วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/29


พระอาจารย์
10/29 (560323D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 มีนาคม 2556


พระอาจารย์ –  เพราะนั้นกายใจนี่เป็นเหตุใหญ่ และเป็นเหตุแรก...ที่จะต้องเรียนรู้ เข้าใจ สำเหนียก ...อย่างมาก ถึงมากที่สุด จนถึงเรียกว่าทุกอิริยาบถ ทุกขณะเลย...คือกาย

ถ้าฟังดู...ก็เหมือนยากเหลือเกิน  ถ้าฟังดู...ก็ว่าคงทำไม่ได้ ...อย่าไปเชื่อจิตที่คิด จิตที่มันมาสร้างเงื่อนไข ...ทิ้งทันที  ทันแล้วทิ้งทันที  แล้วก็ก้มหน้าก้มตารู้ตัวไป 

อยู่กับตัวไป ดูกับตัวไป ...ไม่ได้อะไรหรอก ไม่เห็นอะไรหรอก  นอกจากตัวด้านๆ ตรงๆ ที่ไม่มีชื่อไม่มีเสียง ไม่มีสัญลักษณ์ใดบ่งบอกว่าเป็นอะไร นั่นแหละ ดูมันเข้าไป 

เอาจนมันเบื่อกันไปข้างหนึ่งเลยน่ะ มันก็จะทิ้งเองน่ะ ...ดูจนเบื่อแล้วก็จะทิ้งเองน่ะ ว่าหาความน่ารักใคร่สมัครสมาน กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไม่ได้แต่ประการใด 

แล้วกูจะอยู่กับมันทำไม ...มันก็คาย ถ่มทิ้ง ...จิตนะ มันจะคลายออกจากการเข้าไปกลืนกิน หรือว่ากลมกลืน หรือว่าอมความเป็นเรา ของเรา อยู่ตลอด 

แต่มันดูไม่จริงสักที ...ดูเล่นๆ ดูเล่นๆ ดูเป็นงานอดิเรก ...มันจะเป็นสัมมาอาชีโวเลี้ยงชีพได้มั้ย งานอดิเรกนี่...ไม่พอยาไส้หรอก ...มันต้องดูเป็นงานหลัก จึงจะเกิดภาวะที่เรียกว่า เลี้ยงชีพชอบขึ้นมา

ด้วยมรรค ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา...เป็นภักษาหาร ...ไม่ใช่เอากิเลส เอาความคิด เอาอารมณ์ เอาอดีต-อนาคต...เป็นภักษาหาร หรือเป็นอาหารอันโอชะ...ของความอยากและไม่อยาก

นั่นน่ะมันมาสนับสนุน หรือว่าพอกพูน หรือว่าเพิ่มพูนกำลังของอวิชชา นั่นน่ะคือซือแป๋มัน เล่าฮูของมัน ผู้อาวุโสของมัน ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ...ในสามโลกธาตุ ไม่มีอะไรใหญ่เกินกว่าอวิชชา 

ที่ไปดำรงสิงอยู่ในจิตของมนุษย์และสัตว์ใน ๖ ภพ ๖ ภูมิ  ๓ ภพ ๓ ภูมิ  ๑๖ ภพ ๑๖ ภูมิ ...ละเอียดประณีตแตกต่างกันไป ...นี่ เจ้าใหญ่นายโตของมันคืออวิชชาหมดแหละ แต่ว่าหน้าฉากมันน่ะเปลี่ยนไป

หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ประณีตบ้าง สุดประณีตบ้าง แล้วแต่ ...แต่หัวโจกคืออวิชชาเป็นผู้บงการ  แล้วเราก็ตกเป็นข้าทาสบริวารมัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่สามารถแม้กระทั่งตีตัวออกห่าง 

เมื่อใดที่เอาวิชามรรค วิชาพุทธะ วิชาศีล วิชาสมาธิ วิชาปัญญาลงมา ...เริ่มแรกเลยยังไม่หลุดพ้น แต่ว่าก็เริ่มตีตัวออกห่างได้ นี่ กาย-ใจแยกจากกัน

