วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/30


พระอาจารย์
10/30 (560323E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 มีนาคม 2556


พระอาจารย์ –  มาจากไหนกัน

โยม –  เชียงใหม่ครับ

พระอาจารย์ –  เคยภาวนากันมั้ย

โยม –  ไม่เคยครับ

พระอาจารย์ –  ทำงานรึยัง

โยม –  ทำงานเดียวกันนี่ค่ะ ผู้แทนยา

พระอาจารย์ –  จบเภสัชกันมารึ

โยม –   ไม่ได้จบค่ะ

พระอาจารย์ –  ขายยา...แก้โรคของกาย  กับจิตนี่...แก้ได้บ้าง แก้ไม่ได้บ้าง ก็อ้างสรรพคุณกันไป 

เราก็เป็นพ่อค้าขายยาเหมือนกัน แต่ยาของเราแน่กว่าของที่โยมหรือบริษัทยาในโลกนี่ขาย ...เพราะยาของเราคือธรรมโอสถ เป็นโอสถที่แก้ได้ทุกโรค แน่มั้ยแน่ล่ะ 

ของพวกโยมนี่ขายแต่ยาจำเพาะโรค อย่างมากก็สอง-สามโรคพอเป็นกษัย ...แต่ยาที่เราให้ เราเสนอ หรือเราบอกสูตรการปรุงให้นี่ แก้ได้ครอบจักรวาล ทุกโรค สารพัดโรค ...จนที่สุด ท้ายที่สุดคือโรคเกิด-ตาย 

โรคเกิดและตายซ้ำซาก ยาของพวกโยมนี่แก้ไม่ได้ มีแต่ยาของพระพุทธเจ้าน่ะแก้ได้...และจริงด้วย ...ไม่ได้อวด ไม่ต้องโฆษณา หรือทำให้เกิดความสมจริงเกินจริง

และทุกคนนี่สามารถปรุงยาได้เอง ไม่ต้องไปขอ อ.ย. หรือต้องมี อ.ย. มารับรอง  ไม่ต้องมีเครื่องมือการปรุงการแต่งอะไรเลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อวัสดุอุปกรณ์ด้วย

ทุกคนได้เครื่องมือเครื่องไม้มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ปฏิสนธิ ...แต่มันมัวไปงมโข่งกันอยู่  งมโข่ง งมเข็ม เคยรู้จักมั้ย งมเข็มน่ะ ...คืองมเข็มในมหาสมุทรอยู่

วันนี้จะเป็นยังไง พรุ่งนี้จะเป็นยังไง มะรืนจะเป็นยังไง ปีหน้าจะเป็นยังไง สถานที่นั้นจะเป็นยังไง โรงพยาบาลนี้จะเป็นยังไง หมอคนนั้นจะเป็นยังไง ...นี่ เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรอยู่

บางครั้งก็เจอ บางครั้งก็เจอตะปู บางครั้งก็เจอหอยเม่น แสบๆ ร้อนๆ เป็นพิษเป็นภัย ...ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอย่างไร ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แถมถูกด่าบ้าง ถูกชมบ้าง ตำหนิบ้าง ...ก็อยู่ไป ทำกันไป

ทั้งๆ ที่ว่ามีอุปกรณ์การปรุงยาเรียกว่าธรรมโอสถมาตั้งแต่เกิด...แต่ไม่รู้จัก ใช้ไม่เป็น ...มันถึงต้องนั่งรถมาเจ็บสิบแปดสิบกิโล...มาฟังนี่ ...เพื่อให้เห็นว่า อุปกรณ์มันอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่อื่น

มันไม่ได้หายไปไหน ไม่ต้องไปหาซื้อมาใหม่ ไม่ต้องไปเช่าซื้อ ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อ ...เป็นสิทธิจำเพาะบุคคลที่มีมาตั้งแต่การได้สิทธิ์แห่งการเกิดมาเป็นคน

แล้วเป็นสิทธิ์ของคนเท่านั้นด้วยนะ นกกาหมาไก่ไม่ได้สิทธิ์นี้ ควายวัวหมูปลาไม่ได้สิทธิ์นี้ มีแต่คนที่ได้สิทธิ์นี้  ...แต่ไม่รู้จักใช้สิทธิ์อันนี้ให้สมค่าของความเป็นคน ได้โอกาสเป็นคน 

ได้เกิดมาเป็นคน ได้มีชีวิตอยู่แบบคนปกติ นี่ ขนาดคนยังแบ่งอีกนะ บ้าใบ้เสียจริตเกิดมา หูหนวกตาบอดตั้งแต่เกิด นี่เป็นสมบัติที่ไม่มีใครอยากได้ ...แต่มันได้สมบัตินี้ เลือกไม่ได้

