พระอาจารย์
10/31 (560323F)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 มีนาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – อย่างเวลาพวกเราอ่านข่าว ก็เมามันอยู่กับเรื่องราวที่มันอยู่ในซีกไหนของโลกไม่รู้ ...แต่ในที่นั้นเวลานั้นน่ะ ไม่มีตัวนี้ที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์เลยน่ะ ...เนี่ย โง่ซะสิ้นดี
แต่ไปฉลาดกับเรื่องราวในหนังสือพิมพ์ที่ไม่รู้มันเกิดจริงหรือเปล่า หรือมันเต้าเรื่อง หรือมันมั่ว
หรือว่ามันเขียนไปเองเป็นตุเป็นตะ ...แล้วก็โกรธซะเป็นวรรคเป็นเวร หรือหัวเราะซะแทบตกเก้าอี้น่ะ
แต่ในขณะที่มันเป็นอย่างนั้นนะ
ไม่มีตัวนี้นั่งอยู่น่ะ …นี่ เสียเวลาปรุงยาไปซะงั้น ...ก็กลับมาปรุงยา ปรุงธรรมโอสถอยู่ในปัจจุบันเลย
ปรุงยาเข้าไป
แล้วไม่ต้องไปให้คนอื่นเขากิน ปรุงแล้วกินเอง กินใครกินมัน ไม่ต้องเอื้อเฟื้อ ไม่ต้องจิตอาสา …ทำคนเดียวกินคนเดียวนั่นแหละ
แล้วก็เห็นผลอยู่คนเดียวนั่นแหละ ว่า...อ้อ ยาของพระพุทธเจ้าดีจริงเลย
ปัญญานี่...เมื่อใดที่เห็นกายนี้ตามความเป็นจริง
เมื่อใดที่เห็นปัจจุบันตามความเป็นจริงคืออะไรแล้ว โอ้ ความเศร้าโศกาอาดูร
ความอาลัยอาวรณ์ ความอึดอัดคับข้อง ...มันลดน้อยถอยลง
ความเร่าร้อนทุรนทุราย
ความห่วงหาอาลัย ความไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ความไม่รู้จักว่ามีแต่อดๆ อยากๆ ภายใน
...มันคลายหมด มันอ่อนลง มันน้อยลง
แล้วยิ่งปรุงไปเรื่อยๆ กินยาเอง ปรุงเอง
กินเอง ปรุงเอง กินเอง ไปเรื่อยๆ มันยิ่งน้อยลงไป
จนถึงขั้นที่เรียกว่า แทบจะหมดสิ้นไป ...จนถึงว่าพอเจอยาเม็ดสุดท้ายนี่...จบกันเลย
ไม่รู้ว่าจบแบบ Happy ending หรือ Tragidy ending
น่ะ ...แต่จบเลย The end คือ end เลย ...จบแห่งการเกิดและการตายเลย
ไม่ต้องมารักษาโรคนี้อีกต่อไป ทั้งโรคภายนอก และก็โรคภายใน
จึงบอกว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นี่
ถือว่าได้เครื่องมือที่เลิศประเสริฐ มนุสสปฏิลาโภ
พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ การเกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่าเป็นลาภ เป็นโชค
หรือว่าเป็นเหตุอันประเสริฐสุดแล้ว
แต่พวกเรายังไม่รู้จักความประเสริฐของกายนี้ พวกเรายังไม่รู้จักตักตวงความรู้ความเห็น ไม่ตักตวงสติ
ไม่ตักตวงปัญญากับกายนี้ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
นี่ ไม่ตักตวงธรรม ความรู้ความเห็นในธรรม...จากปัจจุบันกาย ปัจจุบันธาตุ ...กลับอยู่กับมันแบบทิ้งขว้าง ละเลย ก้าวข้าม
ล่วงเกิน ไม่ดูดาย ไม่แยบคาย ไม่ถี่ถ้วน อยู่กับมันแบบพลั้งๆ เผลอๆ หลงๆ ลืมๆ
แต่ไปใส่ใจจริงใจจริงจังกับอะไรก็ไม่รู้
ที่มันนอกจากกายนี้ไป เช่น กายคนอื่นบ้าง กายคนรักบ้าง กายพ่อกายแม่บ้าง
กายคนร่วมงาน กายคนที่เกลียดบ้าง
ทำไมจริงจังกันเหลือเกิน