จึงเกิดความชัดเจนขึ้นไปตามลำดับลำดา ...กายคืออะไร ก็เริ่มชัดในความเป็นกาย ...ใจคืออะไร ก็เริ่มชัดในความเป็นใจ ซึ่งเป็นธรรมธาตุที่บริสุทธิ์โดยธรรมชาติเลยจริงๆ

แต่ถ้าไม่เอาศีลสมาธิเป็นภักษาหาร เป็นงานหลัก ...เดี๋ยวมันก็กลืนกินลงไปด้วยอำนาจของความไม่รู้ คือหลง ลืม เผลอ เพลิน  จริงจังกับสิ่งที่ไม่ควรจริงจัง อยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรจะอยากได้

เข้าไปให้ค่าให้ความหมายว่าเที่ยงกับสิ่งที่ไม่เที่ยงหรือไม่มี  อย่างนี้ คือการเป็นภักษาหาร พลาหารของโคตรพ่อโคตรแม่ของความไม่รู้คืออวิชชา ...มันก็เติบใหญ่ เติบกล้า แข็งแกร่ง 

จึงเรียกว่าชีวิตก็หมดไปกับการพอกพูนอำนาจของอวิชชาให้แข็งแกร่งขึ้น เรียกว่ายิ่งเกิดมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งโง่ขึ้นเท่านั้น ...มันน่าจะเกิดแล้วก็โง่น้อยลงนะ หรือว่าเกิดแล้วมันฉลาดขึ้น 

แต่มันกลายเป็นว่า กลับมาเกิดแล้วโง่ลง โง่มากขึ้นๆ ฟุ้งเฟ้อมากขึ้น เห่อเหิมมากขึ้น ความอยากมากขึ้น ความไม่อยากมากขึ้น ความทุรนทุรายกระหายในรูปรสกลิ่นเสียงมากขึ้น 

อย่างนี้มันโง่ขึ้นนะ เกิดมานี่ ถ้าเกิดมาอย่างนี้อย่ามาเกิด ไปเป็นอรูปพรหมซะดีกว่า ...ถ้ามาเกิดเป็นคนแล้ว เกิดเพื่อทำงานเดียวคือเลิกละเพิกถอนความไม่รู้ออกไป 

ให้อยู่กับรู้ ให้อยู่กับสติ ให้อยู่กับศีล ให้อยู่กับสมาธิ ให้อยู่กับปัญญา...ด้วยความตั้งใจ ใส่ใจ ...แล้วก็ละความตั้งใจใส่ใจในที่อื่น เรื่องอื่น ที่นอกเหนือจากศีลสมาธิปัญญา ให้น้อยลง คลายลง เบามือลง 

รามือออกมา ถอนตัวออกมา หรือลาออกยังได้เลย ...ไม่ต้องกลัวจน ไม่ต้องกลัวตาย ไม่ต้องกลัวอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องกลัวอดอยาก ...กลัวนะ จิตมันกลัวนะ มันสร้างความกลัวให้เราขึ้นมาว่าเราจะอยู่ไม่ได้นะ

อย่าไปฟังมัน รู้จักปฏิวัติมั้ย ...นี่ จะปฏิวัติแล้ว จะล้มล้างรัฐบาลที่ปกครองโดยอวิชชา มันเป็นรัฐบาลที่ครองอำนาจแบบถาวรโดยที่มิชอบ คือความไม่รู้ แล้วมันสะสมพอกพูนความไม่รู้จนหนาแน่นแข็งแกร่ง

กว่าจะปฏิวัติหรือว่าปลดแอก เป็นไท เป็นอิสระจากกายใจ เป็นอิสระจากขันธ์ห้า จนกระทั่งเป็นอิสระจากโลก จนกระทั่งเป็นอิสระจากสามโลก ...มันต้องปฏิวัติทุกขณะเลย 

มันต้องเป็นหัวที่คิดปฏิวัติอยู่ทุกขณะเลย ...ไม่ใช่เป็นระดับลูกกระจ๊อก หรือเป็นระดับโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น ...นั่นไม่มีทางที่จะไปแก้ไข หรือล้มล้าง หรือว่าปลดแอกสู่ความเป็นไท เป็นเอกภาพได้ 