แต่เราได้สมบัติอันมีคุณภาพในระดับที่...ได้รับคิวซีน่ะ การันตีแล้วว่าใช้การได้ ปรุงยาได้ กินแล้วไม่ตายกินแล้วไม่เกิด แล้วก็กินแล้วไม่เกิดไม่ตาย ...เออเฮ้ย มันได้การันตีมาแล้ว

มันได้หูดี ตาดี จมูกดี ปากดี คิดได้ เดินได้ ไม่ทุพพลภาพ ไม่วิกลวิการทางจิต ...นี่ สมบูรณ์  เรียกว่ามีศีลอันสมบูรณ์ในระดับที่สามารถนำมาใช้ได้

นี่จึงมาบอก จึงมาเล่าให้ฟัง จึงมาขยายความหมาย ความนัย ของการเกิด...การมาเป็นมนุษย์ ในการที่ได้สิทธิ์มาเกิดเป็นมนุษย์ ให้มันรู้จักสิทธิ์ซะบ้าง

ไม่ใช่สัตว์จะได้สิทธิ์เกิดมาเป็นมนุษย์ทุกดวงจิตดวงวิญญาณไปนะ นี่...มันจะได้รู้จักใช้สิทธิ์อันนี้ให้คุ้ม ให้ได้ประโยชน์สูงสุดแห่งการเกิดมาเป็นมนุษย์  

ไม่ใช่หาอยู่หากินไปมา หาความสุขไปวันๆ ...แต่สุขที่สุด หรือว่าสุขสุดท้าย หรือว่าสุขที่ไม่มีประมาณ หรือที่เรียกว่า นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง ก็คือสุขที่ได้จากการไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป

พวกโยมนึกภาพกันไม่ออกหรอก ไม่ต้องนึก ...เพราะมันเกินจินตนาการ เพราะมันออกนอกระบบของความคิด เพราะมันออกนอกระบบของคำว่าสมมุติและบัญญัติ

ไม่มีความรู้สึกไหนความรู้สึกหนึ่งในการกระทบสัมผัสในสามโลกธาตุนี้ จะเข้าไปถึงความสุขเช่นนั้นได้เลย ...จึงไม่ต้องคิดเลย และไม่ต้องหาเลย...ไม่เจอหรอก

แต่ให้ทำขึ้นมา...ด้วยการใช้กายใช้ใจปัจจุบันนี้ เป็นหนทางการดำเนินไปสู่จุดนั้น ...นี้เรียกว่าการดำเนินไปในองค์มรรค หรือมรรคาปฏิปทา ...ซึ่งไม่ใช่เป็นของสงวนลิขสิทธิ์แต่ประการใดเลย 

เพราะทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์...มีสิทธิ์ทุกคนที่จะเลือกเดินทางนี้ ใช้ทางนี้เป็นทางเดิน

แต่มนุษย์ไม่เดินเอง ไปเลือกเดินทางอื่น เช่น ทางลงนรก ทางไปเป็นเดรัจฉาน ทางไปเป็นอสุรกาย ทางไปเป็นเปรต ทางไปเป็นเทวดา ทางไปเป็นพรหม ทางไปเป็นอรูปพรหม

มนุษย์มักจะเลือกเดินไปทางเหล่านั้นด้วยความคุ้นเคย และไม่รู้ ...มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณ 

แต่เส้นทางที่เรียกว่ามรรค หรือว่าทางเดินของมรรค เป็นเส้นทางที่พวกเรานี้ไม่คุ้นเคย และแทบจะเรียกว่าไม่รู้จักเลย ...รู้ก็แค่อ่านมาฟังมา รู้แค่คิดขึ้นมาเอง แต่ยังไม่ลงมือเดินหรือเดินไม่ถูก ...อยากเดินแต่เดินไม่ถูก

เพราะนั้นเบื้องต้นก็เลยต้องเดินมาหาเราก่อน แล้วฟัง...เพื่อมันจะรู้จักว่า จะเดินยังไงให้ถูก ...ถ้าไม่ถูกเดี๋ยวถูกถีบให้ลงทางเอง ...เพราะนั้นฟังให้ดี

เพราะปัญญานี่ มันจะเริ่มขึ้นจากการฟังเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ฟัง เรียกว่าสุตตมยปัญญา เป็นปัญญาจากการที่ได้ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง ได้ฟังความจริงในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน

