายเป็นคาเฟ่ซะเลย เป็นงั้นไป ...จิตจะยกเปรียบยังไงก็ได้ จะให้พูดยังไงก็ได้ พลิกฟ้าเป็นดิน พลิกดินเป็นดาว พลิกดาวเป็นเดือน พลิกเดือนเป็นสิ่งมีชีวิตเดินดินบินบน ยังได้เลย

เฉกเช่นเดียวกันกับมรรค ทุกอย่างสามารถตะล่อมรวมลงเป็นหนึ่งกายใจได้ ...ไม่ผิดเลย ไม่ผิดที่ด้วย ถูกทุกที่ มาท่าไหน ที่ไหน อย่างไร หน้าแบบไหน หน้าเหมือนกัน-ไม่เหมือนกัน ลงที่เดียวกัน...จบ

จึงเรียกว่าจบได้ที่กายและใจนี้เท่านั้น ไม่ไปจบที่อื่นเลย ...ไม่ไปจบที่บุคคลนั้นบุคคลโน้น ต้องรอให้เขาตายก่อน อารมณ์ถึงจะหาย ต้องรอให้เขาเปลี่ยนสภาพคำพูดที่ดีขึ้นก่อนเราถึงจะหายโกรธแล้วก็ให้อภัย 

เห็นมั้ย ไม่ต้องไปขึ้นกับอะไรเลย มันจบลงที่นี้ได้ แน่มั้ยล่ะ วิชาของพระพุทธเจ้าน่ะ ...จบแบบไม่ต้องลงทุนด้วย ไม่ต้องเสียเงินด้วย ไม่ต้องออกแรงด้วย ไม่ต้องอ้าปากด้วย 

มันจบได้แบบไม่ต้องเดินไปหา หรือเดินออกหนี ...จบได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกขณะ ทุกสถานการณ์ ทุกบุคคล ...จึงเรียกว่าจบได้ในที่ทั้งปวงโดยไม่จำกัด

จึงเรียกว่าธรรมของพระพุทธเจ้า ธรรมชาติที่แท้จริงเหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงนี่ เป็นธรรมที่ไม่มีประมาณเช่นเดียวกัน ...เป็นอัปปมาโณพุทโธ เป็นอัปปมาโณธัมโม เป็นอัปปมาโณสังโฆ

ไม่งั้นไม่เหนือกว่าอนันตาจักรวาล ซึ่งเป็นอัปปมาโณเหมือนกัน ...แต่เป็นอัปปมาโณที่หมุนวนแบบไม่มีคำว่าสิ้นสุด 

จึงบอกว่าไม่มีอะไรที่น่าเคารพยิ่งไปกว่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะ  ไม่มีอะไรประเสริฐยิ่งกว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะ  ไม่มีอุบายไหน วิธีดำเนินอย่างไร ที่ประเสริฐกว่าศีลสมาธิปัญญา เพื่อให้เข้าสู่ความประเสริฐสุด

เพราะนั้นถ้าถึงจุดนั้นแล้วนี่ หรือแม้แต่เข้าไปเห็นความประเสริฐของจุดนั้นแล้วนี่ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม  ต่อให้เป็นแบบเคยชอบผู้หญิงสวยแบบนางงามจักรวาลมาแลก กูก็ไม่ยอมแลกเปลี่ยน

หรือเอาเงินร้อยล้านพันล้านมาตั้งกองไว้ เอาไปเลยให้ใช้ตามสะดวก ก็ไม่แลก นี่ มองแบบไม่แยแสใยดี แล้วก็เมิน ฮึ แค่นี้ ไม่หวั่นไหว ...ไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง ในสิ่งที่อยู่ในที่ทั้งปวง 

แน่มั้ยแน่ล่ะวิชาของพระพุทธเจ้านี่ ...ถ้าไม่กราบคนประเภทนี้แล้วจะไปกราบใคร ใช่ไหม ท่านถึงบอกว่าเป็นคนที่ควรจะอัญชุลี อย่างยิ่ง 

แต่ไอ้ที่พวกเรากราบกันอยู่น่ะ กราบอายุ กราบวุฒิ กราบสถานะ กราบบัญญัติ กราบสมมุติกันอยู่ ...แม้กระทั่งรูปปั้น อนุสาวรีย์ หรือศาลพระภูมิ ...ทำไม กลัวของเข้าถ้าไม่บีบแตรใส่ต้นโพธิ์ต้นไทรหรือ

พุทธะไม่พึ่ง กลับไปพึ่งโคนไม้โพธิ์ โคนต้นไทรที่มีผ้าเจ็ดสีหุ้ม  กลัวจริงๆ เคารพจริงๆ เห็นเสากระโด่กระเด่ทรงไทยตั้งไว้ที่ไหนไม่รู้ อุ้ย ต้องเดินค้อมผ่านเชียวนะ อะไรอย่างนี้