ด้วยอิสรภาพที่หมดจด ไม่มีอะไรมาเกี่ยวเกาะได้อีกต่อไป ...นี่ ตราบใดที่ยังไม่เป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ไม่ว่ากิเลสตัวใดตัวหนึ่ง เศษเสี้ยวของอณูตัวใดตัวหนึ่ง ยังสามารถเกาะเกี่ยวได้...นี่แปลว่ายังไม่อิสระดี

แต่เมื่อถึงภาวะที่อิสระจริงๆ หมายความว่า ไม่มีอะไรในสามโลกธาตุนี้ ไม่ว่าจะจับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ คือรูปหรือนาม ไม่สามารถจะเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งใจดวงนี้ได้อีกต่อไป

จึงเรียกภาวะนี้ว่า...เหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง เป็นธรรมชาติสูงสุดที่เหนือกว่าธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง คือสามโลกธาตุ คือไตรลักษณ์ คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปนี้เอง

พูดซะเลิศลอย ...จริงๆ ไม่ใช่อยู่ไกลหรอก อยู่ตรงนี้นี่เอง...เพียงแต่พวกเราไม่เข้าใจ “นี้” นี่เอง แต่พยายามจะไปหาความเข้าใจที่อื่น นี่คือปัญหา...ภาวนาแล้วเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง วนเวียนซ้ำซาก

อารมณ์เดิมๆ กิเลสตัวเก่า เปลี่ยนหน้าใหม่ ไม่รู้สึกว่าเบาบางลดน้อยย่อหย่อนลงไปเลย ในความเป็นกิเลส หรือในความเป็นจริงจังกับเรื่องราวในโลก เรื่องราวของรูป เรื่องราวของเสียง

แค่ได้ยินเสียงปั๊บนี่ อารมณ์เกิดปุ๊บ แปลว่าอะไรนี่ ...คือกระบวนการเกิดเร็วมากเลยนะ หมายสัญญาเป็นรูปเป็นเรา มีชื่อติด ชั้นเคยจำได้ อดีต มันเกิดทีเดียวพร้อมกันเลย 

เป็นความสุขความทุกข์ ยินดียินร้ายเกิดขึ้น ณ ขณะเดียวกันเลย ...นี่ แปลว่ามันแนบแน่นแบบยิ่งกว่าพี่น้องร่วมสาบานกันอีก คือเป็นเนื้อเดียวกันเลย

กว่าที่มันจะแยกออกเป็น...เสียงอันหนึ่ง หูอันหนึ่ง  กายอันหนึ่ง แล้วก็มีรู้อีกอันหนึ่ง ...กว่าที่จะมาถึงใจ เห็นรึเปล่าว่า มันมีกี่ด่าน 

พอมันเห็นจำแนกได้เป็นด่านๆ หรือว่าเกิดจำแนกธาตุจำแนกขันธ์ จำแนกกายจำแนกใจ จำแนกจิตจำแนกธรรมออกไปแล้วนี่ มันจะเห็นเลย ...นี่ กิเลสไม่เกิดขึ้นทุกขั้นตอนเลย จนดับ

เคยเห็นอย่างนี้มั้ยล่ะ ...หรือต้องไปดำงมหาเข็มในมหาสมุทรน่ะถึงจะเจอมั้ง ...ถามไปนี่ บอกให้เลย

แต่ว่าผู้ที่ฝึกจริงๆ นี่ จะเห็นกระบวนการเหล่านี้ แทบจะทุกขณะจิตเลย ...จนหาสาระไม่ได้ในกระบวนการนี้ๆๆๆ

กระบวนการของเสียงที่ปรากฏ กระบวนการของหูที่นั่งฟังอยู่ กระบวนการของการรู้ตามเสียงแล้วส่งมาถึงใจ แล้วกระบวนการของจิตที่มันจะคิดๆๆๆ จะหา จะจำได้ จะบัญญัติสมมุติภาษา

มันเห็นกระบวนการทุกกระบวนการไม่มีสาระในตัวของมันเลย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปลอยๆ ของมันอยู่อย่างนั้น