เพราะนั้นถ้าไม่มีสุตตะเป็นอันดับแรก ...จินตามยปัญญา หรือการใคร่ครวญตามที่ได้ฟัง กำลังฟัง จะไม่เกิดขึ้น มันก็ไม่เกิดความเข้าใจในระดับสมอง

คือระดับที่จะน้อมนำหรือศรัทธาให้เกิดการลงมือปฏิบัติ ลงทุนเอากายวาจาใจปฏิบัติให้เกิดขึ้น เรียกว่าอันนั้นแหละคือปัญญาที่จะเกิดขึ้นในขั้นสุดท้าย ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา

ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ภาวนามยปัญญามันจะเกิดขึ้นมาได้ลอยๆ ...ต่อให้เป็นผู้ที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีใครที่ได้เกิดมาเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เกิด ไม่มีใครเกิดมาเป็นพระอนาคามี พระโสดาบันตั้งแต่เกิด

มันเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ตัวเหมือนกันนั่นแหละเป็นบาทฐาน ...ต่อให้เป็นพระโสดา สกิทาคาก็ตาม ท่านไม่รู้หรอกว่าเคยเป็นอะไร ไม่เป็นอะไรมาก่อน...เหมือนกันหมด

แต่ว่าอาศัยการได้ยินเป็นอันดับแรก แล้วใคร่ครวญตามด้วยความพินิจพิจารณา ด้วยความละเอียดถี่ถ้วน ยอมรับด้วยความเป็นกลางๆ ไม่ต่อต้าน ไม่ดื้อรั้น ไม่อวดดี

เหมือนที่ว่า...ฟังให้ดีแล้วจะเกิดปัญญา สุสูสัง ละภะเต ปัญญัง ...เพื่ออะไร ...เพื่อให้มันเกิดแรงผลักดันขับเคลื่อน...คือศรัทธา จนถึงขั้นเอาไปลงทุนทำตาม

ซึ่งการที่จะเอาไปลงทุนทำตามนี่ ...ถ้าไม่มีศรัทธาที่เกิดจากการฟัง ใคร่ครวญ แล้วเกิดความเข้าใจตาม เห็นผลในความเข้าใจนั้นตามลำดับ มันจะไม่บังเกิดศรัทธาที่จะเอาไปปฏิบัติให้มันเสียเวลาในการดำรงชีวิตหรอก

ทุกอย่างมันจะเป็นไปตามเหตุปัจจัยและขั้นตอนอย่างนี้  คนฟัง...ถ้าไม่มีการฟังการได้ยินเลย แล้วมันจะเอาไปทำกันเองน่ะ ก็เรียกว่างมเข็มในมหาสมุทร

ก็เกิดภาวะที่เรียกว่า ถือสุ่มอยู่อันหนึ่งแล้วก็ไปหาปลาเข็มในมหาสมุทร ...คิดถึงความน่าจะเจอสิ ...ก็อาจเจอ แต่ต้องถามว่ากี่ชาติ เอาซะกี่ชาติดี ...แล้วถ้าเจอนะ จับยังไม่อยู่ด้วย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะกล่าว พูด อธิบาย ก็คือวิถีแห่งมรรค หรือวิถีการปรุงยาที่เรียกว่าธรรมโอสถ คือปัญญาญาณ ...อันนี้เป็นยาแรง ประเภทกินปั๊บตายปุ๊บน่ะ

ไม่ใช่กายนี่ตายนะ ...กิเลส จิตปรุงแต่ง อดีต-อนาคต ความเป็นจริงเป็นจังในตัวเราของเรา ของกายคนนั้นกายคนนี้แล้วก็กายตัวเอง พวกนี้ เจอยานี้เข้าไปล่ะชักดิ้นชักงอตายสิ้น 

ตายแบบไม่เหลือซาก ...ตายแบบนั้น เคยตายมั้ย ...ไอ้พวกเรายังตายเหลือซากนะ ซากศพ ยังมีซากเหลือ ...แต่ตายในตรงนั้นน่ะ ตายแบบไม่มีซาก เออ เขาเรียกว่าตายแบบสิ้นซาก

หมายความว่าไม่มีแม้กระทั่งเชื้อโรคที่จะเกิดต่อ ...อย่างยาที่พวกเรากินน่ะ ยังมีฝังตัว หรือว่ามันสร้างภูมิคุ้มกัน หรือมีปฏิกิริยาต่อต้าน หรือดื้อยา ...แต่เจอยาพระพุทธเจ้านี่ ดื้อไม่ได้...ตายลูกเดียว