โดยมีข้ออ้างข้อแม้ต่างๆ
นานา...ที่มาคอยซัพพอร์ทพยุงให้จะต้องไปคลุกเคล้าอยู่แบบถอนตัวไม่ออก
และไม่ยอมถอนตัวออก
ทางไปนิพพานน่ะไม่ชอบเดิน ชอบไปทางเดินลงนรก
จิตน่ะ ...นรกในความหมายของเราคือความเร่าร้อนนะ ไม่ใช่นรกที่ไปอยู่ในกระทะทองแดง หรือไปปีนต้นงิ้ว
ไอ้นั่นนิยายปรัมปรา ไม่พูดถึง
ไม่เคยเห็น ไม่รู้ไม่สน ...เรารู้ว่านรกในความหมายที่เราพูดถึง...คือความเร่าร้อนที่เกิดจากความปรุงแต่งของจิต
เพราะฉะนั้น นรกมันเกิดตลอดเวลาเลย...แทบจะตลอดเวลาเลย โดยที่ไม่ต้องเห็น ไม่ต้องได้ยินอะไรภายนอก มันยังสร้างนรกขึ้นภายในได้เลย ใช่มั้ย
ทั้งๆ
ที่เรื่องมันดับไปตั้งแต่สิบปีที่แล้ว เอ้า นึกขึ้นมาน้ำตาไหลริน
นึกขึ้นมายิ้มแก้มแทบแตก บ้าอยู่คนเดียวยังได้เลย ...นั่นแหละคือหม้อนรกที่เกิดขึ้น
โดยที่ไม่มีใครสร้างนะ จะไปโทษใคร
เอ้า ถ้าสมมุตินึกถึงคนที่มันตายไปแล้ว
จะไปโทษมันได้ไหม หือ หรือสมมุติว่าคนที่เคยรัก แต่งงานกันมา
อยู่กินกันมาตั้งห้าปีสิบปีแล้วมันตายจาก นึกทีไรก็ร้องไห้ แปลว่ามันน่ะผิดหรือนี่
หรือใครผิดกันแน่
ใครสร้างทุกข์นี้ขึ้นมากันแน่ ...อะไรเป็นบ่อหม้อนรกที่เกิดขึ้น ...เขาเป็นหม้อนรก
หรือว่าจิตของเราที่ไปผูก ไปหมาย ไปจริงจัง
ถ้าเจอยาพระพุทธเจ้านี่..เสร็จ ...ไอ้จิตเหล่านี้
อาการเหล่านี้ ไม่ได้เกิดหรอก ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ...แต่มันไม่ได้ยา
มันเลยเกิดแบบนับไม่ถ้วนตามไม่ทันเลย นี่ เกิดอะไร ...ก็เกิดหม้อนรกไง
ขนาดยังไม่เกิด
ไม่มีที่ให้เกิด มันยังหาเลย ใช่ไหม ...อยู่ดีๆ นั่งเฉยๆ คนเดียว ไม่มีความคิด...ก็หาเรื่องคิด ไม่รู้ข่าวสารบ้านเมือง
หรือข่าวคราวว่าใครไปยังไงมายังไง...ก็โทรไปหาเรื่องว่าเขาเป็นยังไง
คนนั้น คนโน้น คนนู้น มันเป็นยังไง
มันแต่งงานกันรึยัง มันหย่ากันรึยัง หรือมันทะเลาะกันมั้ย มันแต่งงานแล้วมันทำงานแล้วมันเงินเดือนดีมั้ย มันรวยมั้ย หรือมันจนกว่ากูมั้ย
นี่ อยู่ดีๆ ไม่มีเรื่องราวอะไร มันก็หาเรื่องขึ้นมาซะอย่างงั้น อยู่ดีๆ ก็สร้างนรกขึ้นมาตลอด ...เพราะไม่เดินอยู่ในเส้นทางของมรรค...คือกายใจปัจจุบัน
เพราะนั้นว่าสิ่งที่เราจะแนะนำสำหรับผู้ที่มาได้ยินได้ฟังใหม่ๆ
เหล่านี้...ว่าการปฏิบัติเบื้องต้น แล้วก็ท่ามกลาง หรือว่าตอนกลาง จนค่อนไปถึงที่สุด ...ยังไงก็ตามดู ตามรู้ ตามเห็น...กายนี้
เฝ้ารู้ เฝ้าดู เฝ้าเห็นอยู่ในกาย หรืออิริยาบถปัจจุบัน เรียกว่าความรู้ตัว... รู้ตัว...แล้วก็รู้ว่ามีตัวนี้อยู่ยังไง ให้มันตรงกับเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ของกายเป็นยังไง
อย่างขยับนี่ ก็รู้ว่าขยับ
แล้วก็ให้รู้สึกถึงการขยับจริงๆ ...ไม่ใช่ขยับแล้วถึงจะ...เออ
เมื่อกี้เพิ่งขยับ ...นี่ ไม่ตรง ไม่พอดี ไม่เป็นปัจจุบันซึ่งกันและกัน ...ฝึกอยู่แค่นี้ เล็กๆ น้อยๆ นิดๆ
หน่อยๆ ก็เอา
