วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 10/28 (1)


พระอาจารย์
10/28 (560323C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 มีนาคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ไม่มีอะไรทำให้จิตของผู้ชายหวั่นไหวเท่ากับรูปและเสียงของผู้หญิงสวย ไม่มีอะไรที่ทำให้จิตผู้หญิงหวั่นไหวได้เท่ากับรูปและเสียงของผู้ชายหล่อ 

เชื่อมั้ยล่ะ ไม่มีอะไรที่มาทำให้เกิดความเป็นสุขได้เท่ากับ ได้รูป ได้เสียง ได้กลิ่น ได้รส...ที่เกิดจากกายของมนุษย์และสัตว์ที่พึงพอใจ

นี่แหละ เป็นสิ่งที่พระอนาคาไม่มี ...เห็นมั้ย มันเนื่องด้วยกายสัตว์กายบุคคล กายตัวมันเอง...เป็นเหตุ

เพราะฉะนั้นใน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของพระอรหันต์นี่ หรือว่าทางเดินที่สุดจนถึงที่สุดของมรรคนี่ ...ถ้าเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์แรกเลย...นี่ คือกายเน็ทๆ

ส่วนอีกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์หลังนี่ ไม่มีกายแล้ว ไม่ใช่เรื่องของกายแล้ว ...ก็ง่ายมากเลย  ๒๕ เปอร์เซ็นต์หลังนี่ง่ายมากเลย …เพราะไอ้ที่มันน้ำหูน้ำตาไหล น้ำหมากกระจาย ...กายทั้งนั้น เชื่อมั้ยล่ะ

มันไม่อยากอะไรเท่ากับ...ได้ของที่ดี ได้เสียงดี ได้กลิ่นดี ได้รสดี ได้วัตถุข้าวของดีๆ หรอก  หรือได้เสียงได้รูปได้กลิ่นที่มาจากของหรือว่าที่ตั้งของบุคคลหรือวัตถุที่มันปรากฏขึ้นหรอก

นี่ คือกามราคะ ...คือราคะที่เนื่องด้วยรูป เสียง กลิ่น รส แล้วเข้าใจว่ามันมีตัวมีตน

ที่ผู้หญิงชอบผู้ชาย ที่ผู้ชายชอบผู้หญิงน่ะ มันไม่ชอบกายหรอก ...มันชอบรูปของกาย หรือมันหลงรูปของกายที่ปรากฏนี้ แล้วมันไปเข้าใจว่านี่กายหญิงกายชาย

ถ้ามันลองรู้จักกายจริงๆ สิ  ถ้าจิตมันลองรู้จักกายจริงๆ สิ ...ไม่เห็นมันสวยเลย ไม่เห็นมันเป็นผู้หญิงเลย ไม่เห็นมันเหมือนผู้ชายเลย ...มันไม่มี...ไม่เป็นอะไร

ก็ไม่รู้จะไปเสพอะไรกับมันดี หรือรู้สึกน่าใคร่ หรือว่าน่าเข้าไปทะนุถนอมครอบครองอะไร

แล้วอะไรคือกายล่ะ และอะไรคือรูปล่ะ...แยกออกรึยัง ...ก็ยัง...ยังมั่วๆ กันอยู่  คือพอออกได้บ้าง ถ้าอาจารย์บอกก็พอออก ...แต่เดี๋ยวก็ไม่ออกแล้ว

อย่างที่เราเคยบอก...ตาที่เห็นน่ะ คือเห็นรูป ...เหมือนโยมมองเรา เรามองโยมนี่ ...ก็เห็น โยมก็เห็นเรา เราก็เห็นโยม ...แต่ไอ้ที่เราเห็นหรือโยมเห็นเรา คือรูปที่ปรากฏของกาย 

เข้าใจมั้ย คือลูกตานี่ มองไม่เห็นกายคนอื่นหรอก ...ไอ้ที่เห็นน่ะ เห็นแค่รูปนะ 

แต่ถ้ามันเห็นกายจริงๆ นี่...โดยอาศัยบาทฐานของกายตัวเองนี่เป็นบาทฐานนะ ...จะไปมองแบบเอาตาในไปมองคนอื่นไม่ได้ นั่นเริ่มมั่วแล้ว ...มันต้องอาศัยบาทฐานของกายตัวเองนี่เป็นที่ยึดโยง