เพราะนั้นวิถีที่จะเข้าไปถึงการปรุงยาตัวนี้ให้สำเร็จขึ้นมานี่ จึงเรียกว่าปัญญา หรือว่าภาวนามยปัญญา ก็คือการเดินไปในมรรคเรื่อยๆ นี่แหละ

มันจะมีการปรุงยา...ปัญญาปรุงยาขึ้นมา ด้วยความรู้ความเห็นความเข้าใจที่เที่ยงตรง เที่ยงแท้ ชัดเจน...ในสภาพธรรมที่ปรากฏทั้งหลายทั้งปวง โดยไม่มีอะไรมาครอบงำและปิดบัง

หมายความว่า ถ้าวินิจฉัยโรคนี่ แปลว่าไม่ต้องอาศัยหมอ ไม่ต้องมีหลายหมอเลย ...มันจะเห็นชัดมากๆ แล้วตรงต่อโรคนั้นจริงๆ

มันก็ไม่เสียเวลารักษาโรคแล้ว ให้ยาทันที...ฆ่า ทำลายลงไป ณ ปัจจุบันนั้นๆ ...โดยไม่ลังเลและสงสัยแม้แต่เสี้ยวหนึ่งอณูหนึ่งของจิตคิดจิตปรุงแต่งลังเลสับสน

ทีนี้การเดินไปในมรรค ก็คือเดินอยู่กับปัจจุบัน ...เพราะฉะนั้น ต้องรู้จักคำว่าปัจจุบัน...ว่าปัจจุบันคืออะไร อยู่ที่ไหน และตอนไหน

ไม่ต้องหา ไม่ต้องคิด ...เพราะมันมีปัจจุบันอยู่แล้ว “ที่นี้” ที่กำลังนั่งอยู่นี้ ที่ตัวนี้ ที่ตัวนี้กำลังนั่งอยู่นี้ หรือที่กายนี้นี่เอง ...ไม่ต้องไปหาปัจจุบันอื่น ปัจจุบันไหน ...มันมีอยู่ที่ “นี้” นั่นเอง

คือมีอยู่ที่นั่งนี่แหละ กำลังนั่งนี่แหละ ถือเป็นปัจจุบัน  ถืออาการนั่งของกายเป็นปัจจุบัน ถืออาการยืนของกายในขณะยืนนั้นเป็นปัจจุบัน ถืออาการเดินของกายนั้นในปัจจุบัน เป็นปัจจุบัน

ถ้ารู้อยู่ ถ้าเห็นอยู่กับอาการของกายนี้ในปัจจุบัน ทุกขณะที่มันเคลื่อน หรือไม่เคลื่อนก็ตาม ...อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเดินอยู่ในองค์มรรคแล้ว แค่นี้แหละ ...ต้องเชื่ออย่างนี้ก่อน

จิตมันไม่อยากเชื่อ ไม่ยอมเชื่อ ก็ต้องเชื่ออย่างนี้ไว้ก่อน ...ถ้าไม่เชื่อ ก็มา...มาหาเราอีก เราจะพูดจนมันเชื่อแหละ ...เชื่อ-ไม่เชื่อ ...กูก็จะพูดจนมันเชื่อ จนมันเชื่อแล้วจนมันทำตามกูพูดนั่นแหละ ..เอากันขนาดนั้น

เพราะจิตมันจะไม่ยอมง่าย มันมีความอหังการ ...รู้จักคำว่าอหังการมั้ย แปลออกมั้ย ...คืออวดดี อวดรู้ อวดเก่ง ทุกจิตทุกดวงมีอาการนี้อยู่แล้ว ...ไม่ผิด ไม่มีใครดีกว่ากันหรอก

มันมีความอหังการในตัวของมันอยู่ตลอด หรือภาษาอังกฤษเขาบอกมีความเป็นอีโก้ (Ego) น่ะ ...จึงต้องอาศัยศรัทธามากๆ ในการที่จะรู้อยู่แค่จำเพาะกายปัจจุบันเท่านั้น ไม่ไปที่อื่น

แต่ให้ระลึกไว้อย่างนึง ให้เข้าใจไว้อย่างนึงว่า...แม้จะตั้งใจมั่นและตั้งความ...เหมือนกับตั้งอธิษฐานสัจจะไว้ว่าจะรู้อยู่แค่นี้ก็ตาม ...แต่จิตมันจะไม่ยอมตามอย่างนี้หรอก

มันคอยปรุง มันคอยคิด มันคอยนึก มันคอยแต่ง มันคอยแต้ม มันคอยค้น มันคอยหา มันคอยวิตกวิจาร มันคอยกังวล  ...มันไม่ได้คิดอย่างเดียว มันมีอารมณ์อีก 