แล้วมันก็เห็นอีกกระบวนการหนึ่งที่ไม่เกิดไม่ดับ ...จริงๆ มันไม่เป็นกระบวนน่ะ มันเป็นสภาวะหนึ่ง หรือเป็นธาตุหนึ่งที่รู้และเห็น ที่ไม่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงเกิดดับไปมา

พอเริ่มเห็นสภาวะเหล่านี้แล้ว ไม่มีความเป็นสาระในสภาวะปัจจยาการเหล่านี้แล้ว ...แต่มันกลับมาเห็นว่าตรงนี้คือสาระ มันมีความเป็นสาระในตัวของมันอยู่...ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย

ถ้าให้เลือกแล้วจะเลือกอยู่ตรงไหนดี ...ก็จะไปอยู่อะไรกับที่มันไร้สาระเล่า แล้วจะไปร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่ไม่มีสาระได้ยังไง หือ มันจะมีโศกาอาดูร ปริเทวนา คับแค้น อึดอัดกับสิ่งที่ไม่มีสาระได้อย่างไร

แต่ถ้ามันไม่เห็นกระบวนการของการจำแนกอยู่อย่างนี้ มันจะเห็นทุกอย่างเป็นสาระหมด เป็นสาระตั้งแต่เสียงกับอารมณ์ที่มาผสมกัน ปึ้ง ทีเดียวจบ ...คือไม่ด่าก็ชมคืนกันล่ะ

มันตอบโต้แบบฉับไวไหวพริบ เหมือนกับเป็นทองเนื้อแผ่นเดียวกันน่ะ  มันสมคบ คบคิดออกมาเสร็จกระบวนการ โดยไม่เห็นกระบวนการเลย ...ไวมาก

แต่ไม่มีอะไรไวกว่าสัมมาสติ สัมมาสมาธิและสัมมาปัญญา บอกให้เลย ...มันจะแยกกระบวนการนี้ให้เห็นแบบชัดเจนมากๆ เหมือนมาฉายหนังสโลว์โมชั่น ว่าจุดต่อเนื่องของมัน มันเป็นอย่างนี้

เห็นมั้ยว่า มันจะเข้าไปเห็นปัจจยาการแห่งการเกิด และปัจจยาการของการดับ ...ว่าที่สุดของปัจจยาการที่มันดับ หรือมันหยุดนี่เพราะอะไร

เพราะมันหมดปัจจยาการแห่งการเกิด แล้วไม่เข้าไปอุ้มชูสนับสนุนด้วยความไม่รู้ใดไม่รู้หนึ่ง ในมุมใดมุมหนึ่ง ในปัจจยาการใดปัจจยาการหนึ่ง ...ก็จบในตัวของมัน

แล้วการเกิดอยู่ ตั้งอยู่ในปัจจยาการแต่ละปัจจยาการที่ปรากฏดำรงอยู่ ณ ขณะนั้น เวลานั้น เสี้ยวขณะนั้น...ก็ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน เป็นจริง เป็นสาระในปัจจยาการตรงนั้น

มันตั้งอยู่บนความว่าง แล้วก็ดับไปในความว่าง หายไปในความว่างจากตัวตน ...ไม่มีอะไรครอบครอง ข้องแวะ เกาะเกี่ยว มีเรื่อง เป็นเรื่อง ยังคงเรื่อง หรือเป็นเรื่องหลงเหลืออยู่

มันชัดเหมือนกับตานี่มันเห็น เหมือนเรามองคนนี่แล้วเห็นว่าเป็นคนหรือเป็นอะไรนี่  มันเห็นชัดเจนเลย มันแยกออกชัดขนาดนั้น ...นี่ปัญญาขั้นละเอียดนะ 

จากที่ว่ารู้เฉยๆ เนี่ย รู้ว่านั่ง แค่เนี้ยแหละ จากที่ทั้งวี่ทั้งวันแต่ก่อนนะ เอาล่อเอาเถิดกับจิตนี่แหละ ซึ่งมันไม่ยอมหยุด ไม่ยอมอยู่ง่ายๆ หรอก ก็... "อีกแระๆๆ อีกแล้ว..โว้ย เหนื่อยนะ" ...แต่ไม่ท้อไง ไม่หยุดไง 