ไม่มีอะไรจะทำ ไม่มีอะไรจะดู อย่าปล่อยให้ว่าง เดี๋ยวมันจะสร้างหม้อนรก...จิตน่ะ พอไม่มีงานทำ เดี๋ยวมันหาเรื่อง ...ชอบมีเรื่อง ชอบเป็นเรื่อง
แล้วก็ชอบอยู่กับเรื่อง
เพราะนั้นจะต้องให้มันมีงานทำ ซึ่งงานที่มันทำน่ะไม่ใช่งานสร้างหม้อนรก ...แต่เป็นงานในองค์มรรค คืองานรู้ตัว
คือให้มันมาทำงานรู้กาย ให้มันมาทำงานเห็นกายในปัจจุบัน
ต้องให้มันทำงาน ...ถ้ามันไม่ทำงานนะ
เดี๋ยวมันหาเรื่องแล้ว มันสร้างเรื่องขึ้นมาแล้ว มันจะสร้างรูปคนนั้น รูปคนนี้ สร้างเสียงคนนั้น สร้างเสียงคนนี้ เป็นเรื่องเป็นราว
หรือไม่อย่างนั้น มันก็สร้างรูปของตัวเอง ข้างหน้า...ข้างหลัง สร้างเรื่องราว เหตุการณ์ สร้างความน่าจะเป็น ความไม่น่าจะเป็น ...แล้วก็เดือดเนื้อร้อนใจขึ้นมา
นี่ ก็ต้องหางานให้มันทำซะ แต่เป็นงานในมรรค ...คืองานรู้กาย คืองานเห็นกาย...ตามความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบันนั้นๆ …นี่ ให้เริ่มต้นที่จุดนี้
แล้วก็ทำอยู่อย่างนี้
โดยลักษณะที่ว่า...ไม่เลือกกาลเวลา สถานที่ ไม่อ้างกาลเวลาสถานที่
ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่รั้งไม่รอ ว่าอายุเท่านั้นก่อนค่อยเอาจริง
ให้มันตั้งเนื้อตั้งตัวมีเงินสะสมเพียงพอก่อน
หรือต้องออกจากงาน ต้องกลับถึงบ้านก่อน
ต้องให้หยุดขับรถ หยุดนั่งในรถ หยุดการพูดการคุยกับผู้คนก่อน ...ไม่ต้องรอ ตรงไหน
ตรงนั้น สติเกิดตรงไหน รู้ตรงนั้น เพราะกายไม่เคยหนีไปไหนเลย
ความเป็นกายในความหมายที่เราพูดคือความรู้สึก
หรือว่าความปรากฏ...ไม่ว่าจะเป็นรูปกาย ยืนเดินนั่งนอน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกในกาย
เย็นร้อนอ่อนแข็ง ไหวนิ่งติงขยับ
พวกนี้เราเรียกว่ากายหมด
และมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปสร้างขึ้นมาใหม่ ...มันมี
มันปรากฏอยู่โดยธรรมชาติ เป็นปกติของเขาอยู่แล้ว
การภาวนา ให้เริ่มต้นอย่างนี้ ...แล้วระหว่างที่ทำไปอย่างนี้ มันจะมีเสนอแนะวิธีการนั้น
วิธีการนี้ อาจารย์องค์นั้นองค์นี้
คนนั้นคนนี้ ผู้ประสงค์ดีอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะเสนออยู่ตลอดเวลา
เจอแน่ แล้วก็เสร็จมันแน่...แรกๆ นะ
จะต้องเสร็จมันแน่ๆ เชื่อได้เลย ...ไม่ใช่เพราะอะไร
ไม่ใช่เป็นนักพยากรณ์เอก ...แต่เพราะกูเป็นมาแล้ว เคยเป็นมาแล้ว ยืนยัน
แบบไม่อายฟ้าอายดิน เป็นเหมือนกัน
กว่าจะกลับมายืนอยู่บนหลัก...แต่ละครั้งนั่นนะ มันยังไม่ใช่ยืนแบบถาวร ...แต่ละครั้งนี่เหมือนหมาหอบแดดน่ะ เคยเห็นหมาหอบแดดมั้ย แฮ่กๆ
ประมาณนั้นน่ะ
กว่าจะกลับได้ จะตายแล้วกู หาแทบตาย เอ๊า
ไม่ได้อะไรสักอย่าง แล้วกูจะไปยังไงวะเนี่ย ...นั่น แต่ไม่ท้อไง ไม่เลิก ไม่เลิกละศรัทธาในองค์ศีล...คือปกติปัจจุบันกาย
ปกติปัจจุบันกายนี่เรียกว่าศีลนะ ...ในความหมายของเรา
เราเชื่อของเราอย่างนี้