แต่ประกาศตัวเองว่า เป็นพุทธศาสนิก เป็นพุทธบริษัท เป็นพุทธมามกะ ...นี่กะแบบว่าถ้าเจออีกกูก็ไหว้อีก ไม่ว่าอยู่ในป่าไหนหนไหนถ้ามีผ้าแดงผูกไว้ กูต้องให้ความเคารพ

แต่ถ้าเป็นพระมานี่ คอยจ้องแต่จะจับผิดกัน "เดินมาท่าอย่างนี้แปลว่ามันต้องไปทำอะไรผิดมาแน่เลย หรือว่าต้องไปผิดศีลข้อไหนมา" เนี่ย จับผิดเก่งจริงๆ

เพราะนั้นการอบรมจิตนี่ เป็นเรื่องที่สำคัญ ...ถ้าจิตที่ไม่ได้รับการอบรม หรือไม่ถูกอบรมด้วยมรรค หรือศีล หรือสติ หรือสมาธิ หรือปัญญาแล้วนี่ ...จิตจะไม่งดงาม จิตจะไม่อ่อนน้อม จิตจะไม่เคารพต่อธรรม

จิตจะไม่เห็นคุณค่าของธรรมที่เป็นปัจจุบัน คือมันจะเห็นผิดไป เหมือนเห็นกงจักรเป็นดอกบัวน่ะ แล้วก็เห็นดอกบัวเป็นกงจักร ...นี่เขาก็เรียกว่าจิตที่ไม่ได้ถูกอบรม ด้วยศีลสมาธิปัญญา

แต่การอบรมจิตมันมีหลายศาสตร์ที่เข้าไปอบรม พวกเราก็ถูกอบรมมาด้วยศาสตร์ของศิลปวิชาการ แต่ละคนก็เอาศิลปวิชาการเป็นเครื่องบ่มอบรมจิต ให้เกิดคุณธรรมความดีในระดับหนึ่ง ระดับต้น 

แล้วเมื่อถูกศาสตร์พวกนี้อบรมจิต ...เพราะนั้นคุณธรรมของจิตนี่...ที่มันถูกอบรมโดยศิลปวิชาการเหล่านี้ มันก็ดี ก็ดีขึ้นไปตามลำดับได้บ้างเหมือนกันนะ

แต่ถ้ามันไม่มีศีลสมาธิปัญญากำกับไว้นี่ ...ไอ้ศิลปวิชาการพวกนี้ที่มันอบรมมานี่ มันก็ใช้เป็นเล่ห์เหลี่ยม กลโกงที่จะไปเบียดเบียนเหยียบย่ำคนอื่นก็ได้ ใช้ในทางที่ผิดก็ได้ ...นี่ จิตนี่มันพลิกได้หมดแหละ 

แต่การอบรมจิตนี้ให้มีคุณภาพ คือต้องอบรมด้วยศีล สติ สมาธิและปัญญา ...จิตจึงจะเป็นจิตที่มีคุณภาพ

และจิตที่มีคุณภาพ...ที่มีหลักสูตรเดียวกันคือศีลสมาธิปัญญานี่  จะมีลักษณะอาการที่เหมือนกัน มีลักษณะเดียวกันคือแค่รู้และเห็น ...เพราะนั้นจิตที่มีคุณภาพมีลักษณะอาการแค่รู้และเห็น หรือว่าดวงจิตผู้รู้อยู่

ซึ่งเป็นอาการลักษณะอาการที่ใกล้เคียงกับความเป็นลักษณะของใจผู้รู้ ใจที่เป็นธรรมชาติของใจที่แท้จริง ...ซึ่งต่อไปมันจะเรียนรู้เข้าไปถึงเหตุสุดท้ายนั้น เรียกว่ามหาเหตุ

อาศัยดวงจิตผู้รู้ หรือว่าจิตที่มีคุณภาพเมื่อศีลสมาธิปัญญาเข้าไปอบรมแล้วนี่ มันจึงจะอาศัยจิตที่มีคุณภาพนี่เข้าไปทำความรู้แจ้งเห็นจริงในเหตุแห่งกายปัจจุบันที่ปรากฏ ...เหตุแรกก่อน..กาย ใจทีหลัง

ถ้ายังไม่แจ้งในเหตุแรกเหตุแห่งกายที่อยู่เบื้องหน้าใจหรือว่าอยู่คู่กันกับใจนี้ ...มันจะไม่สามารถเข้าถึงเหตุที่เรียกว่าเป็นเหตุต้นคือจากศูนย์เป็นหนึ่ง หรือว่าก่อนที่จะมาเป็นศูนย์นี่ ...เนี่ย มหาเหตุ