นี่คือความเพียรที่มี...เป็นสันดาน ที่เรียกว่านิสัย หรือว่าอุปบารมี ...เพราะนั้นไอ้อุปนิสัย อุปบารมี ไม่ใช่มันลอยมานะ ...มันเคยทำมา แล้วมันสะสมสันดานมาอย่างนี้ มันจึงไม่ท้อถอย ไม่เลิกกลางมือ ไม่ยอมแพ้มัน

แต่พอดีว่าเราสร้างสันดานมาหลายปีไง ในชาติปัจจุบัน ไม่นับหลายชาติที่ผ่านมา เพราะไม่รู้ แต่มันมีสันดานมาอย่างนี้ ไม่เป็นอื่นหรอก มันก็เลยไม่ยอมแพ้กันง่ายๆ

อีกแระๆๆ ได้แป๊บเดียวนี่ ไปอีกแระ ...ไม่เปลี่ยนที่ ไม่หาอุบาย ไม่หาตัวช่วย ไม่ไปปรับทุกข์กับใคร หัวเดียวกระเทียมลีบ ตายเป็นตาย ดูสิใครจะตายก่อนกัน นั่น ใจมันเริ่มใหญ่กว่าแล้ว

เพราะนั้นพวกเราก็ต้องเริ่มสร้างบารมีเสียตั้งแต่ปัจจุบัน ด้วยการสร้างสันดานที่ไม่ท้อถอย นะ ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันจะเกิดได้เอง 

เพราะนั้นให้ตั้งใจ ใส่ใจ ในธรรมที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น ...และธรรมที่เป็นปัจจุบันที่ชัดเจน แล้วไม่ถูกหลอกได้...คือกายโง่ๆ นี่แหละ ที่เป็นแค่นั่ง

แล้วในนั่งมีอะไร ดูตรงนั้น ดูในนั่งน่ะมีอะไร ในความรู้สึกในนั่งมีอะไร ดูไป อยู่กับมันไป ...แล้วระหว่างที่อยู่ตรงนั้นน่ะ มันจะมีตัวป่วนคือจิต คอยพาคิดพาแต่ง ให้คลาดเคลื่อนไปจากนี้

อย่าเผลอเพลินไปกับมัน ให้แข็งกระด้าง กบฏซะ ต่อจิตตนเอง กบฏต่อจิตเจ้าของนั่นแหละ ไม่เชื่อ ไม่ตาม ไม่ต่อกับมันอีกต่อไป เรียกว่าตั้งตัวเป็นใหญ่ ประกาศตัวเป็นเอกเทศอยู่ที่ใจดวงเดียวกับกายอันเดียว 

นั่น คือต้องกบฏกันทุกขณะไป ไม่ว่างไม่เว้น ยกเว้นหลับ ให้มันพักได้แค่นั้น ...นั่นน่ะคืองาน จะออกจากงานนี้ได้คือเป็นพระอรหันต์ ...ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ยังต้องทำงานตลอดเวลา

เมื่อมันถึงขั้นหนึ่งขีดหนึ่ง ความสามารถขีดสุดของศีลสมาธิปัญญาคือ จะเป็นอัตโนมัติ ...ตอนนี้ลาออกไม่ได้แล้ว ไม่สามารถลาออกจากศีลสมาธิปัญญาได้แล้ว ...มันถูกหล่อหลอมลงที่ใจดวงเดียวนั่นเลย

ต้องตายกันไปข้างหนึ่งแล้ว ...ไม่จิตตาย จิตปรุงแต่งตาย ก็ขันธ์นี้ตายก่อน ...แล้วไม่ว่ากัน ไม่มีใครว่ากันเลยนะ ถึงจุดนั้นแล้ว เป็นไปตามสภาพ

ถ้าจิตยังไม่ตาย ขันธ์ตายก่อน ว่ากันใหม่ชาติหน้า ไม่ย่อท้อเลย ..เกิดมาปั๊บ ได้สติปั๊บ มีสัมมาสมาธิเกิด สัมมาสติเกิดขึ้น...ด้วยอุปนิสัยสันดานเดิม 