แล้วเราก็จะสอนให้ทุกคนเชื่อว่าศีลคือตัวนี้ คือความเป็นปกติของกายที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบันขณะนี้
แล้วเราเชื่อในสมาธิว่า ต้องอาศัย ต้องจิตเป็นหนึ่ง
ต้องจิตตั้งมั่น ต้องจิตเป็นกลางอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น
จึงจะเป็นเหตุให้เกิดสัมมาญาณะ คือความรู้แจ้งเห็นจริง คือปัญญา
ยังไงๆ เราก็จะเอาตัวนี้มาเป็นกรอบ ...เมื่อมันร่อนเร่พเนจรไปตามอากัปกริยาของจิต หรือว่าเรื่องราวในจิต หรือว่าแง่มุม อุบาย วิถีทางการดำเนินการปฏิบัติ
สุดท้ายเราก็จะเอาตัวนี้มาเป็นตัวกำราบจิตให้มันยอม
ให้มันสยบ ให้มันหยุด ให้มันอยู่ ...ทั้งๆ ที่ว่าขณะที่มันสงบ ที่มันหยุด ที่มันอยู่
มันอยู่ด้วยความไม่แล้วใจ ...ยังไม่แล้วใจนะ
คือถึงอยู่แล้ว...ก็ยังไม่แล้วใจ ยังจะ...อย่าเผลอนะมึง
กูจะไปให้เห็นเลย ต่อหน้าต่อตามึงเลย ...นั่น ก็เอาล่อเอาเถิดกัน
แบบไม่ให้เสียเวลาไปกับที่อื่นเลย ...นี่เรานะ
เพราะเรามีอาชีพนักบวชไง คืออาชีพคือบวชเลย และงานของอาชีพอย่างเราก็คืองานละกิเลส
และอาชีพหลักคือมาปฏิญาณตนว่าจะเดินในองค์มรรค ...เนี่ย พอดีอาชีพมันตรงไง
แต่บางคนอาชีพตรง แต่ว่าทำงานไม่ตรงก็มี
เยอะแยะ ...พระนี่มีเป็นแสน เดินในองค์มรรคสักห้ามั้ง แล้วเดินที่สุดในองค์มรรค
สักหนึ่งสองสามสี่ ...คือถ้ามันเดินตรงมรรคน่ะ อรหันต์เต็มโลกแล้ว
แต่ก็พยายามกันอยู่เนี่ย ก็พยายามบอก พยายามสอน ...ยังไม่ได้เดินก็บอกให้ได้ยิน ไม่เข้าใจก็พูดให้เข้าใจ ... ถึงแม้มันจะไม่เอาไปทำ
แต่อย่างน้อยเสียงเราดัง
ดังยังไง ...มันดังเข้าไปถึงใจ ไม่หายไปไหน เชื่อมั้ย อีกสิบปี ตายเกิดชาติหน้า
มันยังมีเสียงเราเข้าไปอยู่ในหัวเลย ...จำ มันจะจำ
เพราะมันเป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ เชื่อได้เลย
แล้วต่อไปมันจะเชื่อ จิตจะยอมเอง ...เพราะไม่มีอะไรมาลบล้างสิ่งที่พูดนี้ได้เลย นี่ พูดต่อกันมาสองพันห้าร้อยกว่าปี ในความหมายของศีลสมาธิปัญญา ในสามโลกธาตุไม่มีอะไรจริงเกินกว่าศีลสมาธิปัญญา
ฟังไปคร่าวๆ นี่ จิตมันยังว่า..."ฮื้อ มั้ง
งั้นๆ" ...นี่ ยัง...ยังไม่สะเด็ดน้ำ
เจอขั้นสะเด็ดน้ำแล้วจะรู้สึกว่าที่ผ่านมานี่โคตรโง่เลยว่ะกู ...มันจะเห็นตัวเองอย่างนั้น
เรียกว่าแทบจะน้ำหูน้ำตาไหลกับความโง่งมงายในอดีต ที่เคยกระทำ เคยคิด เคยเชื่อตามความคิด
จริงจังกับการกระทำนั้นๆ ซึ่งตอนนั้นมันเข้าใจว่าฉลาดซะเต็มประดาแล้ว
เนี่ย คือความอหังการ ...แล้วมันไม่ยอมให้เลิกเพิกถอนตัวมันเองแบบง่ายๆ ถ้าไม่ได้ยาแรงภายนอก คือคำกล่าว คำบอก คำว่า
คำเตือน คำสอนอย่างนี้
ท่านว่าคำชมของคนพาลร้อยคนนี่
ไม่เท่าคำด่าของบัณฑิตประโยคเดียว เชื่อมั้ยล่ะ ...เพราะนั้น มาให้ด่าบ่อยๆ ...จิตมันจะได้รู้จักลงร่องลงทางซะบ้าง
ให้มันรู้จักร่องทางที่มันควรอยู่ ว่ามันควรอยู่ตรงไหน
(ต่อแทร็ก 10/31 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น