ตาเนื้อนี่มองได้แค่รูป แล้วก็ไปจริงจังในรูป แล้วก็บอกว่านี่กายเขาสวย กายเขาไม่สวย ...มั่วแล้วๆ หลงรูปแล้ว มันเอาอะไรมาอ้างอิงว่ากายสวยหรือกายไม่สวย

มันไม่เข้าใจว่ากายตามความเป็นจริงมันไม่มีสวย มันไม่มีไม่สวยหรอก ...ลองเอาตาที่มันดูตัวมันเองน่ะ ตาใจ หรือตาปัญญา หรือว่าตาที่เกิดจากสติระลึกรู้ แล้วก็หยั่งดู

รู้แล้วก็หยั่งลงในอากัปกริยาอาการของกายตัวเอง คือกายปัจจุบันดู ...เพราะนั้นเมื่อมันหยั่งมา แรกที่มันหยั่งลงมาถึง ตอนแรกเลย เรื่องแรกเลย ...คือมันจะเห็นรูปกาย

อย่างนั่ง...เห็นลักษณะตัวเองนั่ง อย่างนี้ มันจะเห็นลักษณะนี้ก่อน คือมาแบบทั้งกระบิ เข้าใจมั้ย มีรูปแถมนาม มีกายแถมรูป เข้าใจรึเปล่า

คือมันจะเห็นรูปตัวเองนั่ง รู้ว่าทรวดทรงกำลังนั่ง มีทรวดทรงด้วยนะ มีเอว มีหน้าอก มีหัว มีคอ มีสีสัน ...ใหม่ๆ มันอาจจะเห็นอย่างนั้น...หยาบๆ ก่อนข้างใน

แล้วก็หยั่งไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ มันก็จะเห็นกายในกาย หรือกายซ้อนกาย...ในกายนั่ง ...ถ้าสมมติกำลังอยู่ในท่านั่งเช่นตอนนี้ มันก็จะเห็นกายในกายนั่ง

แล้วจะเห็นกายในกายนั่งน่ะ ไม่มีลักษณะเป็นทรวดทรงแล้ว ...มันจะเห็นเป็นลักษณะของก้อนความรู้สึก แข็ง แน่น ตึง อุ่น แน่ะ ทึบ หนัก ปวด อ้าว(อบอ้าว)

อ้าวมั้ย...อ้าว  ผู้หญิงอ้าวมั้ย..อ้าว  ผู้ชายอ้าวมั้ย..อ้าว  แก่อ้าวมั้ย..อ้าว  หนุ่มอ้าวมั้ย..อ้าว  พระอ้าวมั้ย..อ้าว  ...เอ้ย อ้าว...ทำไมอ้าวเดียวกันวะ

นั่น มันอ้างอิงได้นะ ...กายเหมือนกัน รู้สึกเช่นเดียวกัน เป็นอย่างเดียวกัน นั่นแหละกาย  แล้วมันดูความอ้าวในตัวมันสิ ในอ้าวน่ะ...สวยมั้ย หรือไม่สวย

มันคือเฉยๆ มันไม่ได้ว่าอะไร ...มันเป็นเรารึเปล่า..ไม่ว่า  แล้วมันเป็นใคร..ไม่รู้ ไม่บอก ...เพราะมันไม่เป็นใคร เพราะมันไม่เป็นของใคร มันไม่บอกว่าเป็นสมบัติของใครเลยในการอ้าวนี้

ก็ทำไมล่ะ ...หรือมันมีเทรดมาร์คติดอยู่มั้ย มันมีเทรดมาร์คชื่อปะมาเลย  มีรึเปล่า..ไม่มี  หรือมีทรวดทรงเป็นผู้หญิงหน้าตาเป็นผู้หญิงในอ้าว...ไม่มี