เพราะนั้นในระหว่างที่หนึ่งมาถึงศูนย์นี่ มันจะต้องเข้าใจตัวหนึ่งนี้ให้แจ้งก่อน...ที่มาที่ไป ที่ตั้งที่อยู่ ที่เป็นที่ไป ที่ดำรงคงอยู่ของมัน ว่าคืออะไรกันแน่ ตามสภาพที่แท้จริงของมันจริงๆ

จึงเรียกว่ามาทำความประกอบเหตุแห่งการทำให้แจ้งแห่งกายนี้...เป็นเบื้องต้นเสียก่อน ...มันจึงจะเข้าถึงมหาเหตุที่เป็นต้นตอของสรรพสิ่ง จักรวาลทั้งหลายทั้งปวง

ตรงเนี้ย มหาเหตุตรงนี้ เป็นจุดศูนย์กลาง หรือว่าจุดเริ่มต้น หรือว่าจุดตั้งต้นของอนันตาจักรวาล ครอบคลุมหมดทั้งขันธ์ห้า จนเหนือไปสุดขอบจักรวาล อนันตาจักรวาล ...ตรงเนี้ยคือมหาเหตุ

เพราะนั้น ยิ่งรู้น้อย สิ่งที่ถูกรู้มีน้อยลง แล้วก็จำกัดให้มันน้อยลงไปเรื่อยๆ ...เพื่ออะไร ...เพื่อให้เหลือแค่หนึ่งเดียว ไม่ใช่อินฟินิตี้ ไม่ใช่ไม่จบไม่สิ้น

จนมันเหลือหนึ่งเดียวคือหนึ่งกาย หนึ่งปัจจุบัน หนึ่งความเป็นจริง ...ตรงนี้เองที่ท่านเรียกว่าสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น เป็นหนึ่งและเป็นกลางกับปัจจุบัน มันจึงจะเกิดความรู้ความเห็นที่เรียกว่าปัญญาญาณ

ไม่ใช่เห็นอันที่สองสามสี่แล้วนะ มันจะเห็นอันที่หนึ่งอยู่ต่อหน้ามันนี่แหละ ว่าไอ้หนึ่งที่เคยเข้าใจ หนึ่งที่เคยเห็นตอนที่หนึ่งบ้าบอเยอะแยะไปหมดนี่ ...ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

แล้วไอ้หนึ่งตรงนี้ที่มันอยู่ตรงนี้...จริงที่สุดเลย ไม่มีอะไรจริงกว่านี้แล้ว  แล้วไม่มีอะไรมาลบล้างความเป็นหนึ่ง ความเป็นจริงนี้ได้อีกแล้ว 

นี่มันก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนไม่ลังเลสงสัยในความเป็นหนึ่งกายนี้อีกต่อไป ...นั่น ท่านเรียกว่า หมดสิ้นซึ่งความหมายมั่นในกายแบบผิดๆ

ยกให้ฟังว่า ในอริยจิตนี่มีอยู่ ๔ ระดับ  พระอรหันต์นี่ระดับที่ ๔ คุณภาพของจิตเป็นระดับที่ ๔ สูงสุด หรือว่าถ้าเดินในมรรค ก็เรียกว่าเดินร้อยเปอร์เซ็นต์...กิเลสเป็นศูนย์

ถ้าในระดับพระอนาคานี่ ระดับที่ ๓ รองลงมาอีกหนึ่งระดับ ถ้าพระอรหันต์กิเลสเป็นศูนย์ พระอนาคาเดินสามในสี่ ...กิเลสนี่ เหลือยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ใช่ป่าว

สามในสี่ของร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ เท่าไหร่ เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าท่านเหลือกิเลสอยู่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นี่พูดโดยหลักวิทยาศาสตร์เลย ๗๕ เปอร์เซ็นต์นี่หาย...กิเลส

แล้วไปดูสิ สันดานของพระอนาคาคืออะไร ...ไม่มีกามราคะ คือความยินดีในสุขในกาม ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ...ไม่มีปฏิฆะ คือความยินร้าย ความหงุดหงิดไม่พอใจกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฐฐัพพะ ธัมมารมณ์ ในกาย

ไม่มีรูปราคะ ความยินดีในรูปราคะ คือรูปที่อยู่ในจิต ทั้งดีทั้งร้าย ทั้งใช่ทั้งไม่ใช่ ทั้งจริงทั้งไม่จริง ไม่มีความเชื่อ ความยินดียินร้ายในรูปราคะนั้นอีก

เห็นมั้ย สามตัวใหญ่ๆ นี่ แล้วก็อีกสามตัวย่อยๆ ที่ผ่านมา คือสีลัพพตปรามาส สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา นี่...เป็นหกแล้ว หกตัวนี่คือเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์...หมด

แล้วดูดีๆ ในหกตัวนี้มันเป็นเรื่องอะไร เกี่ยวกับอะไรเป็นใหญ่ ...กาย


(ต่อแทร็ก 10/28)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น