ทั้งอดีต ทั้งอนาคต มากันเป็นระลอกๆ หรือไม่มาเป็นระลอก มัก็มาแบบถาโถม ถั่งโถม หรือว่าครอบคลุมเลย ...ก็ไม่ผิด มันต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ ทุกคนเลย

แต่ให้จำหลักว่า...ถ้ายังอยากเดินอยู่ในมรรค ถ้าจะเป็นไปเพื่อความปรุงยาให้สำเร็จ ออกมาเป็นยาให้กินให้อาบให้ดื่มแล้ว ...ต้องเดินในองค์มรรคเท่านั้น

ก็พยายามระลึกรู้ลงไปที่ขณะปัจจุบันนั้นๆ ว่ากายมีอยู่อย่างไร ท่าทางไหน  มันตะแคงหรือเปล่า หรือมันเอียง หรือมันนั่ง หรือมันยืน 

ความรู้สึกเป็นอย่างไร มันปวด มันเมื่อย หรือมันร้อน มันแข็ง มันอ่อน มันไหว มันเคลื่อน เหล่านี้ ...มันต้องมีอาการกายตรงนั้นด้วย

แล้วก็ช่างหัวมัน...กับจิต กับอารมณ์ในจิต กับเรื่องราวในจิต กับความเป็นไปในจิต กับความน่าจะเป็นไปในจิตที่มันบอก ...คือคล้ายๆ กับไม่ไปเอาธุระกับมัน

แต่ให้เอาธุระกับตรงนี้คือกาย คือมรรค ...เอามรรคเป็นธุระน่ะ ไม่เอามั่วเป็นธุระ ...จิตมันมั่ว เข้าใจมั้ย มันคิดมั่ว...มั่วแล้วก็วนเวียน ...มั่ว วนเวียน แล้วก็ซ้ำซาก 

วนเวียนซ้ำซาก แล้วก็วนมาเรื่องเดิม อารมณ์เดิม เหมือนเดิม เหมือนเก่า เหมือนเขาวงกตน่ะ ...ก็ไม่เอา ไม่ใยดี ...คือห้ามไม่ได้ก็ไม่ต้องห้าม แต่อย่าไปขลุก คลุกเคล้า หาถูกหาผิด เป็นจริงเป็นจังกับมัน

เหมือนวางมือกับมันสักหน่อย ถอยมือ รามือ ถอนมือออกมา แล้วมาก้มหน้าก้มตาระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันกาย ว่าขณะนี้มันนั่งหรือมันยืนท่าไหน มันอยู่ในอากัปกริยาอย่างไร

ในอากัปกริยานั้นมันมีความรู้สึกในขา ในมือ ในแขน ในตัว ในหัว ในคอ ในแขน ในหลัง ในไหล่อย่างไร ...ให้รู้ลงไปในความรู้สึกนั้นๆ ปัจจุบันนั้นๆ

เท่านี้เรียกว่าเป็นการเริ่มหรือกำลังเดินในมรรค แบบเล็กๆ น้อยๆ แล้ว ...เพราะถ้ามันไม่เริ่มเดินเล็กๆ น้อยๆ มันจะไม่สามารถจะเดินแบบก้าวใหญ่ก้าวโตได้

เพราะฉะนั้น อย่าท้อ อย่าเบื่อ...ว่าเมื่อไหร่จะได้ก้าวใหญ่ๆ ยาวๆ แล้วก็รวดเดียวถึง...ไม่เอาอย่างนั้น ...มันต้องก้าวไปทีละเล็กทีละน้อยนี่แหละ ...สำคัญที่สุดเลย

แล้วทุกคนจะผ่านในลักษณะอาการนี้มาทั้งหมด ...ต่อให้ท่านองค์นั้นเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม  เวลาท่านเริ่มต้น ท่านเริ่มตรงจุดนี้เหมือนกัน ไม่มีใครเก่งกว่ากันหรอก

ไม่ใช่ท่านมียาดีพกติดตัวมาเสมอตั้งแต่ชาติที่แล้ว ...เกิดมาปุ๊บ แคปซูลแตกปั๊บ มรรคเดินทันที...ไม่มี ...เริ่มใหม่เหมือนกัน โง่เท่ากัน เหมือนกัน เหมือนเก่า 

ท่านก็เริ่มเตาะๆ แตะๆ  เตาะๆ แตะๆ อย่างนี้ ...เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็เพลินไปกับความคิด เดี๋ยวก็เพลินไปกับเรื่องราวการกระทำของคนรอบข้าง ...มันก็มีคล้ายๆ กันอย่างนั้น


(ต่อแทร็ก 10/31)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น