แล้วมันน่ารักน่าชังมั้ยนี่ มันน่าใคร่มั้ย ในความเป็นกายที่ลักษณะเป็นกายจริงๆ ที่อาการอ้าวนี้ ...มันจะไปเสพกามกับอาการอ้าวนี้มั้ย หรืออยากเกลียดกาม เกลียดมันมั้ย 

เนี่ย ไม่ต้องพิจารณาอสุภะอสุแพะน่ะ กูคงไม่ไปเสพกามกับความอ้าวหรอก และไม่มีราคะเกิดขึ้นกับอ้าว หรือแข็ง หรือแน่นเลย ใช่มั้ย ...ไม่มีหรอก

ที่มันมีราคะเพราะอะไร ...เพราะรูป เข้าใจมั้ย ...นึกถึงรูปสิ แล้วนึกถึงความเคลื่อนไหวของรูปสิ  เดี๋ยวเกิดแล้ว นึกถึงรูปกำลังถอดเสื้อผ้าสิ เดี๋ยวเกิดแล้วนะ

แต่ถ้านึกถึงกายนี่ ไม่เกิดว่ะ  เห็นมั้ย ราคะมันไม่เกิดน่ะ ...เพราะกายตามความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นที่ตั้งของราคะได้เลย ...นี่ว่ากันแต่เรื่องกายเลยนะ

แล้วต่อไปนี่ มันเห็นกายแล้วมันจะไม่เห็นรูปในกาย  มันจะเห็นรูปนี่คือเปลือกของกายอีกทอดนึง ...อันนี้ค่อยว่ากันต่อไป

ตอนนี้...หากายให้เจอก่อน ...แล้วมันค่อยไปจำแนกธรรม วิจยะธรรมออกเป็นส่วนๆ ไป ว่ารูปคืออะไร เกิดได้ยังไง ตั้งอยู่ยังไง ...ไม่มีแสงก็ไม่มีรูปนะ ไม่มีลูกตาก็ไม่มีรูปนะ ใช่มั้ย

ไปถามคนตาบอด ...ตาบอดแต่เกิดนะ ไม่ใช่มาตาบอดตอนโตนะ ...ถามสิ ผู้หญิงสวยเป็นยังไง  มันก็ว่าอย่างงั้นบ้างอย่างงี้บ้าง ...แต่เชื่อมั้ย คนตาบอดมันยังมีราคะเลย

นึกเอาเองกูก็เกิดราคะได้ เอาดิ จินตนาการในรูป  มันจะสวย-ไม่สวย กูจินตนาการได้เองว่าสวย ทำไม มีราคะได้ ไม่ต้องเห็นของจริงหรอก ไม่ได้เห็นรูปที่ปรากฏในจอสายตาด้วย

เอ้า ขนาดตาบอดมันยังมีราคะเลย เออ ทั้งที่มันเกิดบอดมาแต่กำเนิด ทำไมมันยังมีราคะล่ะ ...มันมีอยู่นี่ อยู่ที่จิตน่ะมันไปหมายยังไง มีได้หมดน่ะ ...เห็นมั้ยว่าเรื่องของรูปนี่ เป็นเหตุให้เกิดราคะได้อย่างไร

แต่ถ้ามันเห็นกาย แล้วก็รู้จักกาย แล้วก็เข้าใจว่าที่มาของรูปมาจากกายอย่างไร แล้วมันมีจริงมั้ยหรือไม่จริง อย่างไร ...เนี่ย ไอ้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์นี่กำลังจะหมดไป

เพราะนั้นถ้าหมดทุกข์ หรือหมดความหมายมั่น หรือว่าความเห็นผิดในกายที่ผิดไปจากความเป็นจริงแล้ว ...กิเลสที่เราเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ทุกวันนี้โดยส่วนใหญ่ เหมือนยกเขาออกจากอกน่ะ

มันหมดไปแบบ...โลกนี้ช่างหาทุกข์ไม่เจอเลยน่ะ ในการไปการมาของสัตว์บุคคล ในการกระทำไปกระทำมาของสัตว์บุคคล ในการที่จะทำอะไร ได้อะไรมาเนื่องด้วยตัวนี้กายนี้