กระทบสัมผัสอะไรปั๊บ สัมมาสติเกิด พั่บๆๆๆ ...ต่อทันทีเลย ในงานการที่คั่งค้าง เรียกว่า อนากุลา จะ กัมมันตา ทำงานที่คั่งค้าง ไม่ละเลยกับงานที่ยังค้างคา 

มันจะรู้โดยตัวของมันเอง ไม่มาเอ้อระเหยลอยชาย ใช้ชีวิตไปเปล่าๆ ปลี้ๆ  ไม่มีที่จะหมดเวลาไปวันๆ กับรูป กับเสียง กับอดีต-อนาคต กับเรื่องราวในโลก 

ทำไมถึงบอก...อู้ย ทำไมท่านสำเร็จไวจัง ...ก็กี่ชาติแล้วล่ะ นี่ เพราะเกิดมาเจอไอ้ชาติสุดท้ายของเพิ่นนั่นน่ะ มันก็เลยดู...โอ้โห ทำไมง่ายจัง

"ปางตายโว้ย" ...ทุกคนน่ะ ไม่ง่ายหรอก การละจิต การเห็นจิต การออกจากจิตปรุงแต่งน่ะ การเหนือจิตปรุงแต่ง การดับสิ้นซึ่งความปรุงแต่งของจิต

ก็บอกแล้วมีม้อตโต้เดียว...กาย-ใจ ...ไม่งั้นไม่จบ จิตไม่ยอมจบหรอก ...ถ้าไม่มีหลักให้มันมาเป็นที่ตั้ง ที่มั่น ที่อยู่ ที่ยึด ที่เหนี่ยว ที่อาศัย ...มันก็กลายพวกไม้เลื้อยน่ะ เถาไม้เลื้อย

เจออะไรก็เกาะๆ อะไรกระทบมาก็เกาะ เกาะแล้วก็เลื้อยไต่ไป ...พอเลื้อยไต่ไปจนเพลินจนชิน ไอ้สิ่งที่มันมาให้เป็นที่เกาะ มันดับน่ะ ก็เสียอกเสียใจ...ดีอกดีใจ โศกาอาดูร...ไม่ก็หัวเราะ ...ก็ได้อยู่สองอย่าง นี่

แล้วเอาใหม่ หาอะไรมาเกาะใหม่ ...ไม่ว่าจะเป็นรูปที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นลิ้นที่กระทบ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่มันสูดดม ไม่ว่าจะเป็นอาการภายนอกของกายที่มากระทบ

ทั้งเย็นบ้าง หนาวบ้าง สบายบ้าง อบอ้าวบ้าง นุ่มนิ่มบ้าง แล้วก็คิดไปอย่างนั้นอย่างนี้ อดีต-อนาคตบ้าง ...พวกนี้จะเป็นที่ให้มันเกาะเลื้อยไป เมามัน เพลินเชียว

เพราะสิ่งที่มันมากระทบ สิ่งที่มันมาเกาะ สิ่งที่มันมีให้เกาะนี่  มีไม่อดเลยในสามโลกธาตุ แล้วไม่ขาดด้วย ไม่มีช่องว่างช่องเว้นที่ขาดหายเลย บอกให้

อย่ามาบอกว่าอรูปพรหมไม่มีอะไร นั่นน่ะ เกาะแบบโคตรพ่อโคตรแม่เกาะเลย  ..."ไม่มีอะไร" นั่นแหละไปอยู่แบบไม่มีอะไรเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เกาะยิ่งกว่าเกาะ เกาะจนตัวมันมองไม่เห็นเลยว่าเกาะ 

แต่การมาเป็นมนุษย์นี่ ยังเห็นการเกาะของจิตที่เข้าไปเกาะ เห็นเราเข้าไปเหนี่ยว แต่จะเลิกละสันดานเกาะแกะนี้ได้มั้ย ต้องอยู่ที่ความอดทนพากเพียร ไม่ท้อถอย จึงจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้

อย่ามาเถียงว่าเป็นคนอยู่แล้ว ก็บอกแล้วว่าเป็นคนไม่จริง ...กว่าจะมาเป็นผู้เป็นคนน่ะ พระโสดาบัน ...คือกลับมาอยู่กับความเป็นคนในปัจจุบันจริงๆ คือโสดา


(ต่อแทร็ก 10/30)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น