ใครติ ใครชม ...ใครชมว่าสวย ใครติว่าไม่สวย เหมือนดูตลกคาเฟ่ว่ะ โกหก  กูนี่ยังไม่รู้เลยว่ามันสวยหรือไม่สวย เพราะกูไม่เคยบอกเลยว่ากูสวยหรือกูไม่สวย เสือกรู้ดีได้ยังไง ตลกรึเปล่า ฝืดว่ะ

นั่น จิตมันว่ามันอย่างนั้นนะ พอไม่ตลกตามเสียงมันก็เมื่อยปากเองน่ะ มันก็เดินผ่านไปด้วยความว่า ไอ้นี่เข้ากับคนเขาไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดกับมันแล้ว

เนี่ย มันหยุดของมันเองน่ะ อย่าไปต่อปากต่อคำ หรือตอบโต้ หรืออธิบาย หรือว่าทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าข้าพเจ้า หรือหนู หรือฉัน หรือผม หล่อ สวยนะคะ ...ไม่จบนะนั่นน่ะ ไม่จบ

ทั้งๆ ที่ว่าความเป็นจริงมันไม่ได้บอกเลยว่า ข้าพเจ้าเกิดมาพร้อมความสวยนะ ใช่ป่าว  ก้อนนี้มันบอกรึเปล่า ตั้งแต่เกิดมามันตีเทรดมาร์คเลยว่ายี่ห้อนี้สวย..ไม่มี หรือไม่สวยก็ไม่ว่า

เนี่ย ภาวนาให้มันถูกที่หน่อย อย่าภาวนาหาไปเรื่อย หรือว่ารู้ไปเรื่อย หรือว่าเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไป กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย ถูกมันต้มเปื่อยจนสุกเลย ...ก็ถูกหลอก ถูกต้ม ถูกตุ๋น หมดน่ะ 

ไม่มีใครตุ๋นใครหรอก จิตตัวเองน่ะหลอก ...เพราะนั้น พอตั้งมั่นขึ้นแล้ว...ไม่เชื่อ ไม่หมายกับมันตามความคิดความเห็นแล้วนี่  ...รู้ทันแล้วก็ละซะ แล้วก็หยุดอยู่กับตรงนี้ซะ 

อย่างน้อยถือว่ามีไม้กันหมาไว้ ไม่ได้อะไรก็นึกว่าเป็นไม้กันหมา ไม่ให้หมามันมากัดหรือไม่ไปกัดกับหมา ...ไม่ให้หมากัดนั่นอย่างนึงนะ นี่ยังไปกัดกับหมาอีกนะ จิตเราน่ะ ตัวเราน่ะ

เพราะหมานี่ไปห้ามมันกัดไม่ได้อยู่แล้ว หมามันบ้าน่ะ หมามันไม่ได้อบรมน่ะ หมาไม่มีคนสั่งสอน มันก็กัดเขาไปทั่วอยู่แล้ว ยังไปกัดกับหมาอีก ...นั่นน่ะจิต

ก็อบรมหมาให้อยู่ในกรอบหน่อย อยู่ในคอกหน่อย อยู่ในกรง อยู่ในสถานที่ที่ควร ...เหมือนเราอาศัยอยู่ในบ้านนี่ กายนี่เป็นบ้าน เหมือนห้อง

แต่พอบอกให้มาอยู่กับกายนี่ มันก็มาเหมือนกัน ...แต่มาแบบขาหนึ่งยันปากประตู อีกขาหนึ่งอยู่ในประตู ...คือยังเหลียวดู...ใครเดินไปเดินมาวะ ใครจะมา...สวย-ไม่สวย

มันไววับอยู่ธรณีประตูน่ะ แล้วก็...วุ้บ ทิ้งบ้าน หนีตามผู้ชายหรือหนีตามผู้หญิง ...คือหนีตามรูป หนีตามเสียง หนีตามกลิ่น หนีตามความคิด หนีไปตามอารมณ์ หนีไปตามอดีต หนีไปตามมอนาคต 

มันไปได้หมดน่ะ อย่าให้อะไรเดินผ่านกูนะ ...เพราะกูคอยดูอยู่ตลอด เนี่ย


(ต่อแทร็ก 10/28  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น